ศูนย์ข่าวอิศรา
ขณะที่ภาครัฐกำลังหาเหตุผลนานาประการมาอธิบายถึงสาเหตุของความไม่สงบที่เกิดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่นับวันจะมีแต่รุนแรงขึ้น และยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทำการได้ ขณะที่ประชาชนในพื้นที่จึงถูกมองว่าเป็นแนวร่วมขบวนการก่อความไม่สงบไปหมด ตั้งแต่ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น เยาวชน คนติดยา ไล่ลามไปกระทั่ง “เด็กกำพร้า” ในมูลนิธิ ซึ่งถูกรัฐตั้งคำถามผ่านสื่อมวลชน ถึงที่มาแหล่งเงินทุนที่สงสัยกันว่าอาจนำไปใช้ในกิจการของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการระบุถึงองค์การมุสลิมต่างประเทศที่ส่งเงินทุนเข้ามาในประเทศไทย จนทางการต้องสั่งจับตาองค์กร, มูลนิธิ, สมาคมต่างๆ ของมุสลิมที่เปิดรับเงินบริจาค หรือ “ซากาต” โดยหวังจะไปตัดเส้นทางสนับสนุนทางการเงินของขบวนการ ไม่เพียงแค่นั้น ผลกระทบได้ส่งไปถึงกลุ่มองค์กรบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะที่มุ่งมั่นจะสร้างความดีช่วยเหลือคนด้อยโอกาสในท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบัน
ไม่เว้นแม้แต่ มูลนิธิสงเคราะห์เด็กกำพร้าและการกุศลใน จ.ยะลา ภายใต้องค์การสงเคราะห์มุสลิมนานาชาติแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย หรือ International Islamic Organization Of The Kingdom Of Saudi Arabia : IIROSA ก็ถูกทางการและหน่วยงานพิเศษของรัฐอย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าตรวจสอบและติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
รู้จัก IIROSA
IIROSA ถูกจัดตั้งตามมติขององค์การสันนิบาตมุสลิมโลก (MWL) ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินบริจาคอย่างเต็มที่จากกษัตริย์ฟาฮัด, เจ้าฟ้าชายอับดุลลา มกุฎราชกุมาร, เจ้าฟ้าชายสุลต่าน และราชวงศ์ของซาอุดีอาระเบีย รวมไปถึงนักวิชาการ นักธุรกิจ และผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ พัฒนาความรู้ คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่แก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบภัย คนยากไร้ และเด็กกำพร้า โดยเป็นองค์กรอิสระทำงานโดยไม่หวังผลกำไร และไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง
IIROSA มีนโยบายที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือพัวพันในกิจการภายในของประเทศหรือองค์การอื่นๆ โดยยึดหลักการพึ่งพาตนเองเป็นส่วนใหญ่ และจะต้องปรับปรุงวางแผนการใช้เงินเพื่อให้สามารถรองรับสภาพผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัจจุบันมีสำนักงานสาขากว่า 18 แห่งตั้งอยู่ทั่วประเทศซาอุดีอาระเบีย ไม่นับสาขาย่อยในแต่ละเมือง และศูนย์ช่วยเหลือในอีกหลายประเทศ ที่กระจายตัวรองรับการบริจาคเงินสมทบทุนให้องค์การ
ในส่วนของการช่วยเหลือเด็กกำพร้าเฉพาะมุสลิม ซึ่งมักจะเจอปัญหาในการดูแลไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา ทาง IIROSA จะเข้าไปรับอุปการะดูแล ซึ่งปัจจุบันได้ให้การช่วยเหลือไปแล้วกว่า 51 ประเทศ ได้แก่ ในทวีปยุโรป 5 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 28 ประเทศ และในทวีปเอเชีย 18 ประเทศ
