xs
xsm
sm
md
lg

หรือ "จะนะ" จะเป็นอย่าง "มาบตาพุด" เสียงสะท้อนจากวิถีพอเพียง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

นางเน๊าะ หมัดยุดสา อายุ 70 ปี เจ้าของที่ดินที่แนวท่อจะพาดผ่าน
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่…รายงาน

ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมาข่าวคราวและเรื่องราวของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ได้รับความสนใจจากสาธารณะในวงกว้าง

สืบเนื่องจากผลกระทบด้านมลพิษขั้นรุนแรงที่เกิดขึ้น เวลานี้มาตรการการแก้ไขปัญหามลพิษที่มาบตาพุดยังไม่เป็นรูปธรรมและไม่เกิดผลในการปฏิบัติจริงเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน แต่นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2550 ว่ารัฐบาลมีแนวคิดที่จะรื้อฟื้นโครงการเซาเทิร์นซีบอร์ดขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง เพื่อย้ายการลงทุนจากภาคตะวันออกมาสู่พื้นที่ภาคใต้ จำกัดไม่ให้มลพิษพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกหรืออีสเทิร์นซีบอร์ดเพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

จากการวิเคราะห์ส่วนใหญ่ "ฟันธง" ว่า รัฐบาลและนักลงทุนเล็งพื้นที่อำเภอจะนะเป็นเป้าหมายหลักของการย้ายฐานการทุนลงมายังภาคใต้ เพราะมีฐานการผลิตรองรับ ได้แก่ โรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย โรงไฟฟ้าจะนะที่กำลังลงมือก่อสร้างอยู่ในปัจจุบัน

หากลองนึกย้อนหลังไปเมื่อ 9 ปีที่ผ่านมา ทางเครือข่ายคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ได้โต้ข้อมูลกับรัฐบาลภายใต้การบริหารประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงนั้นมาโดยตลอดว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และ ปตท.ได้กำหนดแผนและวางยุทธศาสตร์ชัดเจนที่จะทำให้พื้นที่ อ.จะนะ เป็นนิคมอุตสาหกรรม 10,800 ไร่

แต่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนที่เฉลียวฉลาดและมากด้วยเล่ห์กล เมื่อรู้ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่คัดค้านและต้านนิคมอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย จึงประกาศว่าจะมีเพียงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซเท่านั้น จะไม่มีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพื่อลดอุณหภูมิความไม่พอใจของชาวบ้านและลดกระแสต่อต้าน โดยมีเป้าหมายเพียงเพื่อเดินหน้าก่อสร้างโรงแยกก๊าซให้ได้ ส่วนความจริงนั้นปกปิดไว้ไม่ให้สังคมรับรู้

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2548 หลังจากนั้นไม่ทันที่โรงแยกก๊าซก่อสร้างเสร็จ คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าสงขลาทันที ซึ่งเป็นโครงการที่สืบเนื่องมากจากโรงแยกก๊าซ

หลังจากที่เริ่มมีการวิเคราะห์และเล็งเห็นแนวโน้มว่า "มาบตาพุด 2" จะมาที่อำเภอจะนะ ชาวบ้านจะนะเริ่มตื่นตัวและมีการพุดคุยกันอย่างวงกว้างต่อประเด็นนี้ จนนำไปสู่การจัดเวทีที่บ้านป่างาม หมู่ที่ 3 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เหตุที่ชาวบ้านป่างามตื่นตัวกับประเด็นนี้กันมากเพราะหวั่นวิตกต่อมลพิษที่จะเกิดขึ้น นึกย้อนไปเมื่อ 9 ปีที่แล้วทางทีมประชาสัมพันธ์ของ ปตท.เคยพูดไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มเข้ามาประชาสัมพันธ์โครงการท่อก๊าซว่า เมื่อมีโรงแยกก๊าซขึ้น อนาคตจะมีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมตามมาที่บริเวณบ้านป่างาม เนื่องจากหมู่บ้านนี้ประชากรอยู่อาศัยกันเบาบางและกระจัดกระจาย ง่ายแก่การโยกย้าย สภาพพื้นที่ก็เป็นป่าละเมาะเตี้ยๆ ไม่เหมาะกับการเพาะปลูก หลังจากวันนั้นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์คนนั้นไม่สามารถย่างกรายเข้ามาในพื้นที่ได้อีก เป็นผลจากการนำเสนอข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง

