ศยามล ไกยูรวงศ์
โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา
จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา ถูกเลือกให้เป็นเส้นทางการพัฒนาของโครงการสะพานเศรษฐกิจสงขลา-สตูล เพื่อเชื่อมทางคมนาคมจากชายฝั่งอันดามันมาที่ชายฝั่งอ่าวไทย ด้วยเหตุผลต่างๆ จากการวางแผนพัฒนาประเทศแบบบนลงล่างโดยหน่วยงานที่วางแผนพัฒนาประเทศ และจากนักการเมือง ตลอดจนการผลักดันของหอการค้าในจังหวัดสตูล เพื่อทำระบบคมนาคมขนส่งผ่านท่าเรือน้ำลึกที่บ้านปากบารา อ.ละงู จ.สตูล และเชื่อมต่อท่าเรือน้ำลึกที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งจะเป็นทางเลือกของการขนส่งอีกเส้นทางหนึ่ง หากช่องแคบมะละกามีปัญหา
เมื่อปี พ.ศ.2547 พรรคไทยรักไทย ขายความคิดนี้ให้กับพี่น้องชายแดนใต้ในศึกเลือกตั้งครั้งที่สองของรัฐบาลทักษิณ ว่า
“ท่าเรือปากบาราเป็นท่าเรือน้ำลึกแห่งแรกของอันดามัน ตามแผนยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ของประเทศ และเป็นเสมือนโครงการนำร่องสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม”
ต่อมา นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีความเห็นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2552 โรงแรม บี.พี แกรนด์ ทาวเวอร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไว้ว่า
“ต้องยอมรับว่า เริ่มมีคนไม่เห็นด้วยกับโครงการสะพานเศรษฐกิจสงขลา-สตูล ทางฝั่งสตูลยังต้องไปทำความเข้าใจ หรือคลายความกังวลให้กับคนที่ไม่เห็นด้วย ส่วนฝั่งจังหวัดสงขลา ดูท่าจะยากหน่อย เริ่มมีความรู้สึกจะต้องลงไปปัตตานีแล้ว ประเด็นที่ใหญ่กว่านั้นคือ ทำท่าเทียบเรือเสร็จก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่มีถนน ไม่มีทางรถไฟเชื่อมโยง หรือไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ การจะใช้ท่าเทียบเรือให้คุ้มค่า ต้องมีการขนถ่ายสินค้า อาจจะต้องมีอุตสาหกรรมเกิดขึ้น ประเด็นมีอยู่ว่าพี่น้องในพื้นที่ต้องตัดสินใจร่วมกับรัฐบาล ว่า ตกลงจะให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือไม่ ถ้ามี มีประเภทใด ถ้ามีแล้ว ทำอย่างไรไม่กระทบกระเทือนกับการท่องเที่ยว ตอนนี้ผมให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ไปประเมินดูว่า ที่พูดถึงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ รวมทั้งโครงการสะพานเศรษฐกิจสงขลาและสตูลแห่งนี้ หน้าตาครบทั้งวงจรแล้วเป็นอย่างไร เพื่อที่จะถามความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ได้ว่า จะเอาอย่างนี้หรือไม่ เพราะต้องทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2”
ความเชื่อมโยงของโครงการสะพานเศรษฐกิจสงขลา-สตูล ก่อให้เกิดแผนการพัฒนาโครงการต่างๆ และใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนจำนวนมหาศาลดังนี้
1) การศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่บุโบย จังหวัดสตูล เมื่อปี 2540 และได้ทำการศึกษาทบทวนฯ เพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ปากบาราเปรียบเทียบกับพื้นที่บริเวณบุโบยเมื่อปี 2546 แล้วพบว่าบริเวณพื้นที่ปากบารามีความเหมาะสมมากกว่า โดยได้รับงบประมาณประจำปี 2548-2549 ในวงเงิน 38.40 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 28 มิถุนายน 2548 ถ้าหากมีการดำเนินการโครงการก็จะมีการใช้งบประมาณในวงเงิน 9,741.130 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี (ปีงบประมาณ 2554-2559)