โดยกรณีของไทย IIROSA ได้เข้ามาตั้งศูนย์พร้อมจดทะเบียนในนามขององค์กรต่างประเทศ สังกัดกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่สมัยนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เป็นรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสัญญาอนุญาตแบบปีต่อปี
จนกระทั่งมีการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิสงเคราะห์เด็กกำพร้าและการกุศล พร้อมทั้งแตกลูกเป็นมูลนิธิภายใต้วัตถุประสงค์เดียวกันอีก 3 แห่ง เพื่อระดมเงินจากแหล่งทุนในประเทศแทนที่จะพึ่งเงินจากต่างประเทศเพียงทางเดียว แต่ทั้งหมดยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายกับรัฐว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการ
รัฐขึ้นบัญชีดำ-ซาอุฯ หยุดส่งเงิน
“ที่ผ่านมาเรารายงานผลการดำเนินงานมาตลอด กระบวนการเงินของเราจะรัดกุมมาก เพื่อความปลอดภัยและโปร่งใสในการทำงาน สามารถตรวจสอบผมได้” - “ซอและห์ ตาเละ” ประธานคณะกรรมการมูลนิธิสงเคราะห์เด็กกำพร้าและการกุศล อ.เมือง จ.ยะลา กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวก่อนหน้านี้โดนกล่าวพาดพิงว่ามูลนิธิของเขาที่ตั้งขึ้นเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือจากองค์ การมุสลิมต่างประเทศ แล้วนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้ในการก่อความไม่สงบ
“มีการยกตัวอย่างบัญชีธนาคารที่กล่าวว่าเป็นของผมที่เปิดร่วมกับนายอับดุลฮาลิม และนายหะมะ ซ้ำยังระบุว่านายหะมะเสียชีวิตแล้วทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ ในข่าวยังได้ระบุอีกว่า มีการโอนเงินจาก IIROSA จากซาอุฯ เข้ามากว่า 59 ล้านบาท ซึ่งเรื่องจริงคือเป็นบัญชีธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่สาขาสีลม ทั้งแบบกระแสรายวันและออมทรัพย์ ซึ่งได้แจ้งรายการกับทางการไปแล้ว ขณะนี้ผมใช้มูลนิธิที่มีอยู่ 4 มูลนิธิทั้งที่ภาคใต้, ภาคกลาง และภาคเหนือ ไปดึงเอาผู้หลักผู้ใหญ่ในซาอุฯ อย่างรัฐมนตรีช่วยกิจกรรมศาสนา, ประธานหอการค้าไทย-ซาอุฯ, ตัวแทนบริษัทโตโยต้าในประเทศซาอุดิอาระเบีย ฯลฯ มาเป็นกรรมการมูลนิธิ ยอมรับว่าหวังที่จะดึงเงินจากเขามาช่วยเหลือเด็กๆ เพราะว่าเงินบริจาคภายในประเทศไทยเองไม่พอ”
เหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่เพียงจะทำให้ทางการจับตา “ซอและห์” และมูลนิธิของเขาอย่างใกล้ชิดเท่านั้น ยังส่งผลกระทบต่อ “ผู้บริจาค” รายใหญ่อย่าง IIROSA ถึงขั้นหยุดส่งเงินช่วยเหลือเด็กกำพร้าอย่างกว่าปีแล้ว
“คนที่ทำงานในองค์การของซาอุฯ ทั่วโลก ผมเป็นคนที่อยู่ใน IIROSA นานที่สุดเลยก็ว่าได้ แต่ตอนนี้ต้องกลับมาทบทวนแล้วว่าจะอยู่หรือจะไป ซึ่งเราก็เข้าใจว่าซาอุฯ กลัวข้อครหาว่าจะเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือการก่อร้าย จึงหยุดส่งเงินมาให้เรา แต่คิดว่าคงไม่ใช่เพราะปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ คงอยู่ที่สถานการณ์โลกทั้งหมดมากกว่า หรือเป็นเพราะเรื่องการเงินระหว่างประเทศก็ไม่ทราบ ว่าธนาคารมีปัญหาในการโอนเงิน ส่งเงินมาไม่ได้จริงๆ หรือเปล่า เราก็พยายามสอบถามอยู่ว่าทำไม ได้ข่าวว่าเขาโอนเงินมาไม่ได้ โดยแบงก์ไม่ยอมรับโอน เราก็เลยแย่เหมือนกันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