ที่สำคัญวันนี้บ้านป่างามกำลังถูกรุกรานอย่างหนักจาก กฟผ. ผู้ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะ และ ปตท. ผู้ดำเนินการวางแนวท่อก๊าซเชื่อมต่อไปยังโรงไฟฟ้าจะนะ ซึ่งผ่านกลางบ้านป่างาม ชาวบ้านที่นี่ไม่เห็นด้วยกับการให้แนวท่อก๊าซผ่านใจกลางชุมชน เพราะกลัวอุบัติเหตุท่อก๊าซระเบิด เพราะมีข่าวให้เห็นอยู่บ่อยๆ และไม่ได้หวั่นวิตกกับการระเบิดที่มาจากอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังกังวลถึงการก่อวินาศกรรมโดยอาศัยแนวท่อก๊าซด้วย เพราะพื้นที่อำเภอจะนะ มีเหตุการณ์การวางระเบิดเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัด

จนกระทั่งอำเภอจะนะ เป็นอีกหนึ่งแห่งในจังหวัดสงขลา ที่ถูกประกาศให้ใช้กฎอัยการศึกกรณีเดียวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประการสำคัญ ที่ชาวบ้านคัดค้านการวางแนวท่อผ่านกลางชุมชน เพราะไม่ต้องการให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมขึ้น มีฐานการผลิตพร้อมไม่ว่าโรงแยกก๊าซ โรงไฟฟ้า แน่นอนแนวโน้มนิคมอุตสาหกรรมต้องเกิด ณ วันนี้ชาวบ้านไม่ได้ค้านเฉพาะโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เป็นการคัดค้านแผนพัฒนาทั้งหมดที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน หลักการศาสนาอิสลาม และมลพิษที่กำลังจะเกิดขึ้น

โดยชาวบ้านหลายรายที่แนวท่อก๊าซจะพาดผ่านที่ดินยืนยันว่า "จะไม่ยอมให้ท่อก๊าซผ่านอย่างเด็ดขาด" เพราะนี่ไม่ใช่แนวท่อก๊าซธรรมดาๆ เท่านั้น แต่หมายถึงแนวท่อก๊าซเส้นนี้จะลากเอาความเลวร้ายด้านมลพิษมาสู่ชุมชน เพื่อทำลายวิถีชีวิตของคนจะนะและคนสงขลาเหมือนดังเช่นชาวบ้านที่ระยองกำลังเผชิญหน้ารับชะตากรรมที่ตนเองไม่ได้ก่ออยู่ในขณะนี้

นางเน๊าะ หมัดยุดสา เจ้าของที่ดินวัย 70 ปีเศษอาศัยอยู่บ้านป่างาม ไม่หวั่นไหวและเกรงกลัวต่ออำนาจรัฐที่เข้าข่มขู่ เพื่อเอาที่ดินของตนไปวางแนวท่อก๊าซเข้าสู่โรงไฟฟ้าจะนะ แม้นายอำเภอจะนะ จะส่งเจ้าหน้าที่ อส.ลงมา และบอกว่านายอำเภอเชิญไปพบที่อำเภอหลายครั้งแล้วก็ตาม นางเน๊าะ โต้กลับทันทีว่า "หาก ปตท.ยืนยันจะผ่านที่ของฉัน ก็ต้องผ่านศพฉันไปก่อน และถ้านายอำเภอจะนะอยากพบฉันจริงให้ลงมาพบได้ที่ที่บ้าน เพราะฉันจะไม่ยอมขึ้นไปหานายอำเภออย่างแน่นอน"