2) โครงการทางรถไฟเชื่อมโยงการขนส่งอ่าวไทย-อันดามัน เป็นแนวทางเลือก 2A ผ่านพื้นที่จังหวัดสตูล ต.ปากน้ำ-ละงู-แประ-ควนกาหลง-ทุ่งนุ้ย จังหวัดสงขลา ต.เขาพระ-ท่าชะมวง-กำแพงเพชร-ฉลุง-ทุ่งตำเสา-ควนลัง-หาดใหญ่-คอหงส์-ทุ่งใหญ่-พิจิตร-จะโหนง-คลองเปียะ-ตลิ่งชัน-นาทับ การดำเนินโครงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในเบื้องต้นใช้งบประมาณ 90 ล้านบาท และงบก่อสร้างประมาณ 30,000 ล้านบาท
3) โครงการนิคมอุตสาหกรรม 150,000 ไร่ บริเวณอำเภอละงู จังหวัดสตูล โดย แบ่งเป็น 3 เขต ได้แก่
(1) เขตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกมีทั้งอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมเบา
(2) คลังสินค้าทัณฑ์บนบกของกรมศุลกากร
(3) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ได้แก่ สร้างสถานีย่อยไฟฟ้า น้ำประปา/น้ำสำหรับอุตสาหกรรม และโทรคมนาคม
4) โครงการท่อส่งน้ำมันดิบ เป็นโครงการที่เริ่มจากทุ่นขนถ่ายน้ำมันกลางทะเลฝั่งอันดามันห่างจากชายฝั่งอำเภอละงูประมาณ 37 กิโลเมตร กินพื้นที่ร่องน้ำลึก 25 เมตร เรือบรรทุกน้ำมันขนาดสูงสุด 300,000 ตัน และจะมีการสร้างคลังเก็บน้ำมันบริเวณบ้านปากบาง หรือแถวมัสยิดบ้านนาพญา อำเภอละงู จังหวัดสตูล เป็นคลังขนาดกลางใช้พื้นที่ 5,000 ไร่ มีการเชื่อมทางท่อไปยังฝั่งอ่าวไทย
5) โครงการเจาะอุโมงค์เชื่อมสตูล-เปอร์ลิส เป็นโครงการภายใต้การผลักดันของจังหวัดสตูล อยู่ระหว่างขั้นตอนการวางแผนในการตั้งงบประมาณสำหรับศึกษาในการสำรวจทางธรณีวิทยา คำนวณเส้นทางความมั่นคง และสิ่งแวดล้อมของโครงการ 20 ล้านบาท ศึกษาออกแบบเลือกเส้นทางแต่ละหลักกิโลเมตร 29 ล้านบาท สำรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม 20 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 3 โครงการนี้รวมเป็น 69 ล้านบาท รอเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อเห็นและอนุมัติในขั้นต่อไป
สรุปรวมงบประมาณที่ต้องใช้ในการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่คณะรัฐมนตรี เป็นจำนวน 197.4 ล้านบาท เฉพาะโครงการที่มีการอนุมัติโดย ครม.และรอเข้าสู่การอนุมัติของ ครม. สำหรับแผนงานการใช้งบประมาณในการดำเนินการโครงการเฉพาะโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา และโครงการทางรถไฟเชื่อมโยงการขนส่งอ่าวไทย-อันดามัน มีจำนวนทั้งหมด 39,741.130 ล้านบาท
แผนพัฒนาหรือโครงการพัฒนาต่างๆ จะถูกผลักดันจากรัฐบาล นักการเมือง หรือคนในจังหวัดที่มาจากภาคธุรกิจภาคอุตสาหกรรมซึ่งยังเป็นคนกลุ่มน้อย โดยอ้างว่า เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดและของประเทศก็ตาม แต่ความเป็นธรรมของคนสงขลาและคนสตูลจะต้องได้รับคือ การมีบทบาทตัดสินใจว่าแผนพัฒนาและโครงการพัฒนาทุกโครงการมาจากที่ไหน ใครเป็นผู้กำหนด และรับทราบถึงงบประมาณจากภาษีของประชาชนที่ต้องใช้จ่ายไปว่าคุ้มค่าและคุ้มทุนต่อการใช้ประโยชน์และพัฒนาประเทศอย่างไร
วัฒนธรรมของบริษัทที่ปรึกษา สถาบันการศึกษา และหน่วยงานของรัฐ เมื่อได้รับมอบหมายจากเจ้าของโครงการให้จัดทำรายงานศึกษาความเหมาะสมของโครงการ หรือรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หน่วยงานเหล่านั้นก็ดำเนินการตามกรอบของโครงการที่ให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นเฉพาะโครงการนั้นๆ และไม่ตอบคำถามความเชื่อมโยงของโครงการต่างๆ ว่าสัมพันธ์อย่างไร
