รายงาน - ศูนย์ข่าวภูเก็ต
โศกนาฏกรรม “พิบัติภัยสึนามิ” ที่คร่าชีวิตผู้คนในอันดามันไปกว่า 5,000 คน เมื่อช่วงสายๆ ของวันที่ 26 ธันวาคม 2547 แทบที่จะไม่หลงเหลือความเสียหายให้เห็นกันอีกแล้ว เมื่อวันเวลาได้ล่วงเลยมาครบ 3 ปี ทุกพื้นที่ได้รับการฟื้นฟูจนเกือบเข้าสู่ภาวะปกติหมดแล้ว
นายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวว่า ขณะนี้พื้นที่ประสบภัยสึนามิในจังหวัดพังงา โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณเขาหลัก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญไม่เหลือร่องรอยของความเสียหายแล้ว และเรียกได้ว่าเป็นเขาหลักโฉมใหม่ หรือ “New Kho Lak” ผู้ประกอบการต่างๆได้มีการปรับปรุงในส่วนของที่พัก โรงแรม รีสอร์ต และเปิดให้บริการได้แล้วกว่า 5,000 ห้อง รวมทั้งระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ก็เสร็จสมบูรณ์ ทำให้เขาหลักไม่เหลือร่องรอยของโศกนาฏกรรมในครั้งนี้
ยังเหลือเพียงเรือ ต.618 ที่อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อปรับเป็นแหล่งท่องเที่ยว และสถานที่รำลึกถึงผู้เสียชีวิต ขณะที่เรือประมงจำนวน 2 ลำที่บ้านน้ำเค็ม ซึ่งถูกคลื่นสึนามิซัดเข้ามาอยู่บนที่ดินของชาวบ้าน ก็ได้ย้ายเรือออกจากพื้นที่และ กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดซื้อที่ดินสำหรับจัดสร้างพิพิธภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว
ในส่วนการฟื้นฟูเรื่องของที่อยู่อาศัยว่า ผู้ประสบภัยได้รับบ้านพักและเข้าไปอาศัยเกือบหมดแล้วเหลือเพียง 60 หลังเท่านั้น ขณะที่ผู้ประกอบการก็มีการลงทุนทางด้านที่พักอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการฟื้นฟูด้านอาชีพ ซึ่งในช่วงระยะเวลา 3 ปี ถือว่าได้มีการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยจนสมบูรณ์แล้ว
เช่นเดียวกับพื้นที่จังหวัดภูเก็ต กระบี่ ระนอง สตูล และตรัง ก็ได้รับการฟื้นฟูจนกลับเข้าสู่ภาวะปกติทั้งหมดแล้ว
ท่องเที่ยวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว ที่เป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทันทีที่เกิดสึนามิ พบว่า ภูเก็ตสามารถสร้างความเชื่อมั่นดึงนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาได้ภายในหนึ่งปีจะมีบ้างที่มีปัญหา คือ พีพี และเขาหลัก แต่เมื่อถึงเวลานี้บอกได้ว่าธุรกิจท่องเที่ยวในอันดามันฟื้นตัวและคืนสู่แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยว
นายประเสริฐ จันทร์พลงาม ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา กล่าวว่า ธุรกิจท่องเที่ยวบริเวณเขาหลักที่ได้รับความเสียหายจากสึนามิเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ได้รับการปรับปรุงแล้วกว่า 90% โดยเฉพาะสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายของที่ระลึก ร้านดำน้ำ ร้านเทเลอร์ เมื่อก่อนมีอย่างไรตอนนี้ก็มีเช่นเดิม
