ดราม่ากะเพราในช่วงที่ผ่านมา หลายคนก็คงอยากจะรู้ว่า แล้วเกษตรกรที่ปลูกกะเพราเป็นอย่างไรกันบ้าง เพราะแค่กะเพราพืชผักสมุนไพรที่หลายคนมองว่า ปลูกง่าย แทบทุกบ้านสามารถปลูกกินเองได้ และคนที่ปลูกกะเพราขาย เค้าขายกันได้ไหมและ สายพันธุ์กะเพราแบบไหนนิยมในตลาด
มารู้จัก แปลงกะเพราปลอดสาร จ.ปทุมธานี
วันนี้ ถือโอกาสพาไปรู้จักกับเกษตรกรผู้ปลูกกะเพรา อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ที่ยึดอาชีพปลูกกะเพราเลี้ยงดูแลครอบครัวมากกว่า 20 ปี ด้วยกะเพรา เพียงอาชีพเดียว และเป็นแปลงกะเพราปลอดสาร ที่ได้มาตรฐานรับรองจากกรมวิชาการเกษตร ทั้งบริษัทฯ ห้างสรรพสินค้า ต่างวิ่งติดต่อเข้ามาขอซื้อกันถึงสวน โดยที่ไม่จำเป็นต้องออกไปหาตลาด ไม่ต้องถามถึงรายได้ เพราะสามารถเลี้ยงครอบครัว ส่งลูกเรียนได้อย่างไม่เดือดร้อน
นายสมคิด พานทอง เกษตรกรผู้ปลูกกะเพราแบบปลอดภัย มาตรฐาน GAP กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ พื้นที่ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เล่าว่า ตนเองปลูกกะเพรามานานกว่า 20 ปี โดยเป็นการปลูกกะเพราแบบ ใช้สารชีวภัณฑ์ แทนการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันแมลง และใช้แทนปุ๋ยเคมี ทำให้ได้ขึ้นทะเบียนแปลงกะเพราปลอดภัย ซึ่งกะเพราที่ได้จะมีลูกค้าที่เป็นบริษัทฯ มารับซื้อ และ บางส่วน ส่งขายให้กับห้างสรรพสินค้า
สายพันธุ์กะเพราปลูก มีทั้งกะเพราป่า และพันธุ์เกษตร
ส่วนสายพันธุ์กะเพราที่ปลูกจะมี 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์เกษตร และกะเพราสายพันธุ์กะเพราป่า หรือ กะเพราบ้าน ทั้งสองสายพันธุ์ จะมีความต่างเรื่องของ ขนาดของใบ และกลิ่น รสชาติความเผ็ดร้อน กะเพราป่าใบจะเล็ก แต่จะมีกลิ่นหอมกว่า และมีรสชาติที่เผ็ดร้อน โดยสายพันธุ์ ที่ได้รับความนิยมจะเป็นสายพันธุ์เกษตร เพราะใบใหญ่ เวลานำไปใช้งานก็จะง่าย ส่วนพันธุ์กะเพราป่าใบเล็ก เวลาเอาไปใช้งานไม่สะดวกเพราะใบเล็ก ซึ่งในส่วนของกะเพราป่า การจัดการของเรา คือ เราจะต้องเด็ดเอาก้านออก เหลือแค่ใบ ก่อนนำมาแพ็คส่ง ขั้นตอนก็อาจจะเยอะกว่า กะเพราเกษตร
ทั้งนี้ ในส่วนของราคากะเพราทั้งสองชนิด ราคาใกล้เคียงกัน ไม่ต่างกันมาก การปลูก และการดูแลทั้งสองสายพันธุ์ ไม่ได้ต่างกัน โดยใช้การเพาะเมล็ดเหมือนกัน เมล็ดที่นำมาเพาะก็มาจากแปลงของเราเอง ไม่ได้ไปซื้อมาจากภายนอก ระยะเวลาในการปลูกกะเพราทั้งสองสายพันธุ์ พันธุ์เกษตรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเร็วกว่า โดยตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะเมล็ดจนงอก ประมาณ20 วัน หลังจากนั้น นำไปลงแปลงปลูก อีก 25-30 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ และหลังจากนั้น เว้นระยะผ่านไปอีก 10 วัน ก็ตัดได้อีก
