xs
xsm
sm
md
lg

ดีพร้อม ดัน “ใบขลู่” สู่เครื่องดื่มสุขภาพยุคใหม่ เปลี่ยนของดีให้ตลาดต้องการ เตรียมขยายตลาด 1,000 สาขาทั่วประเทศ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ตลาดสุขภาพและเวลเนสที่เติบโตต่อเนื่อง กำลังเปิดโอกาสให้ “สมุนไพรโลคอล” ก้าวจากของดีประจำถิ่นสู่สินค้ามูลค่าสูง และหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ “ใบขลู่” พืชพื้นถิ่นรอบทะเลสาบสงขลา ที่ถูกนำมาต่อยอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่เครื่องดื่มสุขภาพยุคใหม่และขยายตลาดได้กว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าโจทย์ของสมุนไพรไทยวันนี้ ไม่ใช่เพียงการมี “ของดี” แต่คือการเปลี่ยนของดีที่มีให้กลายเป็น “ของที่ตลาดต้องการ” ซึ่งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) กำลังเข้ามาช่วยเติมทั้งองค์ความรู้ นวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ให้ทรัพยากรท้องถิ่นไทยสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจสุขภาพระดับโลก

ตลาด Wellness โต แต่สมุนไพรไทยต้องไปให้ไกลกว่าวัตถุดิบ

ข้อมูลจาก Global Wellness Institute ระบุว่า เศรษฐกิจ Wellness ทั่วโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 7.6 ต่อปีในช่วงปี 2567-2572 จนมีมูลค่าเกือบ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2572 ขณะที่ตลาดวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยในปี 2568 มีมูลค่ากว่า 45,882 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 จากปีก่อนหน้า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าตลาดสุขภาพและ Wellness กำลังเปิดพื้นที่ใหม่ให้ผู้ประกอบการ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่การมีวัตถุดิบเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาต่อยอดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง มีคุณภาพ และตอบโจทย์ผู้บริโภคได้จริง


นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มองว่าการเติบโตของ Wellness Economy คือ โอกาสสำคัญของประเทศไทยในการนำความหลากหลายทางชีวภาพ สมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ โภชนาการ และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้นทุกปี ทว่าโอกาสอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะแม้ไทยจะมีต้นทุนด้านสมุนไพรและภูมิปัญญาที่มีศักยภาพ แต่ผลิตภัณฑ์จำนวนไม่น้อยยังคงอยู่ในรูปของวัตถุดิบหรือการแปรรูปขั้นต้นเท่านั้น ทำให้ยังมีช่องว่างในการสร้างมูลค่าเพิ่มอีกมาก


“เมื่อสมุนไพรจากหลายแหล่งสามารถเข้าสู่ตลาดเดียวกันได้ สิ่งที่ทำให้สินค้าแตกต่างจึงอยู่ที่ความสามารถในการนำคุณค่าของวัตถุดิบมาต่อยอดให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคเข้าใจและต้องการ ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพและรูปแบบสินค้า การนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเข้ามาช่วย การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการหาช่องทางตลาดที่เหมาะสม ช่องว่างระหว่าง ‘มีสมุนไพร’ กับ ‘มีธุรกิจสมุนไพร’ จึงเป็นโจทย์ที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องข้ามให้ได้” นางสาวณัฏฐิญา กล่าว
เปลี่ยนวิธีคิดจาก “มีอะไรขาย” เป็น “อะไรที่ตลาดต้องการ”


นางสาวณัฏฐิญา กล่าวเพิ่มเติมว่า มุมมองดังกล่าวทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมสมุนไพรต้องขยับจากการมองเพียง “วัตถุดิบ” ไปสู่การมองทั้งระบบ ภายใต้นโยบาย DIPROM FLEXi ดีพร้อมจึงวางกรอบการทำงานไว้ 5 แนวทาง เริ่มจาก 1. การค้นหาและต่อยอดสมุนไพรอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เพื่อดึงศักยภาพของทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น ต่อด้วย 2.การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วยยกระดับวัตถุดิบให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ 3. การเตรียมความพร้อมเชิงพาณิชย์ตั้งแต่พัฒนาสูตร ออกแบบบรรจุภัณฑ์ สร้างอัตลักษณ์แบรนด์ และพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้อง 4.การเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อเปิดช่องทางตลาดทั้งในและต่างประเทศ และ 5. การสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรสร้างรายได้และการจ้างงานหมุนเวียนกลับไปยังพื้นที่ต้นทางได้อย่างต่อเนื่อง


“ดีพร้อม มีโครงการและกลไกทางด้านการเงิน องค์ความรู้ การสร้างเครือข่าย การตลาด และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยเพื่อดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่การค้นหาศักยภาพของวัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ไปจนถึงการเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ พร้อมเร่งสร้างผู้ประกอบการสมุนไพรที่สามารถเติบโตได้จริงและยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้เข้าไปสร้างมูลค่า ใน Wellness Economy ได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเกิดการกระจายรายได้กลับไปยังเกษตรกรและชุมชนต้นทางเพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมสมุนไพรเกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่ โดยหนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัดเจนที่สุด คือการเดินทางของ “ใบขลู่” พืชท้องถิ่นจากพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลา ซึ่งถูกนำมาตั้งต้นใหม่ในฐานะผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเวลเนส”