หากมี 10 โครงการก็มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น อย่างน้อย 10-20 ครั้ง ทำให้ประชาชนและชุมชนในพื้นที่เกิดความสับสน และมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในชุมชน เหตุการณ์เช่นนี้ได้เกิดขึ้นที่จังหวัดระยองเช่นกัน จนประชาชนเบื่อหน่ายที่จะเข้าร่วมเวที และไม่มีความชัดเจนของข้อมูลว่าแต่ละโครงการมีลักษณะอย่างไร มีผลกระทบอย่างไร แยกไม่ออกว่าแผนพัฒนาโครงการต่างๆ มีผลดีผลเสียอย่างไร
จะเห็นได้ว่างบประมาณในช่วงระหว่างการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ ใช้เงินภาษีของประชาชนจำนวนมาก โดยที่การริเริ่มของโครงการมาจากความคิดของกลุ่มคนหนึ่ง แต่รัฐบาลได้ตัดสินใจมีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณในการศึกษาอย่างง่ายดาย ในขณะที่สภาพัฒน์มีภารกิจที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Impact Assessment/SEA) ตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่รัฐบาลไม่มีนโยบายในการอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินการดังกล่าว ทั้งๆ ที่โครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดสงขลาและสตูล ควรใช้เครื่องมือ SEA ในการประเมินการวางแผนพัฒนาพื้นที่มีความเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่อย่างไร ก่อนที่จะพัฒนาโครงการใดๆ เพื่อประหยัดเงินภาษีของประชาชน สิ่งนี้เองที่เป็นคอร์รัปชันงบประมาณของแผ่นดินไปจำนวนมาก โดยที่หาใครรับผิดชอบไม่ได้
ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ในการวิเคราะห์โครงการว่าคุ้มทุนหรือไม่ กลับไม่มีการวิเคราะห์ ต้นทุนทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้นทุนทางสังคม และต้นทุนทางสุขภาพ ที่รัฐบาลต้องใช้ภาษีของประชาชนมาเยียวยาปัญหาผลกระทบภายหลังการดำเนินการโครงการอีกจำนวนมาก เรื่องนี้เรียนรู้ได้จากกรณีโครงการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
ขอยกตัวอย่างกรณีโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราและถมทะเล โดยกรมเจ้าท่าเป็นเจ้าของโครงการ โครงการนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552 แต่จากความเห็นหลายฝ่าย ว่า ควรมีจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental and Health Impact Assessment/EHIA) ขึ้นใหม่ ด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้
1) เนื่องจากโครงการนี้มีความยาวหน้าท่าเกิน 300 เมตร มีการขุดลอกร่องน้ำมากกว่า 100,000 ตารางเมตร และพื้นที่ก่อสร้างท่าเรืออยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว และจะถูกประกาศให้เป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์ไว้ จึงเป็นพื้นที่อ่อนไหวอยู่ในประเภทเขตอนุรักษ์ตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นควรที่จะเข้าข่ายโครงการรุนแรงที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชน ซึ่งจำเป็นต้องประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 67 วรรค 2
2) รายงานการศึกษาดำเนินการเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี พ.ศ.2547 ซึ่งเป็นฉบับที่ได้รับการพิจารณาโดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ในปี พ.ศ.2552 เป็นระยะเวลากว่า 5 ปี และในปี 2554 เพิ่มอีก 2 ปี ยังไม่มีการดำเนินการก่อสร้าง ข้อมูลในรายงานศึกษาจึงไม่ทันสมัย ซึ่งปรากฏว่ามีข้อมูลที่เพิ่มขึ้นใหม่โดยที่ไม่ปรากฏในรายงานศึกษาได้ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ดังนี้