ต้นที่รื้อทิ้ง ส่งขายบริษัทผลิตเครื่องหอม
ส่วนของต้นกะเพราปลูกครั้งหนึ่งเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 4- 6 เดือน อากาศดี อยู่ได้ถึง 6-10 เดือน หลังจากนั้นก็ต้องรื้อทิ้งปลูกใหม่ ต้นกะเพราที่ถอนออกมาเราก็ไม่ได้นำไปทิ้ง เพราะมีบริษัททำเครื่องหอมรับซื้อ สามารถนำไปขายได้อีก กะเพราเป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ชอบน้ำเยอะ ช่วงไหนฝนตกไม่ต้องรดน้ำเพิ่มเลย ถ้าฝนไม่ตก ต้องรดน้ำเพิ่มแบบวันเว้นวันได้ ถ้าอากาศไม่ร้อนจัด การดูแลรักษา กะเพราก็มีหนอนมีแมลงเช่นกัน เราต้องหาตัวช่วย ทางเกษตรฯ แนะนำ น้ำหมักชีวภาพช่วยไล่แมลง อาจจะต้องฉีดบ่อยกว่า ฉีดพ่นด้วยสารเคมี คือ อย่างน้อยไม่เกิน5 วัน ก็ต้องฉีดครั้งหนึ่ง หรือฉีดได้บ่อยกว่านั้น เพราะเป็นสารชีวภาพ ไม่เป็นอันตรายฉีดได้เรื่อย และสามารถเก็บได้เลยไม่เป็นอันตราย ไม่ต้องทิ้งไว้เหมือนสารเคมี
จากทำโรงงานลาออกมาปลูกกะเพรา รวยกว่าเยอะ
จุดเริ่มต้นของการมาปลูกกะเพราในครั้งนี้ ของ คุณสมคิด เริ่มต้นมาจาก เดิมเป็นคนนครนายก และมาจากครอบครัวทำเกษตร ทำให้ได้คลุกคลีช่วยครอบครัวทำการเกษตรมาตั้งแต่เล็ก และพอเริ่มเป็นวัยรุ่น ก็ไม่อยากจะอยู่กับการทำเกษตรแบบนี้ ก็เลยมาสมัครงาน เป็นพนักงานโรงงาน ทำงานด้านช่างไฟฟ้า ของโรงงาน ซึ่งทำงานโรงงานมาได้กว่า 10 ปี รู้สึกเบื่อและมองว่า ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองชอบ จนได้มาเจอกับภรรยา ซึ่งทำเกษตรอยู่ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ก็เลยลาออกจากโรงงานมาทำเกษตรกับภรรยา หลังจากได้แต่งงานกัน
ตอนแรกภรรยา ปลูกดอกไม้ ใช้ร้อยมาลัย แต่ราคาไม่แน่นอน พอตัวเองมาทำก็เปลี่ยนมาปลูกผัก ตอนแรกปลูกผักกวางตุ้ง แต่สู้แมลงไม่ไหว ต้องใช้สารเคมีเยอะ ห่วงสุขภาพตัวเองและครอบครัว ก็เลยเริ่มศึกษา โดยขอความรู้จากทางเกษตรจังหวัด ก็เลยตัดสินใจมาปลูกกะเพรา ช่วงแรก ไม่ได้ทำแบบปลอดสารเสียทีเดียว ค่อยปรับลดการใช้สารเคมี ทางเกษตรจังหวัดก็เข้ามาให้คำปรึกษา และ เข้าอบรมกับทางเกษตรจังหวัด ในโครงการต่างๆ จนแปลงกะเพราของเราได้ผ่าน มาตราฐาน GAP ซึ่งพอลองทำแบบควบคู่กับเคมี และเห็นว่า ชีวภัณฑ์ ได้ผลดีนะ ก็เลยตัดสินใจหันมาใช้ชีวภัณฑ์ อย่างเดียว มาจนถึงทุกวันนี้ จากการปลูกกะเพรา ที่เลือกปลูกกะเพรา เพราะมีตลาดที่แน่นอน มีคนรับซื้อตลอด ในตอนแรกที่ทำเหมือนกับคนอื่นๆ ปลูกไปส่งขายที่ตลาด
