xs
xsm
sm
md
lg

Franchisee เปลี่ยนบทบาทจากการเป็น "ทางลัดสู่ความรวย" ไปเป็น "การซื้อประกันความเสี่ยง" แทน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



การที่ร้านสะดวกซื้อคู่แข่งอย่าง 7-Eleven และ CJ More (หรือ CJ Express/CJ Supermarket) มาเปิดปักหมุดแทบจะชนกันหรืออยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่แค่เรื่องการบลัฟเพื่อเอาชนะกันอย่างเดียว แต่มีหลักคิดทางเศรษฐศาสตร์และการตลาดรองรับอยู่ชัดเจนสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทั้งสองแบรนด์เลือกทำเลใกล้กัน


1.ทฤษฎีทำเลที่ตั้ง (Hotelling's Law) ในทางเศรษฐศาสตร์มีทฤษฎีที่ชื่อว่า Hotelling’s Model of Spatial Competition อธิบายว่า เมื่อมีคู่แข่งสองรายขายสินค้าหรือบริการที่ใกล้เคียงกัน จุดที่ดีที่สุดทางสถิติในการตั้งร้านคือ "จุดที่เข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุดร่วมกัน" ลองจินตนาการถึงถนนสายหนึ่ง ถ้า 7-Eleven ตั้งอยู่ตรงกลาง แล้ว CJ ไปตั้งอยู่ที่หัวถนน คนที่อยู่ท้ายถนนก็จะเดินไป 7-Eleven อยู่ดี แต่ถ้าCJ เขยิบมาตั้ง "ข้าง ๆ 7-Eleven" ทั้งสองร้านจะมีโอกาสแบ่งลูกค้าคนละครึ่งจากทั้งถนนทันที ดังนั้นการตั้งใกล้กันจึงเป็นการดักส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ที่ปลอดภัยที่สุด


2.การการันตีว่า "ตรงนี้มีกำลังซื้อ" (Market Validation) 7-Eleven เป็นรายใหญ่ที่มีระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Big Data) และทีมสำรวจทำเลที่แม่นยำมาก เขารู้ยอดtraffic คนเดินผ่าน จำนวนรถยนต์ หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมคนในชุมชนนั้น ๆ CJ ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ :

การที่ CJ เห็น 7-Eleven เปิดอยู่แล้วยอดขายดี เท่ากับเป็นการ "กรองทำเล" ให้เสร็จสรรพว่าย่านนั้นมีกำลังซื้อจริง การตามไปเปิดใกล้ ๆ จึงช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนลงได้เยอะมาก

3.กลุ่มเป้าหมายและจุดขายที่ไม่เหมือนกัน (Complementary Strategy)แม้จะดูเหมือนร้านสะดวกซื้อเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้ว Positioning ของทั้งสองแบรนด์ต่างกันชัดเจน ทำให้พวกเขาสามารถแชร์ลูกค้าในย่านเดียวกันได้โดยไม่หักล้างกันเองทั้งหมด :


ผลลัพธ์ : ลูกค้าหลายคนเข้า 7-Eleven เพื่อซื้อข้าวกล่องกับกาแฟ แล้วเดินข้ามมา CJ เพื่อซื้อน้ำซอส ข้าวสาร หรือของใช้ในบ้านต่อ กลายเป็น "การสร้าง Hub Shopping" ในย่านนั้นไปโดยปริยาย

4.กลยุทธ์ตรึงพื้นที่ ไม่ให้คู่แข่งครองตลาดเดี่ยว (Market Preemption) ถ้าฝั่งใดฝั่งหนึ่งเปิดร้านอยู่เจ้าเดียว คนในย่านนั้นจะเกิดความคุ้นชินและสร้าง Brand Loyalty กับแบรนด์นั้นไปเลย การเปิดร้านดักไว้ในระยะสายตาเป็นการ :

1. เสนอตัวเลือกทันที: เมื่อแถวรอคิว 7-Eleven ยาว หรือสินค้าหมด ลูกค้าจะเดินมาร้าน CJ ทันที (และในทางกลับกัน)
2. ตัดโอกาสการโตฝั่งเดียว: ไม่ยอมให้อีกแบรนด์สร้างกินรอบวง (Monopoly) ในชุมชนนั้น ๆ

สรุป:การเปิดร้านใกล้กันไม่ได้หมายถึงการแย่งลูกค้าแบบ "ตายกันไปข้าง" เสมอไป แต่เป็นการ ปักหมุดในย่านที่มีdemand สูงสุด แล้วใช้จุดแข็งของตัวเอง (7-Eleven เด่นเรื่องความสะดวก/อาหารพร้อมทาน vs CJ เด่นเรื่องความคุ้มค่า/ของใช้ในบ้านครบวงจร) เพื่อดึงกลุ่มเป้าหมายของตัวเอง


