xs
xsm
sm
md
lg

‘ผบ.ทบ.มุสลิมคนแรก’ ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายดับไฟใต้

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


รายงานโดย...ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

หากพิจารณา “ตัวบุคคล” ของรัฐบาลที่เข้ามามีส่วนอย่างสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งร้อนแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2547 จะพบว่า...

มีการเปลี่ยน รมว.มหาดไทย ไปแล้ว 5 คนจาก ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์, นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา, นายโภคิน พลกุล, พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ จนกระทั่งถึงคิวของ พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา ในปัจจุบัน

ในตำแหน่ง รมว.กลาโหมมีที่เข้ามารับผิดชอบไล่มาตั้งแต่ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา, พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร, พล.อ.สัมพันธ์ บุญญานันต์ และเวียนกลับมาที่ พล.อ.ธรรมรักษ์อีกครั้ง

ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการเปลี่ยนแปลง 2 ครั้งคือ หลังจากที่ พล.ต.อ.สัณห์ ศรุตานนท์ ถูก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นสั่งปลดกลางอากาศ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ก็ได้รับแต่งตั้งเข้ามาแทน

ด้านกองทัพภาคที่ 4 ก็มีการเปลี่ยนตัวแม่ทัพรวม 4 คนคือ พล.ท.พงษ์ศักดิ์ เอกบรรณสิงห์, พล.ท.ทรงกิตติ จักกาบาตร์, พล.ท.พิศาล วัฒนวงศ์คีรี จนกระทั่งเป็น พล.ท.ขวัญชาติ กล้าหาญ ที่ควบตำแหน่ง ผอ.สสส.จชต.อยู่ด้วยในขณะนี้

แต่ที่กำลังเป็นที่จับตามองของสังคมเวลานี้คือ “กองทัพบก” มีการเปลี่ยนตัว ผบ.ทบ.ไล่มาตั้งแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์, พล.อ.สมทัต อัตตะนันท์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาจนถึง พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ว่าที่ ผบ.ทบ.คนใหม่ผู้ถูกประกาศว่าเป็น “ไทยมุสลิม” คนแรกที่จะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 ต.ค.นี้

ดังนี้แล้วจะพบว่า “ตัวบุคคล” ที่น่าสนใจมากที่สุดต่อการดับไฟใต้คือ นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา แกนนำกลุ่มวาดะห์ มุสลิมจากชายแดนใต้คนแรกที่ได้นั่งเก้าอี้ มท.1 น่าสนใจตรงที่เป็นคนที่ประชาชนในพื้นที่ให้การยอมรับนับถือทั้งในความสามารถและวัตรปฏิบัติ จึงไม่แปลกที่ตอนนั้นสังคมจะมีความกันตื่นเต้นและมีความหวังว่า ไฟใต้ที่รุมเร้ามานานจะได้รับการแก้ไขให้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

การที่มี มท.1 นับถือศาสนาอิสลามได้เข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม รวมทั้งยังแผ่บารมีทางการเมือง จึงน่าจะแก้ปัญหาอันละเอียดอ่อนที่มีปัจจัยทั้งทางด้านศาสนา วัฒนธรรม การเมือง ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน รวมถึงอิทธิพลมืดได้เป็นอย่างดี แต่โลกแห่งความฝันกับความจริงมักจะแตกต่างกัน

“ครั้งแรกที่รู้ว่า อ.วันนอร์ได้มานั่งเก้าอี้ มท.1 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดับไฟใต้ ประชาชนส่วนใหญ่รวมทั้งบรรดาผู้นำศาสนาต่างก็รู้สึกดีใจ และมีความหวังว่าปัญหาที่เรื้อรังมานานน่าจะหมดไปเสียที เพราะรัฐบาลได้ตั้งคนที่มีความสามารถ มากด้วยบารมี ที่สำคัญคือนับถือศาสนาอิสลามเหมือนกับคนในพื้นที่ จึงน่าจะเข้าใจปัญหาและจัดการแก้ไขได้ด้วยความเข้าใจ”

นี่คือเสียงสะท้อนของ นายมิมะนาเซ สะมะอารี นายกสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย (ยมท.) ที่บอกเล่ากับ “ผู้จัดการรายวัน” ก่อนจะเสริมว่า

แต่สุดท้ายเวลาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า รัฐบาลนี้ก็ยังคงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ซ้ำร้ายปัญหายังคงเรื้อรังและบานปลายออกไปจนยากที่จะควบคุม เพราะนโยบายอยู่ที่คนคนเดียวคือ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตอนนี้คนในพื้นที่ไม่มีความหวังแล้ว รู้สึกตายด้านและไม่ตื่นเต้นอีกแล้วกับคนมุสลิมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาตรงนี้

“ถึงวันนี้จะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม แม้จะมาดำรงตำแหน่งไหนในพื้นที่ก็แล้วแต่ ชาวบ้านไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีกแล้ว ปัญหามันกินเวลามาถึงขณะนี้ก็ยังแก้ไขไม่ได้ การแต่งตั้ง ผบ.ทบ.ที่เป็นคนมุสลิมเป็นการสร้างภาพเสียมากกว่า เพราะนโยบายก็ยังขึ้นอยู่กับคนเพียงคนเดียวคือนายกรัฐมนตรี”