หลังจากได้รับการสนับสนุนจาก
สำนักงานเกษตรจังหวัดปลูกแบบปลอดภัย ลูกค้าเข้ามาเอง
ส่วนลูกค้าบริษัทฯ ได้มาตอนหลังจากได้ทำกะเพราปลอดภัย และร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและไปขึ้นทะเบียน จากเกษตรจังหวัด เป็นแปลงกะเพราที่ปลอดสาร และทางเกษตรจังหวัดปทุมธานี ก็มีรายชื่อแปลงผักของเราอยู่ในข้อมูล ซึ่งลูกค้าค้นหาข้อมูลจากทางเกษตร และขอข้อมูลจากทางเกษตร และติดต่อไปทางเกษตร ทางเกษตรฯ แนะนำมาที่แปลงกะเพราของเราทำให้เรา ได้ลูกค้าที่เป็นกลุ่มบริษัท ที่รับซื้อประจำ และ ยังมี ทางห้างสรรพสินค้า ที่นำกะเพราของเราไปจำหน่ายด้วย
ข้อดีของการเราขายให้กับทางบริษัท คือ เรื่องราคาที่แน่นอน เวลากะเพราราคาลง ก็ยังขายราคาเดิม แต่ช่วงที่ราคากะเพราแพง เราก็อาจจะขายถูกกว่า ราคาตลาด ซึ่งเป็นข้อดี ทำให้เราสามารถรู้ว่า จะลงทุนไปเท่าไหร่ได้กำไรเท่าไหร่ ถ้าช่วงไหนที่ต้นทุนของเราเพิ่มขึ้นมา ก็สามารถคุยกับทางบริษัทที่เค้ารับซื้อ และขอปรับราคาได้ ตามความเหมาะสม ไม่ต้องวิ่งไปหาตลาด แต่เราก็ต้องผลิตกะเพราได้มาตรฐานตามที่บริษัท กำหนด
ในส่วนของกะเพราที่ได้ ต้องไปผ่านกระบวนตัดแต่งและการล้าง ทำความสะอาด และแพ็คตามที่ลูกค้ากำหนด การปลูกกะเพรา ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ปลูกง่าย แต่ไม่ควรจะปลูกแปลงเดิมซ้ำ จะต้องมีการปรับเปลี่ยนปลูกพืชชนิดอื่นๆ เพื่อป้องกันเรื่องเสื่อมสภาพของดิน และ ป้องกันแมลง ถ้าพื้นที่ดินเป็นดินเหนียว ก็จะต้องยกร่อง เพราะกะเพราไม่ชอบน้ำขัง แต่ถ้าดินร่วน หรือ ดินทรายน้ำซึมง่าย ก็ไม่ต้องยกร่องได้
ข้อดีของปลูกผักปลอดสาร ไม่ได้แค่ได้ผลิตที่ปลอดภัยให้ผู้บริโภคแล้ว ตัวเราเอง และครอบครัวก็ปลอดภัยด้วย เพราะคนที่ได้รับสารพิษไม่ได้แค่ผู้บริโภคปลายทาง และเราคนปลูกเนี่ยได้รับสารพิษโดยตรงตั้งแต่ต้นทางมากกว่า ผู้บริโภคปลายทาง ถ้าเปลี่ยนได้ อยากให้เกษตรกรเปลี่ยนหันมาทำเกษตรปลอดภัย เพื่อความปลอดภัยของครอบครัวและ ผู้บริโภค และยังขายได้ราคาด้วย และตลาดมีความต้องการ ไม่ต้องไปวิ่งหาตลาด แต่ตลาดวิ่งมาหาเราเอง เราสามารถหาข้อมูล หรือ ขอคำปรึกษา กับทาง สนง.เกษตร ในพื้นที่ของตัวเองได้ ทาง เกษตร ฯ พร้อมที่จะให้ข้อมูล และให้คำปรึกษาตลอด เช่น เดียวกับ ตนเอง ที่กว่าจะมาถึงวันนี้ เกษตรลงพื้นที่ มาช่วยให้คำปรึกษา ดูแลกันตลอด