หากวัดกันที่ตัวเลขผลประกอบการล่าสุดของปี 2568 ต้องบอกว่า "ยักษ์ใหญ่ครองเค้กชิ้นใหญ่กว่า แต่เบอร์รองสปีดแรงกว่า"

ถ้ามองในแง่"มูลค่าเงินที่ทำได้" 7-Eleven (CP ALL) ยังคงทิ้งห่างแบบคนละชั้น แต่ถ้ามองในแง่ "อัตราการเติบโต (Growth Rate)" ทางฝั่ง CJ Express ถือว่าทำผลงานได้อย่างน่ากลัวมาก

สรุปตัวเลขผลประกอบการปี 2568 (เปรียบเทียบ)


หมายเหตุ: งบของ CP ALL รวมสัดส่วนจากธุรกิจค้าส่ง/ค้าปลีกอย่าง Makro และ Lotus's เข้าไปด้วย แต่ประมาณ 50-52%
ของรายได้หลักและกำไรมาจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven โดยตรง

ใคร "ดีกว่า / เก่งกว่า" ในมิติไหน?

1. CP ALL (7-Eleven) - เก่งเรื่อง "สเกลและความมั่นคง"


มหาอำนาจด้านรายได้: ทำรายได้หลัก ล้านล้านบาท และกำไรหลัก หมื่นล้านบาท สะท้อนถึงระบบ Supply Chain โลจิสติกส์ และความครอบคลุมของสาขา (มากกว่า 14,000+ สาขาทั่วประเทศ) ที่ไม่มีใครล้มได้ง่ายๆ

การบริหารอัตรากำไร: แม้รายได้รวมจะโตไม่หวือหวา (+3.5%) แต่สามารถเค้น กำไรสุทธิให้โตได้ถึง +11.3% ผ่านการขายสินค้ากลุ่มที่มี Margin สูง (เช่น สินค้า RTE/อาหารพร้อมทาน, กาแฟ All Café และการขายผ่านช่องทาง O2O Delivery)

2. ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส (CJ More) — เก่งเรื่อง "สปีดและการเจาะตลาด"


การเติบโตระดับติดเทอร์โบ: รายได้โต +33% และกำไรโต +28% ในปีเดียว ถือเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับธุรกิจปลีก

โมเดลที่ตอบโจทย์ชุมชน: การวางpositioning แบบ Super-convenience store (มินิซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน) ที่เน้นของใช้ยกแพ็ก ราคาประหยัด บวกรวมกับสตรีทแบรนด์ในเครือ (เช่นNine Beauty, ร้านกาแฟบาวคาเฟ่) ทำให้ดึงเงินในกระเป๋าของลูกค้าระดับชุมชนได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

บทสรุป: หากวัดที่"ความสามารถในการทำเงิน (Volume & Profit)" ทาง7-Eleven (CP ALL) ชนะขาดลอย แต่ถ้ามองในแง่"ความเก่งในการขยายธุรกิจและชิงส่วนแบ่งตลาด" นาทีนี้ต้องยกให้CJ Express เป็นม้ามืดที่ทำผลงานได้จัดจ้านที่สุดในเค้กค้าปลีกไทยเลย


แล้วถ้าหน่วยก้านดีขนาดนี้ อยากเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมธุรกิจในรูปแบบของFranchise กับ CJ ต้องทำยังไงบ้าง?

ความจริงก็คือCJ More (หรือCJ Express) ไม่ได้ขายแฟรนไชส์ ให้กับนักลงทุนรายย่อยทั่วไป

สาขาทั้งหมดของ CJ ใช้ระบบ COCO (Company Owned, Company Operated) หรือบริษัทลงทุน ลงสินค้า และบริหารจัดการเอง 100% เพื่อควบคุมมาตรฐาน คุณภาพ และความคล่องตัวในการปรับโมเดลร้าน

แล้วถ้าอยาก "พาร์ทเนอร์" ร่วมทำเงินกับ CJ ทำอย่างไรได้บ้าง?

แม้จะไม่ได้เปิดร้านในฐานะFranchisee แต่ CJ มีโมเดลการร่วมธุรกิจกับบุคคลภายนอกในรูปแบบอื่นที่น่าสนใจมาก:

1.เสนอที่ดิน / อาคารให้ CJ เช่า (Passive Income)
ถ้าคุณมีที่ดินเปล่าหรืออาคารพาณิชย์ในทำเลที่มีคนพลุกพล่าน คุณสามารถส่งเรื่องเสนอพื้นที่ให้ทาง CJ มาเช่าเปิดสาขาได้
โดยจะได้ค่าเช่าระยะยาว (สัญญาส่วนใหญ่ 6–10 ปี)