ส่วนโรงแรม รีสอร์ต ที่เปิดให้บริการในช่วงปลายปีนี้ตั้งแต่เขาหลักไปจนถึงเกาะคอเขา ประมาณ 50 แห่ง จำนวน 3,800 ห้อง หรือประมาณ 90% ของห้องพักทั้งหมดที่มีก่อนเกิดสึนามิ และที่เหลืออีกประมาณ 5 แห่งที่อยู่ระหว่างการปรับปรุง คาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงปลายปีหน้า
“หลังจากที่โรงแรม รีสอร์ต เปิดให้บริการ ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักของเขาหลักทั้งกลุ่มสแกนดิเนเวีย และกลุ่มเยอรมนี ทำให้อัตราเข้าพักอยู่ที่ประมาณ 70-90% และช่วงคริสต์มาสและปีใหม่บางแห่งอัตราเข้าพักสูงถึง 90-100%” นายประเสริฐ กล่าว และว่า การที่ท่องเที่ยวเขาหลักกลับเข้าสู่ภาวะปกติเพราะนักท่องเที่ยวเชื่อมั่นในด้านความพร้อมของที่พัก และความปลอดภัยที่มีระบบเตือนภัย รวมทั้งนักท่องเที่ยวเข้าใจว่าสึนามิไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ
นายไมตรี นฤขัตพิชัย นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ท่องเที่ยวภูเก็ตได้ฟื้นตัวจากสึนามิอย่างเต็มตัว ทำให้อัตราเข้าพักภูเก็ตดีมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวนี้ อัตราการเข้าพักของนักท่องเที่ยวเต็ม 100% และบางโรงแรมมีนักท่องเที่ยวจองเข้าพักเกิน 100% และจะดีต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2551
นอกจากนั้นยังมีนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุนในเรื่องของโรงแรมที่พักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่หาดป่าตอง กะตะ กะรน ซึ่งสาเหตุที่นักลงทุนยังกล้าเข้า ก็เพราะมีความมั่นใจจากการฟื้นตัวของภูเก็ตจากเหตุการณ์สึนามิถล่ม
ด้าน นางสาวลดาวัลย์ ช่วยชาติ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า การท่องเที่ยวกระบี่คึกคักมาก ยอดการจองห้องพักตามแหล่งท่องเที่ยวทั้งอ่าวนาง เกาะพีพี และเกาะลันตา เต็มแล้วทุกแห่ง โดยนักท่องเที่ยวมากที่สุดได้แก่ กลุ่มนักท่องเที่ยวจากสแกนดิเนเวีย และยุโรป มีเที่ยวบินเข้าวันละ 14 เที่ยวบิน คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ากระบี่ไม่น้อยกว่า 2 ล้านคน ซึ่งจะทำให้จังหวัดกระบี่มีเงินรายได้จากภาคการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท
ยังกลับบ้านไม่ได้อีกกว่า 300 ศพ
เหตุการณ์สึนามิเมื่อ3 ปีก่อน ได้คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 5,000 คน เฉพาะจังหวัดพังงา มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด ถึง 4,919 คน จนถึงเวลานี้ ปรากฏว่า ยังมีศพผู้เสียชีวิตจากเหตุสึนามิถล่ม ที่ยังไม่ทราบว่าเป็นใครและรอการส่งกลับบ้านอีก 381 ศพ ในจำนวนนี้มีศพที่ตรวจพิสูจน์ได้แล้ว และรอญาติมาติดต่อขอรับศพจำนวน 42 ศพ ซึ่งศพทั้งหมดถูกเก็บและฝังไว้ที่สุสานบางมะรวน อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ภายใต้การดูแลของศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลและการส่งกลับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนแยกจังหวัดพังงาอีกกว่า 300 ศพ อยู่ที่สุสานบางมะรวน ซึ่งมีทั้งที่จัดการฝังไปแล้ว และบางส่วนถูกเก็บไว้ในตู้คอนเทนเนอร์