ในเวทีที่บ้านป่างาม เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2550 ชาวบ้านได้เชิญ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา มาร่วมเวทีด้วย ซึ่ง นพ.สุภัทร กล่าวว่า ณ วันนี้นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดก่อให้เกิดมลพิษมหาศาล แต่อนาคตคิดว่าน่าจะมีความพยายามที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นอีก เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีการคัดค้านจากชาวบ้านอย่างหนัก และหากดูจากร่างโครงการวางแผนและจัดทำผังเมืองรวมจังหวัดสงขลา ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เมื่อกันยายน 2549 แล้วทำให้สามารถเล็งเห็นแนวโน้มการย้ายฐานนิคมอุตสาหกรรมน่าจะมาลงที่อำเภอจะนะ อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เพราะในแผนผังโครงการคมนาคมและขนส่ง ระบุว่าพื้นที่ที่มีแนวโน้มในการสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 ในพื้นที่อำเภอจะนะ มีแผนจะขยายถนนสี่เลน และที่โรงแยกก๊าซและโรงไฟฟ้าเตรียมพร้อมรองรับอยู่แล้ว

"มีชาวบ้านต่อว่าผม ผมเป็นหมอมีชีวิตขึ้นอยู่ได้ด้วยบัตรเอทีเอ็ม หากมีมลพิษที่อำเภอจะนะ ผมในฐานะที่เป็นหมอก็สามารถย้ายไปทำงานที่อื่นได้แต่พวกเขามีญาติพี่น้องอยู่ที่นี่ กุโบร์บรรพบุรุษอยู่ที่นี่ ท้องทะเล แผ่นดิน ท้องน้ำลำคลองของเราอยู่ที่นี่จะให้เราย้ายไปอยู่ไหน ผมเชื่อว่าการต่อสู้ของพี่น้องที่นี่ยิ่งใหญ่และรักษาชุมชน รักษาประเทศจากการล้างผลาญของนิคมอุตสาหกรรมที่ต้องการเห็นแผ่นดินสีเขียว ท้องน้ำมีปลาไม่ใช่น้ำร้อนของโรงไฟฟ้า" นพ.สุภัทร กล่าว และว่า

เวลานี้การที่เหม็นก๊าซไข่เน่า คาดว่าเนื่องจากการเผาผลาญไม่สมบูรณ์ของหอกลั่นโรงแยกก๊าซ เพราะในความเป็นจริงหอกลั่นต้องเผาจนสารพิษสลายตัวไม่มีก๊าซเหม็นลอยไปในอากาศ ดังนั้น แทนที่ ปตท.จะผลักดันแนวท่อก๊าซเส้นใหม่ให้ผ่านบ้านป่างามน่าจะหยุดการดำเนินงานของโรงแยกก๊าซและซ่อมแซมปรับปรุงหอกลั่นให้ได้มาตรฐานก่อน แต่เชื่อว่าบริษัทไม่มีทางหยุดดำเนินการและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะการซ่อมหอกลั่นที่มีขนาดใหญ่เป็นเรื่องยากและต้องใช้ต้นทุนที่สูงและใช้ระยะเวลานาน แต่หากโรงแยกก๊าซไม่ดำเนินการซ่อมแซมหอกลั่น กลิ่นเหม็นของก๊าซไข่เน่านี้จะอยู่กับชาวบ้านอมตะนิรันดร์กาลอย่างแน่นอน และกระบวนการกลั่นที่มีปัญหา ไม่สามารถกลั่นได้อย่างสมบูรณ์นั่นหมายถึงมลพิษจำนวนมากที่เกิดขึ้นด้วย

กรณีที่โรงแยกก๊าซส่งเสียงดังและส่งกลิ่นเหม็นก๊าซไข่เน่ารบกวนชาวบ้านบริเวณพื้นที่รอบโรงแยกก๊าซ มีคนเล่าว่าฝ่ายตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่บริษัท ทรานส์ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด ว่าจ้างมานั้นอธิบายว่า "เสียงที่ดังยังไม่เกินมาตรฐานแต่เป็นเพราะชาวบ้านตลิ่งชัน ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งโรงแยกก๊าซยังไม่ชินกับเสียงดังกล่าว ปัญหาเรื่องกลิ่นก็เช่นเดียวกันที่ผ่านมาชาวบ้านไม่เคยสูดดมจะรู้สึกรำคาญในช่วงแรก แต่ระยะหนึ่งจะชินไปเอง"

