ณรรธราวุธ เมืองสุข
สุเมธ ปานเพชร
นาซือเราะ เจะฮะ
ศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
24 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ์ชาวบ้านจับครูสาวโรงเรียนบ้านกูจิงลือปะเป็นตัวประกัน เพื่อต่อรองให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปล่อย 2 ผู้ต้องหาคดีลอบยิงนาวิกโยธินชุดรักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟบ้านลาโล๊ะ อำเภอรือเสาะ เสียชีวิต 2 ศพ เมื่อเดือนมกราคม 2544 และได้ลงมือทำร้ายครู 2 คน จนบาดเจ็บ 1 ในนั้นบาดเจ็บสาหัสอาการเข้าขั้นโคม่า คือ นางสาวจูหลิง ปงกันมูล ครูสาวชาวจังหวัดเชียงราย ที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง และได้รับการบรรจุเข้ารับราชการครูถึง 1 ปี
วันนี้เราเดินทางเข้าหมู่บ้านแห่งนี้อีกครั้ง พร้อมกับข่าวคราวที่ได้ยินว่าครูจูหลิงถูกย้ายจากโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมืองนราธิวาส ไปรักษาที่ต่อที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
จากตัวอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เข้าไปทางน้ำตกซีโป ประมาณ 20 กิโลเมตร สองข้างทางรกครึ้มด้วยแมกไม้ สวนผลไม้ ป่ายางพาราสลับกับทุ่งนา และบ้านเรือนผู้คน
ถนนสองเลนราดยางในสภาพเก่าเต็มที หลุมบ่อผุดพรายเต็มท้องถนน นานสักครั้งจะมีรถมอเตอร์ไซค์ของชาวบ้านแล่นผ่านมาสักคัน คงไม่เกินเลยไปนัก หากจะกล่าวว่าถนนสายดังกล่าวเข้าขั้นเปลี่ยวและอันตราย ในระยะไม่ถึง 1 กิโลเมตร จะพบกับด่านไม้ไผ่สีขาวสลับแดงที่ทหารนำมาวางกั้นไว้กลางถนน เพื่อสกัดให้รถราชะลอความเร็วลง ซึ่งเราเห็นจนชินตาตามถนนทางทั่ว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เมื่อเราอยู่บนถนนเส้นนี้ คล้ายกับมีสัญญาณบางอย่างเตือนให้เรามีสติกับสิ่งที่อยู่ด้านหน้า
แยกจากถนนสายระแงะ-ศรีสาคร เป็นถนนลาดยางเล็กๆ ที่วิ่งเข้าหมู่บ้าน “กูจิงลือปะ” ภายในหมู่ 4 ตำบลเฉลิม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เข้าไปไม่ไกลถนนก็ถูกปิดเส้นทางด้วยต้นไม้ที่ถูกโค่นลงมาทับพาดถนนเต็มทั้งเส้น ที่นั่นมีทหารอยู่ 2-3 นายเฝ้าอยู่ และแนะนำให้เราไปอีกเส้น
“เข้าไม่ได้หรอกครับต้องไปอีกเส้นหนึ่ง เราต้องปิดหมู่บ้านก่อนเพื่อให้ชาวบ้านมาแสดงความบริสุทธิ์ใจกัน” พลทหารรายหนึ่งบอก ทำให้เราต้องย้อนกลับไปเส้นทางเดิมเพื่ออ้อมไปอีกทาง และก็เจอกับทหารตลอดสองฟาก เนื่องจากตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อเย็นวานก็มีทั้งหน่วยรบพิเศษและทหารพรานลงมาประจำอยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะวันนี้ ทางแม่ทัพภาค 4 และ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ลงมาดูที่เกิดเหตุ
วันนี้หมู่บ้านถูกปิดจริงๆ อย่างที่พลทหารรายหนึ่งบอกไว้ อีกทางหนึ่งทหารนำท่อนไม้มาวางบนถนนพร้อมกับตรวจเข้มชาวบ้านที่ต้องการเข้า-ออก เราเห็นชาวบ้านส่วนใหญ่นั่งจับเจ่าอยู่กับบ้านตนเอง มีหลายคนออกมาชะเง้อมองขบวนรถยีเอ็มซีและรถหุ้มเกราะของทหารที่วิ่งผ่านไปมาอยู่เป็นระยะ