นายก ยมท.กล่าวด้วยว่า การที่ มท.1 เป็นคนมุสลิมชายแดนใต้ แต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างที่ควรจะเป็น จึงทำให้เกิดผลกระทบทางการเมืองตามมาด้วย กล่าวคือ ส.ส.กลุ่มวาดะห์ภายใต้ชายคาพรรคไทยรักไทยต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ชนิดถล่มทลายเมื่อต้นปี 2548 ที่ผ่านมา

อีกหนึ่งความเห็นจาก อ.รัตติยา สาและ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ผู้มีงานวิจัยเกี่ยวกับชายแดนใต้เป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการ และยังเป็นคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ด้วย กล่าวว่า การให้ชาวมุสลิมขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.ไม่ได้จำเพาะเจาะจงไปที่การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในชายแดนใต้เพียงอย่างเดียว เพราะ ผบ.ทบ.ก็ต้องดูแลทั้งประเทศ

“ส่วนที่มองว่าเมื่อให้คนมุสลิมมาอยู่ในระดับผู้นำกองทัพบกแล้วจะทำให้ปัญหาดีขึ้นหรือไม่นั้น เรื่องนี้คงไม่เกี่ยวกับศาสนา แต่เป็นเรื่องของความสามารถในแต่ละบุคคลมากกว่า” อ.รัตติยากล่าวและว่า ความจริงแล้วในส่วนของทหารก็อยากสมานฉันท์กับชาวบ้านในพื้นที่ และโดยรวมแล้วขณะนี้ปัญหาอยู่ในระดับที่รุนแรงน้อยลง

มีการถกเถียงกันถึงตัวบุคคลที่รัฐบาลจัดเข้าไปดูแลการแก้ปัญหาว่า คนที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมและวิถีของชาวมุสลิม จะยิ่งทำให้ปัญหาบานปลายกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ที่ต้องตามแก้ไขอย่างไม่จบสิ้น แต่ถึงจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่ก็อาจจะมีข้อจำกัดในหลายๆ ประการ จนสุดท้ายแล้วความเป็นมุสลิมก็คงไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก เช่นเดียวกับที่นายวันมูหะหมัดนอร์เคยประสบมาแล้ว

ด้านนายจรูญ หยูทอง นักวิจัยประจำสถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ และประธานสมัชชาจังหวัดสงขลาเพื่อการปฏิรูปการเมือง ผู้ที่นอกจากจะเชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมแล้ว ยังมากความเข้าในเชิงสังคมและการเมือง ให้ความเห็นว่า สถานการณ์ขณะนี้ต่อให้เอาทหารที่เป็นชาวมุสลิมทั้งกองทัพลงมาดูแลความไม่สงบในชายแดนใต้ ก็ยังยากที่จะยืนยันว่าสถานการณ์ไฟใต้จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น เพราะรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในการแก้ปัญหา ตัวบุคคลก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แสดงว่ารัฐบาลไม่มีความชัดเจนกับเรื่องที่เกิดขึ้น

ตอนนี้แม้แต่ตัวนายกฯเองก็ยังยึดที่จะใช้การปราบปราม มากกว่าใช้แนวทางการสมานฉันท์ แม้จะเอาคนมุสลิมขึ้นมาคุมกองทัพ เชื่อว่าก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะบาดแผลมันยากเกินจะเยียวยาแล้ว ยิ่งเมื่อพิจารณากรณี อ.วันนอร์ก็เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า แม้จะเปิดโอกาสให้คนมุสลิมขึ้นมามีอำนาจในระดับกุมนโยบายการแก้ปัญหาชายแดนใต้ แต่หากผู้นำรัฐบาลยังยืนยันท่าทีลักษณะนี้ก็คงยากที่ปัญหาจะคลี่คลาย

“เอาเข้าจริงแล้วไม่รู้ว่านายกฯจะรู้ข้อมูลในพื้นที่จริงหรือไม่ เพราะข้อมูลที่ได้จากราชการและผู้นำศาสนาที่เป็นคนของรัฐอาจไม่ใช่พูดความจริงทั้งหมด เลยเหมือนกับการดื่มน้ำชาที่ไม่ได้คน โดยไม่รู้ว่านมอยู่ข้างล่าง พอดื่มเข้าไปแล้วจึงบอกว่าน้ำชานี้ขม ไม่อร่อย” นายจรูญกล่าว

ดังนั้น ถึงแม้การแต่งตั้ง “ผบ.ทบ.” คนใหม่ให้เป็น “มุสลิม” คนแรกจะมาจากเหตุผลใดก็ตาม แต่ในความเป็นจริงประชาชนจำนวนไม่น้อยมีความไม่เชื่อมั่นต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาลแล้ว เพราะปัญหาไฟใต้มันพัฒนาไปไกลกว่าเงื่อนไขการทำตลาดด้วย “ตัวบุคคล” เสียแล้ว