จากคนรักงานศิลปะที่เริ่มต้นปั้นดินญี่ปุ่นขายตามออเดอร์ สู่การสร้างคาแรกเตอร์ “หมาไส้กรอกอีสาน” ที่เกิดจากการนำความเป็นอีสานมาผสมกับความกวนแบบเฉพาะตัว กลายเป็นสินค้าฮิตของ “บ้านงัว” หลังเปิดขายหน้าบูธและออนไลน์ล็อตแรก 200 ตัว ขายหมดเกลี้ยงภายใน 2 นาที ก่อนต่อยอดจากงานแฮนด์เมดที่ทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง สู่การผลิตในระบบอุตสาหกรรม โดยล็อตล่าสุดสั่งผลิต 1,000 ตัว ขณะที่เจ้าของแบรนด์เผยลงทุนเงินเก็บก้อนแรกประมาณ 60,000 บาท และตั้งใจรักษาความ Exclusive ไม่ผลิตซ้ำหากล็อตนี้ขายหมด
นางสาวณัฏฐนิชา สาระ หรือ จินต์ เจ้าของธุรกิจตุ๊กตาหมาไส้กรอกอีสาน เล่าว่า เธอเรียนจบทางด้านศิลปะมาหลังเรียนจบก็ได้ลองทำงานประจำและมีเพื่อนชวนไปออกบูธขายงานศิลปะ ทำให้เธอมองเห็นช่องว่างในการไปออกบูธกับเพื่อนว่าเราสามารถเอางานศิลปะที่ชอบทำไปขายได้ และทำให้เธอมีความสุขในสิ่งที่รัก ทำให้เธออยากจริงจังมากขึ้นและได้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำสินค้าเป็นของตัวเอง ในช่วงแรกเริ่มต้นจากการจับเอาสิ่งต่างๆ รอบตัวมาลองทำไม่ว่าจะเป็น งานปั้นดินญี่ปุ่นรูปสัตว์ต่างๆ เริ่มจากหมา แมว และเริ่มที่จะผสมผสานไอเดียต่างๆ เข้าด้วยกันและเกิดเป็นแบรนด์ “บ้านงัว” ขึ้นมา
แบรนด์ “บ้านงัว” ได้แรงบันดาลใจมากจากคาเฟ่ที่เคยทำ ซึ่งเธอมีนามปากกาว่า “งัว” เป็นภาษาอีสานที่ใช้เรียก “วัว” พอเธอทำคาเฟ่ที่บ้านก็เลยหยิบเอานามปากกามาผสมกับคำว่า “บ้าน” รวมกันเป็น “บ้านงัว” ซึ่งเธอบอกว่าเป็นชื่อที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นเหมือนบ้านที่มีพื้นที่ที่ให้คาแรคเตอร์กับผลงานศิลปะของเธอทุกตัวที่สร้างขึ้นมาอยู่รวมกันในบ้าน
เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเริ่มต้นจากการปั้นดินญี่ปุ่นเป็นรูปสัตว์ต่างๆ แล้วถ่ายลงโซเชียลและเริ่มมีคนสนใจ ติดต่อมาจ้างงาน เธอจึงเลือกรับงานปั้นตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งและเริ่มจริงจังมากขึ้นใน 1 เดือนเธอรับปั้นงานอยู่ประมาณ 20 คน สั่งเป็นรูปหมา แมว คนคู่แมว ของขวัญวันเกิด งานรับปริญญา หรืองานปั้นรูปต่างๆ ซึ่งงานปั้นจะกึ่งอาร์ตทอยแบบแฮนด์เมด ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เธอเริ่มสนใจวงการอาร์ตทอยมากขึ้น