จากใบขลู่ริมทะเลสาบ สู่เครื่องดื่มที่คนรุ่นใหม่อยากลอง

นางสาวปาริชาด สอนสุภาพ กรรมการผู้จัดการบริษัท พิกซี แพลทเทอร์ จำกัด ผู้พัฒนาแบรนด์ KOS (Kombucha of Songkhla) เล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากการทำธุรกิจท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งทำให้เห็นศักยภาพของทรัพยากรรอบทะเลสาบสงขลา โดยเฉพาะใบขลู่ที่คนในพื้นที่รู้จักในฐานะสมุนไพรพื้นถิ่น และมีภูมิปัญญาการนำใบมาคั่วทำชาอยู่แล้ว แต่ในมุมของการทำธุรกิจ โจทย์สำคัญคือการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ให้มากขึ้น ซึ่งใบขลู่เป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าและมีงานวิจัยรองรับจำนวนมาก แต่ยังขาดการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

“จากโจทย์นี้ จึงนำใบขลู่มาตั้งต้นใหม่ในบริบทของเครื่องดื่มสมัยใหม่ โดยใช้ “ใบขลู่ 3 น้ำ” ซึ่งเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบริษัทฯ เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรเชิงพื้นที่เพื่อสุขภาพและความงามของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 ทั้งด้านการวิเคราะห์ตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการเตรียมความพร้อมเชิงพาณิชย์ กระบวนการดังกล่าวทำให้แนวคิดเรื่องใบขลู่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการนำสมุนไพรมาแปรรูป แต่ขยับไปสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีตลาดเป็นโจทย์สำคัญร่วมด้วย โดยหนึ่งในผลลัพธ์คือ “Rosé Spark” คราฟต์โซดาสมุนไพรที่นำใบขลู่มาผสานกับสมุนไพรไทยอีก 4 ชนิด ได้แก่ มะตูม มะขามป้อม พุทราจีน และกระเจี๊ยบ ก่อนนำผลิตภัณฑ์ไปเปิดตัวในงาน THAIFEX และพัฒนาสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี จากสมุนไพรที่มีอัตลักษณ์เฉพาะพื้นที่ ใบขลู่จึงถูกเล่าใหม่ผ่านรูปแบบเครื่องดื่มที่เข้าถึงง่ายขึ้น และพาเรื่องราวของทรัพยากรท้องถิ่นเดินทางออกจากพื้นที่ต้นทางไปสู่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่”


เมื่อผลิตภัณฑ์ใหม่สร้างตลาดใหม่ให้วัตถุดิบเดิม

นางสาวปาริชาด กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากใบขลู่ของ KOS ขยายเข้าสู่ช่องทางร้านกาแฟพันธุ์ไทยกว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ สร้างยอดซื้อผลิตภัณฑ์จากใบขลู่ที่หน้าร้านเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 70 ขณะที่กำลังการผลิตต่อเดือนเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ใน 3

"สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนเพียงว่าสินค้าหนึ่งชิ้นเข้าสู่ตลาดได้สำเร็จ แต่ยังแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตลาดกับต้นทางของวัตถุดิบ เมื่อผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับและมีความต้องการเพิ่มขึ้น ความต้องการนั้นก็ย้อนกลับไปสร้างแรงส่งให้กับห่วงโซ่วัตถุดิบทั้งระบบ ซึ่งการนำทรัพยากรท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จึงไม่ได้เพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังพาเรื่องราวของพื้นที่เดินทางออกไปพร้อมกับผลิตภัณฑ์ และเปิดโอกาสให้ทรัพยากรที่เคยเป็นที่รู้จักอยู่ในวงจำกัด เข้าสู่ตลาดที่กว้างขึ้น”


การเชื่อม Sustainability กับธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงเพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่คือการมองเห็นคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ และหาวิธีนำทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเหมาะสม จนสามารถต่อยอดเป็นรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรณีของใบขลู่ทำให้เห็นว่า เมื่อสมุนไพรพื้นถิ่นที่เคยถูกใช้ในวงจำกัดเริ่มมีตลาดรองรับและสามารถสร้างรายได้ได้จริง ทรัพยากรและภูมิปัญญาของพื้นที่ก็มีคุณค่าในมิติใหม่ เพราะไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การเก็บรักษาไว้ แต่สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และทำให้เกิดการหมุนเวียนกลับไปสู่ชุมชนต้นทางได้ โดยสิ่งสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการค้นหาอัตลักษณ์ของทรัพยากร นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนา ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค สร้างแบรนด์ที่สามารถสื่อสารคุณค่าได้ และเชื่อมสินค้าเข้าสู่ตลาดที่มีศักยภาพ เพราะเมื่อทุกส่วนเชื่อมต่อกันได้ ทรัพยากรท้องถิ่นก็สามารถกลายเป็นธุรกิจที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน” นางสาวปาริชาด กล่าวทิ้งท้าย

* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด* * *