นพ.สุภัทร กล่าวว่า หลักการดังกล่าวเป็นจริง เพราะร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์รับกลิ่นที่ยาว แต่เมื่อเราได้กลิ่นซ้ำๆ เรื่อยๆ ทุกวันจะทำให้เซลล์ประสาทรับกลิ่นของเราสั้นลงไปด้วย ส่งผลให้รับกลิ่นได้ช้าและน้อยลง และเท่าที่ทราบข้อมูลมาคือโรงไฟฟ้าจะนะแทนที่จะใช้ก๊าซที่ผ่านการแยกก๊าซจากโรงแยกก๊าซแล้ว แต่กลับมีแผนที่จะดึงก๊าซดิบจากทะเลเข้าสู่ระบบการผลิตของโรงไฟฟ้าเลยเพื่อลดต้นทุน หากเป็นจริงน่าวิตกและกังวลมาก เพราะอาจลดต้นทุนให้กับ กฟผ.แต่เพิ่มต้นทุนและภาวะทางมลพิษให้แก่ชุมชนแทน

นพ.สุภัทร กล่าวย้ำตอนท้ายว่า โดยส่วนตัวเชื่อว่ามาบตาพุด 2 เป้าหมายหลักการย้ายฐานอุตสาหกรรมมีแนวโน้มมาที่จะนะมากกว่าจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากมีการเตรียมพร้อมฐานการผลิตเพื่อรองรับนิคมอุตสาหกรรมอยู่แล้วเหมือนดังที่มาบตาพุดมีทุกอย่างไม่ว่าโรงแยกก๊าซ โรงไฟฟ้า ท่าเทียบเรือ การขยายถนนสิ่งเหล่านี้ล้วนใช้เพื่อการนิคมอุตสาหกรรมทั้งสิ้นไม่ใช่รองรับความเป็นอยู่ของคนในชุมชน

ปัจจุบันนี้เพียงโรงแยกก๊าซแห่งเดียวยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านอย่างมากมาย ชุมชนที่อยู่รอบโรงแยกก๊าซประกาศขายที่ดินทำกิน สวนยางพารา ที่อยู่อาศัยเพื่อหนีไปหาที่อยู่แห่งใหม่แทน เพราะทนไม่ได้กับเสียงและกลิ่นจากโรงแยกก๊าซ เช่นเดียวกับ นายหีม สันเหล็ม อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 28/2 หมู่ที่ 2 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น

"บังหีม" เล่าว่า ตนมีอาชีพปลูกผักขาย เดิมตนปลูกอยู่ที่ตำบลตลิ่งชันปีหนึ่งๆ มีรายได้นับแสนบาท ในเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ แต่เมื่อปีกลายที่ผ่านมารายได้ตกลงเหลือประมาณ 20,000 บาทเท่านั้น ปัญหาที่พบ คือปลูกผักแล้วไม่ให้ผลผลิต เช่น ปลูกมะเขือเป็นดอก แต่ดอกจะร่วงหมด ตามใบจะมีคราบสนิมเกาะ ซึ่งตนคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากโรงแยกก๊าซ เนื่องจากสวนผักของตนอยู่ห่างจากโรงแยกก๊าซประมาณเพียงครึ่งกิโลเมตรเท่านั้น และรู้สึกทุรนทุรายกับกลิ่นก๊าซคล้ายไข่เน่าที่โชยออกมาจนรู้สึกแสบจมูก

ดังนั้น ตนกับภรรยาจึงตัดสินใจย้ายมาปลูกผักในที่แห่งใหม่ ขณะนี้ย้ายมาได้ 7 เดือนแล้วตลอด 7 เดือนที่ผ่านมาตนเองไม่มีรายได้เลย สภาพตอนนี้เกิดความรู้สึกว่าหนีเสือมาปะจระเข้ เนื่องจากหนีกลิ่นก๊าซจากบ้านตลิ่งชัน หมู่ที่ 2 มาเริ่มปลูกผักใหม่ที่บ้านป่างาม หมู่ที่ 3 แต่ก็ยังเจอกับกลิ่นก๊าซ "หนีก๊าซเจอก๊าซ" แม้ระยะทางจะห่างกันหลายกิโลเมตรแต่กระแสลมพัดกลิ่นมายังบ้านป่างามเช่นกัน