หลังจากนั้นไม่นานเธอได้แรงบันดาลใจในการผลิตสินค้าตัวใหม่ขึ้นมาคือ “ตุ๊กตาหมาไส้กรอกอีสาน” ที่เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวและพื้นเพเป็นคนอีสานที่เกิดและเติบโตมาในจังหวัดอำนาจเจริญและอุบลราชธานี พอย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครก็ยังคงเหลือความคิดแบบคนอีสาน ชอบสนุกสนาน มีอยู่วันหนึ่งเธอไปร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งและเจอร้านขายไส้กรอกอีสานด้านหน้าร้าน และในช่วงนั้นเป็นช่วงที่คิดหาไอเดียเพื่อทำสินค้าไปออกบูธ เมื่อเจอเข้ากับเมนูไส้กรอกอีสานที่เดิมทีปั้นรูปหมารูปแมวอยู่แล้ว เธอจึงปิ๊งไอเดียการนำเอาไส้กรอกอีสานมาผสมเข้ากับหมาพันธุ์ดัชชุนหรือที่หลายคนเรียกหมาพันธุ์นี้ว่าหมาไส้กรอก กลายเป็น “หมาไส้กรอกอีสาน”
พอได้ไอเดียเธอก็ลงมือสเก็ตซ์โครงร่างขึ้นมา และนำเอาสเก็ตซ์ที่ร่างไว้มาปั้นเป็นสินค้าที่ปั้นด้วยดินญี่ปุ่นเป็นรูปหมาไส้กรอกอีสานและมีไม้เสียบ ในตอนนั้นเธอทำทั้งหมด 10 ไม้ และถ่ายรูปลงโซเชียล ได้ผลตอบรับกลับมาดีเกินคาด ทำให้มีคนสนใจและติดตามช่อง TikTok เธอมากขึ้นทำให้เธอนำสินค้าไปวางขายที่บูธ ซึ่งเปิดขายได้ไม่นานก็ขายหมดภายใน 1 ชั่วโมง
ไอเดียโดนเส้นไม่หยุด หลังจบงานเธอได้เปิดพรีออเดอร์ตุ๊กตาหมาไส้กรอกอีสาน ผลปรากฏว่ามีคนสั่งจองเข้ามากว่า 100 ออเดอร์ เธอทยอยทำออเดอร์ส่งลูกค้าอย่างต่อเนื่องหลังจากได้รับผลตอบที่ดีเกินคาดจากลูกค้า กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่เธอต้องการเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมมากขึ้น เพราะเมื่อมีออเดอร์จำนวนเยอะส่งผลให้ร่างกายสู้ไม่ไหว เนื่องจากงานเธอเป็นคนปั้นและลงสีเองทุกขั้นตอน รวมถึงขั้นตอนการแพ็คสินค้าเพื่อจัดส่ง ทำให้ร่างกายเริ่มอ่อนล้ากับงานที่กองอยู่ตรงหน้า เธอจึงมองหาการผลิตรูปแบบใหม่ที่ลดเวลาและแรงงานลง ซึ่งการทำเป็น “ตุ๊กตา” แบบผ้าตอบโจทย์เป็นอย่างมาก เพราะสั่งผลิตที่โรงงานได้และตุ๊กตาก็สามารถห้อยไปไหนมาไหนได้เมื่อลูกค้าต้องการ เมื่อตัดสินใจผลิตเป็นตุ๊กตาแบบผ้านั้นเธอเริ่มสั่งผลิตเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาและเปิดขายมาจนถึงปัจจุบัน
หลังจากที่ผลิตและเปิดขายเป็นแบบตุ๊กตาผ้าก็ได้รับผลตอบรับที่ดีเช่นเคยจากกลุ่มลูกค้า เพราะหลายคนเอาไปห้อยกระเป๋า แตกต่างจากงานปั้นดินที่ไม่สามารถนำไปประดับหรือห้อยตกแต่งได้อย่างสะดวกนัก แต่พอเป็นตุ๊กตาผ้าลูกค้าชื่นชอบและตอบโจทย์เป็นอย่างดี
คุณจินต์ เธอเชื่อว่ายังไม่มีใครผลิตตุ๊กตาหมาดัชชุนในเวอร์ชั่นลูกอีสานแน่นอน จุดเด่นไม่ได้อยู่ที่ความน่ารักอย่างเดียวแต่ยังมีความกวนบวกความฮา ที่กลายเป็นจุดขายให้แบรนด์บ้านงัวมาตลอด เพราะก่อนหน้านี้เคยปั้นตุ๊กตาแมวและหมาที่สามารถหมุนได้แบบติดสปินเนอร์ให้หมุนได้ หรือทำหมาเบ่งกล้าม แมวเบ่งกล้ามและใส่กิมมิกอย่างซิกแพกเข้าไป แต่เนื่องจากเป็นสินค้าที่เป็นงานเซรามิกทำให้มีข้อจำกัด แต่พอมาเป็นแบบตุ๊กตาผ้าหมาไส้กรอกอีสานก็ตอบโจทย์และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า จนกลายเป็นสินค้าที่ขายดีและได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนี้