นายนิตนัย ศรสงคราม ผู้จัดการศูนย์พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลบางมะรวน แจ้งตัวเลขผู้สูญหาย ณ ปัจจุบันว่า เป็นคนไทยมากที่สุดกว่า 200 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวพังงา 116 ราย สูงสุดที่อำเภอตะกั่วป่า 88 ราย ส่วนศพที่ยังเก็บไว้ที่นี่มี 381 ศพ ล่าสุดสามารถตรวจพิสูจน์เพิ่มได้อีก 42 ศพ โดยแจ้งให้ญาติทราบแล้ว แต่ยังไม่มีการติดต่อขอรับกลับ
ทั้งนี้ ศพที่ยังรอการตรวจพิสูจน์บางส่วนต้องนำไปฝังเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่ต้องหมดไปกับตู้คอนเทนเนอร์ แต่มีการเก็บข้อมูลไว้ครบถ้วนสมบูรณ์ และเขียนรหัสไว้ทุกหลุม สามารถนำกลับขึ้นมาได้ทุกเมื่อ หากญาติสามารถนำข้อมูลเพิ่มเติมมายืนยัน ชี้ชัดได้ว่าเป็นใคร ซึ่งทุกศพถูกฝังอย่างสมเกียรติ ตกแต่งสุสานอย่างสวยงาม
“ส่วนภารกิจการดูแลนั้นไม่มีกำหนด โดยเจ้าหน้าที่ 10 ชีวิตบอกว่าจะขอส่งพวกเขาเหล่านี้กลับบ้านจนครบทุกราย” ผู้จัดการศูนย์ฯ กล่าวทิ้งท้าย
ผ่านมา 3 ปีพีพียังไม่ชัดสร้างอาคาร
แม้ว่าการแก้ไขปัญหาด้านภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวและการแก้ไขปัญหาโดยรวม จะดำเนินการได้รวดเร็ว แต่ในส่วนของผู้ประกอบการที่เกาะพีพีวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนหลายอย่าง
นายนัฐวุฒิ แก่นทอง ผู้ประกอบการเกาะพีพี กล่าวถึงการฟื้นฟูเกาะพีพี หลังสึนามิ ว่า ขณะนี้รอเพียงกฎกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่ค่อยมีความชัดเจน โดยสิ่งที่ผู้ประกอบการและชาวบ้าน ได้เรียกร้องมาตลอดก็คือไม่เอา อพท.แต่ดูเหมือนว่าภาครัฐยังไม่ได้ปลดล็อก และสิ่งที่ผู้ประกอบการได้เรียกร้องเช่นเดียวกัน ก็คือเรื่องของการก่อสร้างอาคารที่พักใหม่ แทนอาคารหลังเก่าที่ถูกคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่ม ยังมีปัญหาไม่สามารถก่อสร้างได้ โดยทราบว่าทางกระทรวงทรัพย์ฯได้ออกกฎหมายควบคุมสิ่งแวดล้อมออกมาบังคับใช้แล้ว และคาดว่ากฎหมายของผังเมืองกำลังจะออกตาม
“การก่อสร้างที่ต้องรอในส่วนผู้ประกอบการยังมีปัญหาอยู่ พื้นที่หนึ่งๆอนุญาตให้ก่อสร้างได้ สูง 9 เมตร แต่ว่าสูง 9 เมตรก่อสร้างได้ 3 ชั้น เว้นที่ใต้ถุน 80 เซนติเมตร หากว่าจะสร้าง 3 ชั้นก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียง 2 ชั้นครึ่งเท่านั้น ก็จะมีพื้นที่เหลือ ที่ต้องเว้นไว้เป็นพื้นที่สีเขียวมากกว่า พื้นที่สร้างอาคารหลายเท่าตัว” นายนัฐวุฒิ กล่าวและว่า
มติ ครม.ที่ผ่านมาก็ยังให้ อพท.มาพัฒนาพื้นที่เกาะพีพีก็ยังไม่ปลดล็อก ซึ่งก็เท่ากับว่าเจ้าภาพหลักตามกฎหมายในการแก้ปัญหาเกาะพีพียังเป็น อพท.อยู่แต่ในทางปฎิบัติแล้วอพท.ยังไม่เคยเข้ามา และเป็นห่วงสภาพเกาะพีพีช่วงนี้เป็นสลัมกว่าก่อนเกิดสึนามิ