“แต่ถ้ามีสาเหตุมาจากความไม่สงบในภาคใต้ ก็ต้องให้ทางการไทยรับรองว่ามูลนิธิของเราไม่มีปัญหาเกี่ยวข้อง ผมว่าทางผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาที่รู้จักผมดีคงรับรองได้ เรารอไม่ได้ เด็กๆ ที่ลำบากยังรอการช่วยเหลืออยู่ทุกวัน”
ซอและห์กล่าวต่อไปอีกว่า “ที่ผ่านมาเคยหน่วยงานราชการเข้ามาหา มาคุยกันบ้าง มาขอข้อมูลบ้าง ก็ให้ข้อมูลไปหมด ทั้งรายชื่อเด็กกำพร้ายืนยันว่าว่ามีตัวตนอยู่จริง การสบทบทุน รายรับรายจ่ายทั้งหมด รวมทั้งรายงานการสร้างมัสยิดต่างๆ เราก็ให้เขาดูว่ามีที่ไหนบ้าง มีจริงไหม ไม่อย่างนั้นจะหาว่าเราหลอกเอาเงินที่ได้มาไปสร้างอะไร หรือตั้งมูลนิธิขึ้นมาบังหน้า เคยมีคนเข้ามาที่มูลนิธิตอนที่ผมไม่อยู่ มาแอบเอาแฮนดี้ไดรฟ์ก็อปปี้ข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผมไป ก็ไม่เจออะไร เราโปร่งใสอยู่แล้ว แต่มันน่าเกลียดนะ ผมเป็นอาจารย์ เป็นถึงคณบดี สิ่งเหล่านี้ทำให้ทางเรารู้สึกเสียใจกับความที่เราตั้งใจทำงานมาตลอด”
ซอและห์ เล่าว่า เมื่อก่อนทางมูลนิธิจะเป็นตัวกลางคอยติดต่อหาผู้ช่วยเหลือเงินทุนหรือผู้อุปการะเด็กกำพร้า โดยเมื่อทาง IIROSA พิจารณาอนุมัติแล้ว จะโอนเงินช่วยเหลือมาให้ผ่านทางบัญชีเงินฝากของธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ แต่บางครั้งก็จะส่งมาเป็นเช็คก็ต้องสั่งจ่ายเข้าบัญชีเหมือนกัน เมื่อรับเงินแล้วก็ต้องรายงานกลับไป
แต่เดิมยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิในประเทศ ที่ไม่ต้องรายงานผลประจำปี แต่เมื่อขึ้นทะเบียนกับทางการแล้ว ก็ต้องมีรายงานการตรวจสอบบัญชีตามระเบียบเช่นเดียวกันกับองค์กรอื่นๆ
อนาคตยังมืดมน?
ซอและห์ยอมรับว่า “การทำงานสังคมสงเคราะห์ ตราบใดที่ยังต้องพึ่งพาเงินจากต่าง ประเทศ มันก็ไม่มีทางสำเร็จได้ แต่จะทำอย่างไรที่จะทำให้ชุมชนของเราพึ่งพาตนเองได้ เพราะอันที่จริงคนบ้านเราก็ไม่ใช่คนที่ไม่มีเงินนะ แต่ตอนที่เริ่มโครงการเมื่อปี 2531 ยังไม่มีใครสนใจเลย แต่หลังจากที่เราทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง
ตอนนี้ก็เริ่มมีประชาชนและองค์กรต่างๆ สนใจเรื่องเด็กกำพร้ามุสลิมมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ผมเคยพยายามที่จะรวบรวมข้อมูล คือผมอยากให้มีศูนย์ข้อมูลเด็กกำพร้า เก็บรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ อย่างเช่นการสร้างบ่อน้ำในที่ต่างๆ เป็นดาต้าแบงค์จะช่วยให้ไม่เกิดการซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือ แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จ”
ขณะนี้ปัญหาที่พบคือ ยังมีเด็กกำพร้าอีกมากที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง เพราะกับจำนวนเท่าที่ทางมูลนิธิรับผิดชอบอยู่ในขณะนี้ ก็นับดูแลได้ลำบาก ยิ่งเมื่อองค์การ IIROSA ได้หยุดส่งเงินมากว่า 1 ปีแล้ว ทางมูลนิธิจึงต้องประชุมกันว่าจะทำอย่างไรต่อไปถึงจะอยู่ได้