รถกระบะติดหลังคาของหน่วยทักษิณพัฒนา หน่วยงานของกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) จำนวน 2 คัน ติดลำโพงขยายเสียงพร้อมป่าวประกาศไปทั่วหมู่บ้าน ฟังข้อความคร่าวๆ จับใจความได้ว่าเป็นคำขอร้องให้ชาวบ้านบอกเบาะแสของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบซึ่งเข้ามาเคลื่อนไหวภายในหมู่บ้าน และขอให้ชาวบ้านเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ พร้อมกับต้องการสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน โดยให้ชาวบ้านออกมาแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน
โรงเรียนบ้านกูจิงลือปะตั้งอยู่กลางหมู่บ้านพอดี บรรยากาศเงียบเหงา มีเพียงทหารหน่วยรบพิเศษชุดควบคุมที่ 954 กลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่คอยเฝ้าอยู่บริเวณลานหน้าโรงเรียน แม้วันนี้เป็นวันเสาร์ซึ่งโรงเรียนต้องปิดเรียนตามปกติ แต่มีข่าวว่าโรงเรียนแห่งนี้ถูกประกาศปิดไปอย่างไม่มีกำหนด
มีอาคารเรียนหลักอยู่เพียง 1 หลัง ที่เหลือเป็นอาคารเรียนย่อยและอาคารเก็บของ ด้านข้างสนามฟุตบอลมีบ้านของครอบครัวหนึ่งที่มีทางเดินเล็กๆลัดเลาะแนวต้นไม้ไปโผล่ที่ด้านหลังมัสยิดและกุโบร์ใหญ่ และเป็นทางเดินอ้อมไปสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโดยไม่ต้องไปใช้ถนนใหญ่หน้าโรงเรียน
ทางเดินเดียวกันนี้เอง ที่ถูกระบุว่า เป็นเส้นทางที่ชาวบ้านควบคุมตัวครูทั้ง 2 จากโรงเรียนเพื่อไปกักขังที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ก่อนจะลงมือทำร้ายในที่สุด
ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กซึ่งมีทหารมานอนเฝ้าอยู่ตั้งแต่เมื่อคืน เป็นศูนย์ขนาดใหญ่พอสมควร มีห้องเรียนรวมทางฝั่งขวามือ ส่วนฝั่งซ้ายเป็นห้องนอนของเด็กเล็กที่แยกออกเป็น 4 ห้อง รวมทั้งห้องครัว เมื่อเราเปิดประตูห้องแรกก็ถึงกับผงะ เพราะต้องพบกับกองเลือดขนาดใหญ่กระจัดกระจายไปทั่ว และเริ่มแห้งกรัง ซึ่งห้องนี้นี่เองที่ใช้เป็นที่กักขังครูทั้งสอง และระหว่างที่เราเดินสำรวจสถานที่เกิดเหตุนั้นเสียงอาซานก็ดังก้องขึ้นจากมัสยิดประจำหมู่บ้าน ชายชราพร้อมชายหนุ่มหลายคนเริ่มเดินทางมาละหมาดยังมัสยิด ซึ่งใช้เวลาไม่นานนักหลังละหมาดเสร็จต่างก็แยกย้ายหายไปทันที
เราพยายามสอบถามชาวบ้านเพื่อลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน แต่ก็ต้องผิดหวังเป็นส่วนใหญ่เมื่อชาวบ้านบอกว่าไม่รู้ไม่เห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าว มีเพียงชายชราวัยกลางคนซึ่งรับตำแหน่งภารโรงประจำโรงเรียนเท่านั้น ที่พอจะบอกเล่าอะไรได้บ้าง แต่เนื่องจากเขาพูดภาษาไทยได้เพียงเล็กน้อยจึงต้องคุยกันผ่านล่าม
เรานั่งคุยกันบริเวณร้านน้ำชาหน้าโรงเรียน ซึ่งเป็นบ้านพักของชายวัยใกล้ 60 ผู้เป็นภารโรงนั่นเอง เขาได้บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานพร้อมกับหยาดน้ำตาที่เริ่มเอ่อซึมดวงตาทั้งสองข้างว่า มันเกิดขึ้นอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ทุกอย่างในหมู่บ้านก็เป็นไปอย่างปกติเหมือนทุกวัน เพียงแต่ในช่วงเช้ามีเจ้าหน้าที่เข้ามาปิดล้อมตรวจค้น พร้อมกับควบคุมตัวชาวบ้าน 2 ราย ออกไปจากหมู่บ้าน
“ก่อนหน้าที่จะมีการละหมาดใหญ่ในวันศุกร์ ได้มีผู้หญิงในหมู่บ้านคนหนึ่ง เป็นภรรยาของ 1 ใน 2 ของชาวบ้านที่ถูกจับกุม ได้ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงของมัสยิด ในลักษณะระดมผู้หญิงในหมู่บ้านให้มารวมตัวกันที่บริเวณหน้าโรงเรียน และก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ผู้ชายในหมู่บ้านเริ่มเดินทางออกไปละหมาดที่มัสยิด” ชายชราบอกเล่าผ่านล่าม