ด้าน นายพันคำ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เกาะพีพี กล่าวว่า 3 ปีที่ผ่านมาเกาะพีพีได้รับการช่วยเหลือและพัฒนาในหลายด้านๆ สะพานท่าเทียบเรือใหม่ และ เส้นทางหนี ส่วนการช่วยเหลือจากต่างประเทศแบบไม่มีเงื่อนไข โดยรัฐบาลเดนมาร์กได้สร้างบ่อบำบัดน้ำเสียให้ ขณะที่เรื่องไฟฟ้า อยู่ในระหว่างการรับหลักการแต่ยังไม่ชัดในเรื่องการเริ่มก่อสร้าง และบ้านของผู้ประสบภัย 160 หลังเสร็จแล้ว ติดปัญหาเรื่องน้ำและไฟฟ้าอีกเล็กน้อย
สำหรับการก่อสร้างอาคารโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิ ได้มีผู้ประกอบการ เริ่มขออนุญาตก่อสร้างแล้ว ส่วนที่ได้มีการก่อสร้างไปก่อนหน้านี้(หลังสึนามิ) ต้องแก้ไขตามกฎหมายใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้สั่งระงับการก่อสร้างไปแล้ว 1 ราย เพราะผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าผู้ที่ก่อสร้างก่อนกฎหมายใหม่จะออกมาบังคับใช้ จะต้องถูกรื้อทิ้งอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าในครั้งแรกจะมีใบอนุญาตเก่าอยู่ก็ตาม เพราะเมื่อนำกฎหมายใหม่มาใช้ ไม่แน่ใจว่าพื้นที่จะเหลือพอหรือไม่ ซึ่งต้องตรวจสอบกันอีกครั้ง ส่วนคดีที่มีการฟ้องร้องกัน ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
ด้าน นายสติ พลเยี่ยม โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า การฟื้นฟูเกาะพีพี โยธาก็ได้เข้าไปฟื้นฟูแล้วหลายด้าน ทั้งเส้นทางหนีภัย 10 เส้นทางระยะทาง 1,400 เมตร สำหรับกฎหมายที่ควบคุมการก่อสร้างอาคารขณะนี้กระทรวงมหาดไทย ได้ปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดให้บริเวณตั้งแต่น้ำทะเลขึ้นสูงสุด ลึกเข้าไปบนฝั่งประมาณ 30 เมตร การก่อสร้างอาคารจะต้องสร้างอาคารแบบมีใต้ถุนโล่งสูงจากพื้นไม่ต่ำกว่า 80 เซนติเมตร ความสูงของอาคารสร้างได้ไม่เกิน 9 เมตร และต้องเว้นพื้นที่สีเขียวไว้อย่างน้อย 75 ตารางเมตร
ในพื้นที่ 100 ตารางเมตร สามารถใช้เนื้อที่การก่อสร้างได้เพียง 25 ตารางเมตร และเว้นให้เป็นพื้นที่สีเขียว จำนวน 75 ตารางเมตร ซึ่งการที่ได้บังคับใช้เช่นนี้ก็เพื่อประโยชน์ต่อผู้สร้างเองในอนาคต ซึ่งได้มีการบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 โดยการกำหนดเช่นนี้ เนื่องจากมีการคาดการณ์กันว่า ในอนาคตน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นอีกอย่างต่ำ ประมาณ 1 เมตร และที่สำคัญจังหวัดกระบี่ อยู่ในแนวการเกิดของแผ่นดินไหว การกำหนดอาคารมีใต้ถุนสูงจากพื้น 80 เซนติเมตร ก็เพื่อป้องกันการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงได้เช่นเดียวกัน โดยรวมแล้วกฎหมายใหม่ที่ออกมาบังคับใช้ไม่มีผลกระทบกับชาวบ้าน แต่จะกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรงเท่านั้น
โศกนาฏกรรม “สึนามิ” ได้ผ่านพ้นมา 3 ปี สิ่งที่เป็นวัตถุที่ได้รับความเสียหาย ถูกปรับปรุงและสร้างใหม่เข้าใกล้ภาวะปกติแล้ว แต่เหตุการณ์สึนามิที่สร้างความเสียหาย สูญเสียและความเจ็บปวดไม่เคยจางหายไปจากใจของผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น