2.1) บริเวณปากคลองปากบารามีการทับถมของตะกอนจากบนฝั่งปิดปากคลองเป็นประจำทุกปี เนื่องจากมีสภาพเป็นอ่าวปากบารา มีเกาะเขาใหญ่ทางด้านทิศตะวันตก เกาะเขาตะโล๊ะแบนแต ทางด้านทิศเหนือ และเขาโต๊ะหงายทางด้านทิศใต้ เป็นแนวช่วยกำบังคลื่นลม ความเร็วกระแสน้ำและการเคลื่อนตัวของตะกอนตามแนวชายฝั่งจึงเกิดขึ้นน้อย ตะกอนที่มาจากพื้นที่รับน้ำของคลองปากบาราส่วนใหญ่จึงตกจมบริเวณปากคลองและทับถมเป็นสันทราย ที่ปรากฏในรายงานศึกษา เพราะฉะนั้นต้องมีการขุดลอกร่องน้ำทุกปี คิดเป็นปริมาณทั้งหมด 12.97 ล้านลูกบาศก์เมตร ในรายงานยังไม่มีการกล่าวถึงต้นทุนในการขุดลอกร่องน้ำ และเป็นต้นทุนที่สูงเมื่อคิดเรื่องต้นทุนในการสร้างแล้วจะมีความคุ้มทุนหรือไม่
2.2) ผู้แทนจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา มีความเห็นว่า เนื่องจากเป็นพื้นที่ในการก่อสร้างท่าเรือ อันเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างน้ำจืดและน้ำเค็ม เป็นระบบนิเวศที่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรหญ้าทะเล และปะการัง ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ และควรประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรอบด้านในการดำเนินการโครงการทั้ง 3 ระยะ เพื่อการวางแผนในอนาคต (19 พฤษภาคม 2554)
2.3) รองหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา มีความเห็นว่า ยังไม่มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมบริเวณอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตรุเตา หากเกิดท่าเรือน้ำลึก (ระหว่างเกาะตรุเตา กับ เกาะไข่) เส้นทางเดินเรือสมุทรผ่านทางอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตรุเตา ทำให้ทรัพยากรชายฝั่ง แหล่งหญ้าทะเล ปะการังเสียหาย 900,000 กว่าไร่ ปัจจุบันหมู่เกาะตรุเตาเป็นมรดกแห่งอาเซี่ยนจะผลักดันให้เป็นมรดกโลก ข้อดีของการเป็นมรดกโลก คือ การรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรที่มีคุณค่าของท้องทะเลไทย มีทรัพยากรให้หากิน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับชุมชน นักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เที่ยวโซนอาดัง หลีเป๊ะ ซึ่งเป็นพื้นที่ดำน้ำดูปะการังของนักท่องเที่ยว (19 พฤษภาคม 2554)
2.4) แหล่งหินอุตสาหกรรมในจังหวัดสตูลส่วนใหญ่เป็นหินปูนปริมาณสำรอง บนพื้นที่ประมาณ 1,276 ไร่ บริเวณพื้นที่อำเภอควนกาหลง และอำเภอทุ่งหว้า ปริมาณหินถมที่ใช้ในการก่อสร้างท่าเรือเป็นจำนวน 1,188,439 ลูกบาศก์เมตร อ.วัฒนา ตันเสถียร โรงเรียนกำแพงวิทยา กล่าวว่า ดร.ธนิต วงศ์วานิช นักธรณีวิทยา ยืนยันว่า พบซากดึกดำบรรพ์ ครบ 6 ยุค ที่แหล่งหินควนกาหลง และยืนยันว่า มีที่เดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับรางวัลจากการประกวดมาแล้ว บริเวณเขาจุหนุง อ.ละงู พบแหล่งกลุ่มซากปลาหมึกโบราณ ยืนยันว่า พบที่เดียวในโลก เพราะฉะนั้นจึงควรให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำการสำรวจ และอนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์ให้เป็นพื้นที่มรดกโลก พัฒนาการท่องเที่ยวและการศึกษา (19 พฤษภาคม 2554)
