ตรัง – นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์วัสดุชีวภาพไดตินไคโตซาน (CCB) เดินทางมาตรวจเยี่ยมผลงานการวิจัยต้นว่านเพชรหึง หรือว่านหางช้าง ซึ่งถือเป็นกล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ ศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยงจังหวัดตรัง สามารถเพาะพันธุ์ได้เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในโลก
วันนี้ (25 ต.ค.) นางอรดี สหวัชรินทร์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย ดร.รัฐ พิชญางกูร จากศูนย์วัสดุชีวภาพไดตินไคโตซาน (CCB) และ ผช.ศ.พัชรา ลิมปนะเวช จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมผลงานการวิจัยต้นว่านเพชรหึง หรือว่านหางช้าง พืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์ Orchidaceae ซึ่งถือเป็นกล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในสกุลแกรมมาโทฟิลลัม (Grammatophyllum) ของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตรัง หรือ ศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยงจังหวัดตรัง
ทั้งนี้ เนื่องจากศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยงจังหวัดตรังสามารถเพาะต้นว่านเพชรหึง ชนิดใบด่าง ได้เป็นต้นแรก ต้นเดียวของประเทศไทย ซึ่งมีความแตกต่างไปจากต้นว่านเพชรหึงอื่นทั่วไป และถือได้ว่าเป็นผลงานที่เกิดขึ้นได้ยากมาก โดยทางศูนย์ดังกล่าว ได้มีการศึกษาและขยายพันธุ์กล้วยไม้พันธุ์ มาตั้งแต่เดือนตุลาคมของปี 2545 เป็นต้นมา และถือเป็นแห่งเดียวที่มีการขยายพันธุ์ต้นว่านเพชรหึงได้มากที่สุดในประเทศไทย จนถึงขณะนี้รวมแล้วกว่า 1 แสนต้น
สำหรับต้นว่านเพชรหึง ชนิดใบด่างนั้น ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านได้ให้ความเห็นว่า เป็นต้นว่านเพชรหึงที่เกิดจากความแตกต่างของกรรมพันธุ์ ซึ่งได้มาจาก 1 ใน 100,000 ของเมล็ดพันธุ์ ทำให้ใบมีลักษณะแตกต่างไปจากต้นว่านเพชรหึงอื่น คือ ใบจะมีสีขาว หรือสีขาวเหลือง เข้ามาปะปนกับสีเขียว ต่างไปจากใบสีเขียวของต้นว่านเพชรหึงโดยทั่วไป
นอกจากนั้น ลักษณะดังกล่าวก็ยังไม่มีความคงตัว และความด่างของใบก็ยังอาจจะสลับตำแหน่งกันได้อีก ทั้งนี้ ทางศูนย์ฯ จะรอคอยการเพาะต้นว่านเพชรหึง ชนิดใบด่าง ในต้นอื่นๆ ต่อไป จนกว่าลักษณะของต้นจะมีความคงที่
นายวันชัย มุกดารัศมี ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตรัง กล่าวว่า ต้นว่านเพชรหึง ถือเป็นกล้วยไม้เขตร้อนของทวีปเอเซีย และหมู่เกาะทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก
แต่ที่พบในประเทศไทยมีเพียงชนิดเดียวและมีต้นโตมาก จนถือได้ว่าเป็นราชินีกล้วยไม้ หรือแกรมมาโทฟิลลัม สเปสิโอซัม (Grammatophyllumspeciosum Blume) มีลักษณะเป็นกล้วยไม้ประเภทแตกกอ มีระบบรากอากาศ และมีต้นสูงราว 1-2 เมตร โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางต้น 3-5 เซนติเมตร และจะมีใบติดอยู่ที่ปลายลำลูกกล้วยเพียง 2-3 ใบ ส่วนดอกก็จะมีทั้งดอกชนิดช่อตั้งและช่อห้อย ซึ่งกลีบดอกนั้นจะหนา มีพื้นกลีบสีเหลือง หรือเหลืองอมเขียว และยังจะมีแต้มน้ำตาลหรือม่วง คล้ายกับลวดลายของเสือ
สำหรับลักษณะเด่นของต้นว่านเพชรหึง คือ จะมีรากเป็นจำนวนมาก เกาะกันแน่น และแตกแขนงที่ปลาย แต่ปลายรากจะชี้ขึ้นข้างบน หรือชี้ออกไปข้างๆ แทนที่จะหยั่งลงข้างล่าง ขนาดของต้นและช่อดอกจะสูงใหญ่และแข็ง บางก้านช่อดอกยาวจนวัดได้กว่า 3 เมตร และแต่ละช่อจะมีดอกประมาณ 50-120 ดอก
โดยจะใช้ระยะเวลาการเลี้ยงดูจนกว่าจะออกดอกประมาณ 5 ปี ส่วนต้นว่านเพชรหึง ชนิดใบด่าง ต้นแรกต้นเดียวในประเทศไทยนั้น ขณะนี้มีอายุได้ประมาณ 1 ปีเศษ จากนั้น อีกประมาณ 4 ปี ก็จะเริ่มออกดอกมาให้ชื่นชม แต่คาดว่าลักษณะของดอกจะเหมือนกับต้นว่านเพชรหึงทั่วไป
การดูแลต้นว่านเพชรหึง ชนิดใบด่างนั้นจะแตกต่างไปจากการดูแลต้นว่านเพชรหึงทั่วไป นั่นคือ จะต้องให้อยู่ในที่ร่ม เนื่องจากชนิดใบด่าง จะมีสีเขียวที่ใบน้อย ทำให้การสังเคราะห์น้อยกว่าใบเขียวทั่วไป และหากนำไปอยู่ที่มีแสงแดดมาก ก็อาจจะทำให้เกิดใบไหม้เกรียมได้ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นโตช้าหรือจะอาจตายได้
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในขณะนี้ต้นว่านเพชรหึงเริ่มเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยแล้ว ดังนั้น จึงจะต้องเลี้ยงดูให้มีความเจริญเติบโตที่รวดเร็วและสวยงาม จึงต้องมีการนำสารกระตุ้นมาช่วยให้พืชโตเร็ว และมีใบที่เขียวเข้ม เพื่อใช้ให้สามารถสังเคราะห์แสงได้เป็นอย่างดี
หากใครต้องการชมต้นว่านเพชรหึง ชนิดใบด่าง ต้นแรกต้นเดียวของประเทศไทยต้นนี้ สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (075) 218-949