"บังหีม" เล่าว่า สำหรับตนนั้นพอใจกับวิถีชีวิตเกษตรกรรมที่ทำอยู่อย่างพอเพียง ไม่ต้องการให้นิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้น เพราะแค่โรงแยกก๊าซแห่งเดียวก็ยังสร้างผลกระทบให้แก่ตน หากเกิดนิคมอุตสาหกรรมขึ้นมาจริงๆ วิถีชีวิตการพึ่งตนเองคงล่มสลายอย่างแน่นอน

นายก๊บ หลำโส๊ะ ชาวบ้านป่างามที่คัดค้านโรงแยกก๊าซมาเป็นระยะเวลา 9 ปี ยืนยันว่าสิ่งที่พวกตนคัดค้านไม่ใช่เฉพาะโรงแยกก๊าซเท่านั้นแต่เป็นนิคมอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่จะตามมา เพราะที่ผ่านมาเรารู้ว่ารัฐบาลได้กำหนดภาพรวมการพัฒนาจะนะอย่างไร ซึ่งระบุชัดเจนในเรื่องของพื้นที่อุตสาหกรรม เพียงแต่รัฐบาลสมัยทักษิณเลี่ยงบาลีว่าไม่มีอุตสาหกรรมแน่นอน เพื่อลดกระแสการคัดค้านที่ถาโถมรัฐบาลทักษิณอย่างหนักหน่วงในเวลานั้น สุดท้ายวันนี้ความจริงก็ปรากฏว่า มีความพยายามจากรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะปัดฝุ่นโครงการนี้ขึ้นมาใหม่

"จะนะ" เป็นเมืองสองวัฒนธรรมระหว่างพุทธและอิสลาม มีวิถีชีวิตอยู่รวมกันอย่างกลมเกลียวเกื้อกูลช่วยเหลือกันมาตลอดยาวนาน และอำเภอจะนะ ถือเป็นเมืองหน้าด่านระหว่างสงขลากับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรมวางแผนจะย้ายนิคมอุตสาหกรรมมาพื้นที่นี้ต้องคิดและไตร่ตรองให้มาก อย่าเห็นเพียงมูลค่าด้านเศรษฐกิจที่เป็นตัวเงิน หรือตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเดียวเท่านั้น

แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ตัวเลขดังกล่าวต้องแลกมาด้วยขุมทรัพย์มหาศาลของคนจะนะได้แก่ แผ่นดิน แผ่นฟ้า ท้องทะเล ลำคลอง ป่าพรุ และป่าสันทราย ความหลากหลายทางชีวภาพที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ สัตว์เศรษฐกิจของจะนะได้แก่ "นกเขาชวา" ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจำนวนมาก นกเขาเสียงดีราคาตัวละหลายล้านบาท ยังไม่นับรวมอาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวกับนกเขาชวา เช่น อาชีพปลูกข้าวนก อาชีพเหลาไม้ไผ่ อาชีพทำกรงนก อาชีพเย็บผ้าคลุมกรงนกและอีกหลายอาชีพที่ต่อเนื่องกับนกเขาชวา

โดยเป็นวิถีชีวิตที่พอเพียงและไม่เบียดเบียนทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ไม่มีวันที่นกเขาชวาจะทนกับมลพิษที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน เพราะเป็นสัตว์ที่อ่อนไหวในเรื่องมลพิษ เพียงแค่ควันจากบุหรี่ยังส่งผลกระทบต่อเสียงของนกเขาชวา บทเรียนของคนจะนะ ที่ต้องสูญเสียนาข้าวจำนวนมากไปกับโรงงานอุตสาหกรรมน้ำยางพาราและสัตว์น้ำที่อยู่ในพื้นที่เพียง 7 โรงงาน ยังทำลายโครงสร้างการพึ่งตนเองของชาวบ้าน

นับอะไรกับนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ประเภทอุตสาหกรรมหนักและปิโตรเคมีนับร้อยๆ โรงงานที่จะย้ายลงมา แล้วชาวบ้านตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งรัฐไม่เคยเหลียวแลอยู่แล้วจะเป็นอย่างไร นั่นหมายถึงความล่มสลายของการพึ่งตนเอง บนฐานทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน และทำลายวิถีชีวิตที่เรียบง่ายบนหลักคำสอนของศาสนาอิสลามต้องถูกทำลายไปด้วย นั่นคือสิ่งที่พี่น้องมุสลิมที่นี่ยอมไม่ได้

"รัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ และนายทุนไม่ควรมีทัศนคติเพียงว่า พี่น้องมุสลิมที่นี่เป็นเพียงคนส่วนน้อยในสังคม ที่ต้องเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ อย่ามองว่าพี่น้องมุสลิมที่นี่คัดค้านการพัฒนา เพราะไร้การศึกษาระดับสูงจึงไม่เห็นคุณค่าของการพัฒนา กลับกันพี่น้องมุสลิมที่นี่เขายึดมั่นศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า ผู้ซึ่งสร้างทรัพยากรให้ทุกคนบนโลกนี้ใช้ร่วมกัน ซึ่งตามบทบัญญัติทางศาสนาอิสลามพวกเขามีหน้าที่ต้องดูแลและปกป้องสมบัติของอัลลอฮฺ เพราะการพัฒนาเป็นสิ่งที่เป็นอยู่ในดนยานี้ (ในโลกนี้) แต่การลุกขึ้นมาปกป้องหลักการศาสนาและสมบัติของอัลลอฮฺเป็นสิ่งที่จะต้องพบในวันอาคีเราะฮ์ (โลกหน้า) พี่น้องมุสลิมที่นี่ไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา หากการพัฒนานั้นต้องอยู่บนหลักการที่ถูกต้องไม่ขัดแย้งกับบทบัญญัติทางศาสนาอิสลาม และไม่เบียดเบียนซึ่งทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในชุมชน"

นายก๊บ กล่าวอีกว่า ณ วันนี้ไม่จำเป็นที่รัฐและนายทุนจะต้องเอานิคมอุตสาหกรรมมาให้เขา ไม่ต้องมีโรงแยกก๊าซ ไม่ต้องมีโรงไฟฟ้า คนในชุมชนก็สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข เรียบง่ายและพึ่งตนเองได้บนฐานทรัพยากรที่มีอยู่ ผิดกับการที่รัฐและนายทุนหยิบยื่นการพัฒนาในแนวทางอุตสาหกรรมให้กับเขา ซึ่งนั่นอาจหมายถึงชีวิตที่ล่มสลาย จากการพึ่งพาตนเองได้อย่างพอเพียงแต่เปลี่ยนวิถีไปเป็นเพียงลูกจ้างขั้นต่ำของโรงงานรายได้เพียงวันละร้อยกว่าบาท เพราะไม่สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อประกอบอาชีพต่อไปได้

แค่โรงแยกก๊าซที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบทุกวันนี้ก็น่าจะเป็นบทเรียนที่เพียงพอแล้วต่อความผิดพลาดในทิศทางการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ที่นำพาประเทศสู่อุตสาหกรรมที่ล้างผลาญทรัพยากรจนไม่มีทางที่จะได้ทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์นั้นกลับคืนมา แทนที่จะพัฒนาและสนับสนุนภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่อิงกับฐานทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์

ทั้งนี้ หากรัฐบาลและนายทุนมีสามัญสำนึกที่ดีต้องไม่ให้ประวัติศาสตร์ความเจ็บปวดของคนมาบตาพุดต้องมาซ้ำรอยที่จะนะอีก หวังเพียงว่ารัฐบาลและนายทุนคงได้ยินเสียงของคนในชุมชนว่า "เราไม่ต้องการให้นิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นที่จะนะ" หากรัฐบาลและนายทุนยังดื้อดึงก็ควรต้องยอมรับชะตากรรมที่จะเกิดขึ้น เพราะคนในชุมชนเขาได้เตือนแล้ว
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ



กำลังโหลดความคิดเห็น