เขาเล่าต่อว่า “ในโรงเรียนมีผู้ชายอยู่คนเดียว คือ ผม ส่วนรักษาการ ผอ.ได้ออกไปทำธุระในตัวเมือง แต่ช่วงเที่ยงผมก็ต้องออกไปละหมาดที่มัสยิด ผู้ชายในหมู่บ้านไม่รู้เลยว่า มันจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น”
ตามคำบอกเล่าของภารโรง ระบุว่า หลังจากที่ผู้ชายทุกคนเข้าไปทำการละหมาดในมัสยิด กลุ่มผู้หญิงที่มีจำนวนหลายคนได้เดินทางมายังที่โรงเรียน และไปควบคุมตัวครูจูหลิงขณะกำลังสอนนักเรียนอยู่ในห้องเรียน ซึ่งเธอตกใจสุดขีด เพื่อนครูทุกคนต่างทัดทานการกระทำดังกล่าวของหญิงชาวบ้าน พร้อมกับที่ร้องขอตัวครูจากกลุ่มหญิงเหล่านั้น แต่ไม่มีใครเชื่อฟัง โดยให้เหตุผลว่า ต้องการเอาไปเป็นตัวประกันแลกกับ 2 ชาวบ้านที่ถูกจับกุมตัวไป
ทั้งหมดได้พาตัวครูสาวที่อยู่ในอาการตกใจกลัว และร้องไห้ไปตลอดทางเดินลัดออกทางฝั่งตะวันออกข้างโรงเรียนผ่านบ้านชาวบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ติดโรงเรียน เป็นเส้นทางเดินลัดไปยังมัสยิด เพื่อผ่านต่อไปยังอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 300 เมตร นำครูสาวรายแรกไปขังไว้ในห้อง โดยมีเพื่อนครูที่เป็นมุสลิมเดินตามเพื่อที่จะพยายามข้อร้องกลุ่มหญิงเหล่านั้นไม่ให้ทำร้ายครู
ส่วนครูไก่ หรือ ครูศิรินาถ กำลังนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ร้านขายของข้างมัสยิด ก็ถูกผู้หญิงกลุ่มเดียวกันแยกมาเอาตัวไปจากร้านขายของ เพื่อไปกักขังไว้ที่เดียวกับครูจูหลิน โดยที่ขณะนั้นผู้ชายในหมู่บ้านกำลังประกอบพิธีละหมาดอยู่ในมัสยิด โดยภารโรงระบุว่า ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ เพราะขณะกำลังละหมาดไม่สามารถออกมาได้
หลังจากที่ครูทั้ง 2 ถูกนำตัวไปแล้ว หญิงกลุ่มเดิมก็ปิดประตูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไม่ให้เพื่อนครูที่ตามมาขอร้องให้ปล่อยครูสาวทั้ง 2 คนเข้าไป และเริ่มมีเสียงร้องออกมาจากห้องที่ครูสาวทั้ง 2 ถูกกักขัง กลุ่มหญิงได้เริ่มทำร้ายครูโดยใช้ไม้ทุบตี ปะปนไปกับเสียงร้องไห้ของเพื่อนครูที่พยายามร้องขอชีวิตจากกลุ่มหญิงเหล่านั้น
เป็นเวลาเดียวกับที่ผู้ชายละหมาดเสร็จทุกคนได้ออกมา เมื่อทราบเหตุจึงรีบเดินทางไปช่วยเหลือครู นายอารง ยูโซะ ผู้ใหญ่บ้านได้พยายามช่วยเหลือโดยงัดประตูของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ก่อนเข้าไปห้ามหญิงกลุ่มนั้น และให้ชาวบ้านผู้ชายเข้าไปช่วยเหลือนำตัวครูที่ได้รับบาดเจ็บออกมาพร้อมกับพาครูขึ้นรถไปส่งยังโรงพยาบาลระแงะ หลังจากนั้น กลุ่มผู้หญิงดังกล่าวจึงสลายตัวไป
ภารโรงกล่าวต่อว่า หญิงกลุ่มที่ก่อเหตุก็เป็นคนในหมู่บ้านกูจิงลือปะ แต่เป็นเพียงแค่ชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง เพราะพวกเธอต้องการให้ปล่อยตัวชายทั้ง 2 คน ที่เป็นสามีและญาติพี่น้องของพวกเขา ไม่ใช่ชาวบ้านทั้งหมดในหมู่บ้าน ที่ก่อเหตุและรู้เห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ตัวผมเองรู้จักครูทั้ง 2 คนดี เป็นเพราะตัวเองก็ทำงานในโรงเรียนเป็นนักการภารโรง เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่น่าจะมาเกิดขึ้นเลย ครูสาวทั้ง 2 คน ก็เป็นรักใคร่ของชาวบ้านดี หากในช่วงเช้าหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้นจับ 2 ชาวบ้านไป แล้วทางเจ้าหน้าที่ยังคงทิ้งกองกำลังไว้ที่โรงเรียนอีกบางส่วน คงจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น”