สำหรับตลาดอาร์ตทอยในตอนนี้ คุณจินต์เธอมองว่าตลาดกำลังนิ่งถ้าหากเทียบกับช่วงแรกที่คนนิยมสะสม ตอนนี้มีผู้เล่นมาลงตลาดมากขึ้น การแข่งขันสูงขึ้น ทำให้ทางแบรนด์ต้องพัฒนาและงัดเอาจุดเด่นมัดใจลูกค้า รวมถึงเรื่องคุณภาพสินค้าและความแตกต่างเพื่อให้อยู่รอดในตลาดได้ แต่ส่วนตัวเธอเองก็ไม่ได้มองว่าตัวเองเข้าสู่วงการเต็มตัวขนาดนั้น เพราะการจะเข้าสู่ตลาดใหญ่ๆ ได้ต้องมีคอนเนกชั่น มีซัพพลายเออร์ ซึ่งตอนนี้เธอทำเอง 100% เธอจึงเน้นความเป็นสินค้า Exclusive และสินค้า Rare Item มากกว่า
สิ่งที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าของทางแบรนด์ที่นอกจากความน่ารัก ความกวนแบบฮาๆ แล้วเจ้าของแบรนด์ยังบอกอีกว่า การเล่าเรื่องราวของสินค้าก็เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า เธอเองใช้ภาษาอีสานในการเล่าเรื่องราวและตัวละครหมาไส้กรอกอีสาน เพื่อสื่อสารกับลูกค้าและสร้างคาแรกเตอร์ให้ตรงกับการรวมตัวของหมาและไส้กรอกอีสานเข้าด้วยกัน ซึ่งพอทำแล้วลูกค้าชื่นชอบและกลายเป็นจุดเด่นอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ
กลุ่มลูกค้าหลักในตอนนี้จะเป็นลูกค้ากลุ่มวัยทำงานอายุตั้งแต่ 25-35 ปี เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและซัพพอร์ตความสุขให้ตัวเองได้ ส่วนกลุ่มที่อยู่ในวัยเรียนแม้จะอยู่ในช่วงวัยที่เข้าถึงสินค้าน่ารักได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังอยู่ในกลุ่มที่มีกำลังซื้อน้อย ปัจจุบันตุ๊กตาปั้นเสียบไม้จะขายในราคา 555 บาท ตุ๊กตาหมาไส้กรอกอีสานราคา 650 บาท และอาร์ตทอยเรซิ่นอยู่ที่ราคา 1,500 บาท ซึ่งตัวเรซิ่นเป็นสินค้าน้องใหม่ที่ทำเพิ่ม ผลิตขึ้นมาเป็นสินค้าพรีเมี่ยมของทางแบรนด์แม้จะถูกผลิตขึ้นด้วยแม่พิมพ์แต่ยังคงมีการปั้นส่วนประกอบอื่นใส่ไว้เพื่อคงความเป็นงานศิลปะแฮนด์เมด
สำหรับกำลังการผลิตตุ๊กตาหมาไส้กรอกอีสานในช่วงแรกผลิตมาประมาณ 200 ตัว เจ้าของแบรนด์บอกว่าเธอเอาเงินเก็บตัวเองมาสั่งผลิต และเปิดตัวครั้งแรกที่งานออกบูธตอนนั้นนำไปขาย 100 ตัวและขายผ่านออนไลน์อีก 100 ตัว ผลปรากฎว่าช่องทางออนไลน์ขายหมดภายใน 2 นาที เรียกได้ว่าเป็นปรากฎการณ์ที่ทำให้เจ้าของแบรนด์ตกใจเป็นอย่างมากเพราะขายหมดในเวลาไม่กี่นาที ทำให้เธอตัดสินใจสั่งผลิตล็อตต่อไปทันทีในปริมาณ 1,000 ตัว