2.5) เครือข่ายผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในสตูล เสนอว่า ตามอนุสัญญาไซเตส บริเวณเกาะบุโหลน พบว่า มีพันธุ์พืช (กล้วยไม้ รองเท้านารี) พันธุ์สัตว์น้ำหลากหลาย และบริเวณปากแม่น้ำละงู เป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำที่สำคัญเป็นอย่างมากที่สนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัด ก่อให้เกิดรายได้จากการเที่ยวแต่ละปีมหาศาล รวมถึงการกระจายรายได้ที่ทั่วถึงทุกกลุ่มคน เพราะฉะนั้นควรศึกษารายได้จากการท่องเที่ยวและภาคเกษตรของสตูลว่ามีการกระจายได้ให้คนสตูลมากน้อยอย่างไร
2.6) จากข้อมูลของรายงานการศึกษา พบว่า บริเวณที่จะก่อสร้างท่าเรือ มีรายได้ในการทำประมงแต่ละปีมีสัตว์น้ำและมูลของการผลิตจากการประมง การเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ และบริการที่เกี่ยวข้องปี พ.ศ.2551 จำนวน 6,063,761,115 บาท หากมีการดำเนินการโครงการผลผลิตของสัตว์น้ำดังกล่าวจะลดลง จากข้อมูลของสำนักงานบัญชีประชาชาติเดือนกรกฎาคม 2552 พบว่าจังหวัดสตูลมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อไปในปี 2551 เท่ากับ 99,307 บาท เป็นลำดับที่ 7 ของภาคใต้ จึงนับว่ามีการกระจายรายได้ที่สูง สำหรับคนสตูลที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว และเราจะพัฒนาอุตสาหกรรมและท่าเรือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร
2.7) จังหวัดสตูลมีสถิติการเกิดหลุมยุบปีละหลายแห่ง เนื่องจากมีการขุดเจาะบ่อบาดาลมาก นอกจากนี้ชายฝั่งบริเวณหาดปากบาราเป็นหาดทรายยาวประมาณ 3 กม.มีสภาพการกัดเซาะชายฝั่งต่อเนื่องมานานแล้ว ประมาณ 300 เมตร คิดเป็นระยะทางตามแนวชายฝั่งยาวประมาณ 1 กม.อัตราการกัดเซาะประมาณ 5 เมตร/ปี จังหวัดสตูลจึงได้สร้างกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กมีหินทิ้งด้านหน้า เพื่อป้องกันการกัดเซาะ ประเด็นนี้ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ต้องมาพิจารณาในการสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา
3) อบต.ปากน้ำ มีข้อเสนอว่า ในการพัฒนาอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา เป็นพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง และควรส่งเสริมให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ร่วมกับอุทยานแห่งชาติ ทั้งนี้เนื่องจากจังหวัดสตูลในอีก 10 ปีข้างหน้า (2548-2558) มีการขยายตัวจำนวนนักท่องเที่ยวจาก 357,286 คน เพิ่มเป็น 702,180 คน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จะมีนักท่องเที่ยวขยายเพิ่มขึ้นจาก 76,192 คน เพิ่มเป็น 149,742 คน และอุทยานแห่งชาติตะรุเตา จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 61,479 คน เพิ่มเป็น 126,711 คน
4) เป็นที่น่าสังเกตว่าผังเมืองรวมระดับจังหวัดยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ กลายเป็นว่าการจัดทำผังเมืองเกิดขึ้นภายหลังจากการพัฒนาโครงการ และขยายพื้นที่การพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมของการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการวางแผนพัฒนาจังหวัดอย่างยั่งยืนในอนาคต
ใครคือเจ้าภาพที่จะเปิดเผยข้อมูลของแผนพัฒนาและโครงการพัฒนาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในจังหวัด ก่อนที่จะใช้งบประมาณของแผ่นดินให้คนในจังหวัดรับทราบ ถ้าไม่ใช่ผู้ว่าราชการจังหวัดในนามของจังหวัด และสภาพัฒน์ ในนามของหน่วยงานที่วางแผนพัฒนาประเทศ คำตอบนี้จังหวัดต้องเป็นผู้ตอบได้ว่ารัฐบาลมีมติอนุมัติอนุญาตโครงการพัฒนาใดๆ เพื่อให้เกิดกระจายอำนาจไปที่จังหวัดและท้องถิ่นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และธรรมาภิบาลในการบริหารจังหวัด