คำกล่าวของภารโรงทำให้เรานึกถึงกรณีชาวบ้านบุกจับตัวครูเป็นประกันที่โรงเรียนบ้านเจาะเกาะ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวคล้ายคลึงกับกรณีที่กูจิงลือปะยิ่งนัก กล่าวคือ ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้จับผู้ต้องสงสัยซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านแล้วเจ้าหน้าที่ถอนกำลังกลับไป ก่อนที่ชาวบ้านรวมตัวกันที่โรงเรียนและจับครูเป็นตัวประกัน เพื่อต่อรองให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปล่อยตัวผู้ต้องหา แต่กรณีที่เจาะเกาะโชคดีกว่าที่กูจิงลือปะตรงที่ไม่มีเหตุความรุนแรงหรือการลงมือทำร้ายครู
นั่นจึงน่าจะเป็นบทเรียนที่หลายคนคาดหวังว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่มันก็เกิดขึ้นอีกครั้งที่กูจิงลือปะ และหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าเดิม
เราได้เดินทางไปพบปะและพูดคุยกับกลุ่มผู้หญิงที่อยู่รอบๆ บริเวณโรงเรียนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เหตุที่เกิดขึ้นเธอต่างไม่รู้และไม่ได้ร่วมลงมือด้วย พร้อมกับบอกว่า “พวกฉันไม่อยู่บ้าน จึงไม่ค่อยรู้เรื่องที่เกิดขึ้น” หลังจากนั้นจึงแสดงความรู้สึกว่า
“ทำไมต้องทำกันขนาดนี้ด้วย ครูจูหลิง กับครูไก่ผิดอะไร เธอทั้งสองเป็นคนดี”
หญิงสาวทั้งหมดกล่าวว่า ที่ผ่านมา พวกเธอเห็นครูทั้งสองออกมาซื้อของ และพูดคุยกับชาวบ้านเป็นประจำ เธอต่างไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในหมู่บ้านของพวกเธอได้อย่างไร
หญิงสาวชาวบ้านรายหนึ่ง บอกเล่าถึงสภาพทั่วไปของหมู่บ้านว่า “เมื่อก่อนบ้านกูจิงลือปะ ชาวบ้านอยู่อย่างสงบสุข มีอาชีพกรีดยาง หาเช้ากินค่ำ มีกินเราก็แบ่งกันกิน ใช้ชีวิตเช่นนี้ทุกวัน กลางคืนเคยมีมอเตอร์ไซค์วิ่งถึง 3–4 ทุ่ม มีเด็กๆ วิ่งเล่นจนดึกๆ”
หมู่บ้านแห่งนี้ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง จึงไม่เคยปรากฏว่าจะมีกองกำลังทหารเข้ามาในหมู่บ้าน แต่หลังจากนี้ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไป
“ยังไม่รู้ว่าตัวจะได้ออกไปกรีดยางอีกเมื่อไหร่ เพราะตอนนี้เขาห้ามไม่ให้ไปกรีดยาง หมู่บ้านถูกปิดหมด โรงเรียนก็ปิด ไม่รู้เด็กๆ จะไปเรียนที่ไหน” ผู้หญิงคนหนึ่งเปรยให้ฟัง
‘คอรีพะ สาและ’ วัย 11 ขวบ ซึ่งวิ่งเล่นอยู่ด้านหน้าโรงเรียน เราเข้าไปพูดคุยด้วยจึงรู้ว่าเธอเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของครูจูหลิง เธอบอกด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ ว่า เรียนอยู่ชั้นประถม 5 กับครูจูหลิง
“ครูสอนวิชาศิลปะ ครูไม่เคยตี หนูจะทำงานที่ครูสั่งไม่เป็น ครูก็ไม่เคยตี”
“สงสารครูมั้ยที่ครูถูกทำร้าย” เราถามเธอ เด็กน้อยก้มหน้านิ่งอยู่ชั่วครู่ก่อนตอบ “สงสารค่ะ”
เรานึกข่าวครูเกือบทั้งโรงเรียนขอย้ายตัวเองออกนอกพื้นที่ เพราะไม่กล้ามาสอนแล้วสะท้อนสังเวชในใจและ...หลังจากนี้ คอรีพะจะได้พบกับครูจูหลิงที่เธอรักอีกหรือไม่ ไม่มีใครรู้....