ความท้าทายและขั้นตอนที่ยากที่สุดในการผลิตคือการขยับจากงานแฮนด์เมดสู่ระบบอุตสาหกรรม จำเป็นต้องไปดูโรงงาน เลือกผ้า ทำแบบจำลองหรือสินค้าต้นแบบและจัดการระบบหลังบ้าน ซึ่งคุณจินต์เธอบอกว่าเธอทำเองคนเดียวทั้งหมด ทำให้เป็นความท้าทายในการทำแบรนด์และธุรกิจของเธอเป็นอย่างมาก
ในปัจจุบันนอกจากลูกค้าคนไทยและยังมีลูกค้าต่างชาติให้ความสนใจสินค้าของทางแบรนด์ มีติดต่อมาจากไต้หวัน จีน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย แคนนาดาและเธอเองเคยส่งขายไปยังประเทศออสเตรเลียและฟิลิปปินส์ แต่ตอนนี้เธอจะเน้นโปรโมตให้กับลูกค้าคนไทยก่อน การส่งออกไปต่างประเทศให้เป็นเรื่องของแผนการต่อยอดในอนาคต นอกจากนี้ตุ๊กตาหมาไส้กรอกได้มีการจดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย
ทั้งนี้แน่นอนว่าตุ๊กตาหมาไส้กรอกอีสานเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมและสนใจอย่างมาก ทำให้กลายเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุด ส่วนงานปั้นดินตอนนี้ไม่ได้ผลิตต่อ ปัจจุบันมีงานตุ๊กตาและงานเรซิ่น
จุดเปลี่ยนจากงานศิลปะสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมที่เกิดจากการปั้นคนเดียวไม่ไหวด้วยข้อจำกัดของร่างกาย จึงต้องขยายเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมแต่ทางแบรนด์ยังคงความเป็นงานแฮนด์เมดเอาไว้ ซึ่งคุณจินต์ต์เธอบอกว่าสินค้าล็อตที่ผลิตมา 1,000 ตัวนั้นถ้าหากขายหมดปีนี้จะไม่ผลิตเพิ่ม เพราะต้องการให้เป็นสินค้า Rae Item และต้องการรักษาสิ่งแวดล้อมไปในตัว พร้อมทั้งไม่ต้องการให้สินค้าเกลื่อนตลาดนั่นเอง
มาถึงเรื่องการลงทุน คุณจินต์ต์เธอให้ข้อมูลว่า ต้นทุนก้อนแรกที่ลงทุนประมาณ 60,000 บาท ซึ่งเป็นเงินเก็บของเธอเอง พอเปิดขาย 200 ตัวอย่างที่กล่าวข้างต้นก็ทำให้เธอมั่นใจว่าการลงทุนผลิต 1,000 ตัวก็จะขายหมด ตอนนี้ขายไปแล้ว 500 ตัว ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะหมดอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามทางแบรนด์ได้มีการวางแผนพัฒนาและต่อยอดธุรกิจในอนาคตไว้ในรูปแบบของการแตกไลน์สินค้าใหม่ คอลแลบกับศิลปินและแบรนด์ต่างๆ ซัพพอร์ตวงการศิลปะและชู Soft Power ความเป็นอีสานสู่สายตากลุ่มลูกค้าทั้งในไทยและต่างชาติ ซึ่งเจ้าของร้านรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่สามารถก้ามข้ามขีดจำกัดหลายอย่างเพื่อสร้างแบรนด์ให้มีคนรู้จักนั่นเอง
ติดต่อเพิ่มเติม
Instagram : บ้านงัว
TikTok : Banngur-บ้านงัว
* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด* * *