เกณฑ์พื้นที่เบื้องต้นที่ CJ รับพิจารณา:
ขนาดที่ดิน: ขั้นต่ำ 2 งาน (200 ตารางวา หรือประมาณ 800 ตารางเมตรขึ้นไป)
หน้ากว้าง: ติดถนนขั้นต่ำ 20 เมตร (เพื่อให้รถเข้า-ออก และทำลานจอดรถได้)
ทำเล: อยู่ในแหล่งชุมชน ตลาด หอพัก หรือเส้นทางเดินทางหลักที่มีทราฟฟิกคนผ่าน
ช่องทางติดต่อ: สามารถยื่นเรื่องผ่านเว็บไซต์ ar.cjmore.co.th ได้โดยตรง

2. เช่าพื้นที่หน้าร้าน CJ เปิดธุรกิจตัวเอง

CJ มีนโยบายสนับสนุนร้านค้าในชุมชนโดยการเปิดให้ เช่าพื้นที่บริเวณหน้าร้าน / ลานหน้าร้าน เพื่อขายอาหาร เครื่องดื่ม
หรือบริการต่าง ๆ

จุดเด่น: ค่าเช่ามักจะย่อมเยากว่าเจ้าตลาดเดิม (เฉลี่ยประมาณ 3,500 – 5,000 บาท/เดือน ขึ้นอยู่กับสาขาและทำเล)
เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าสู้ไหว และช่วยดึงคนเข้าออกหน้าร้านซึ่งกันและกัน

3. นำสินค้าเข้าไปวางขาย (Supplier)หากคุณมีผลิตภัณฑ์
สินค้าชุมชน หรือสินค้าบริโภคที่มีแบรนด์และได้มาตรฐาน (มี อย./บาร์โค้ด) คุณสามารถเสนอสินค้าเข้าแผนกจัดซื้อของ CJ เพื่อวางขายในเชลฟ์ หรือขายร่วมกับแบรนด์ในเครือ (เช่น Nine Beauty หรือBao Cafe) ได้เช่นกัน

ข้อสรุป: ถ้าเป้าหมายคือ "อยากลงทุนเปิดร้านสะดวกซื้อในฐานะเจ้าของร้าน (Franchisee)" แบรนด์หลัก ๆ ในไทยที่เปิดขายแฟรนไชส์อย่างเป็นทางการยังคงเป็น 7-Eleven (งบลงทุนเริ่มต้นประมาณ1.5 – 2.6 ล้านบาท)
หรือ Mini Big C / Lawson 108 แต่ถ้าคุณมีทำเลที่ดินสวย ๆ อยู่ในมือ การเสนอให้ CJ มาเช่า ก็เป็นตัวเลือกที่เก็บกินค่าเช่าได้ยาว ๆ โดยไม่ต้องแบกความเสี่ยงบริหารร้านเอง


Check-list สั้นๆ เพื่อช่วยคุณตัดสินใจ:
1. ถ้าเลือก7-Eleven (แฟรนไชส์):
 เหมาะถ้าคุณพร้อม "ลงมือทำเอง" มีเวลาจัดการร้าน มีทักษะการบริหารคน และพร้อมรับความเสี่ยงเรื่องเป้าหมายยอดขาย แต่ข้อดีคือได้แบรนด์ติดตลาดอันดับ1 ที่คนเข้าตลอด 24 ชั่วโมง


2.ถ้าเลือก CJ More (เสนอเช่าที่ดิน):
เหมาะถ้าคุณมี "ทำเลดีในชุมชน" (หน้ากว้าง 20 เมตรขึ้นไป) แล้วอยากได้รายได้ประจำแบบไม่ต้องเหนื่อยวิ่งเต้นบริหารร้านเอง ให้บริษัทใหญ่จัดการความเสี่ยงทั้งหมดแทน

3. ถ้ามีทำเลแต่ไม่อยากปล่อยเช่า และอยากทำเองด้วย:
อาจลองพิจารณา 7-Eleven (ยื่นทำเลตัวเองเพื่อขอเปิดแฟรนไชส์) หรือคู่แข่งเจ้าอื่นที่เปิดขายแฟรนไชส์ เช่น Mini Big C หรือ Lotus's go fresh ควบคู่ไปด้วยได้


ชั่วโมงนี้ตอบแบบฟันธงให้อย่างชัดเจนเลยว่า:

"แฟรนไชส์ยังคงเป็นทางเลือกที่'น่าสนใจและปลอดภัยกว่าการเริ่มต้นเองจากศูนย์' ในยุคนี้ แต่'ไม่ใช่ขุมทรัพย์สำเร็จรูป' ที่ลงเงินแล้วจะการันตีผลกำไรเสมอไป"

ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่กำลังซื้อผันผวน และต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น โมเดลการเป็น Franchisee เปลี่ยนบทบาทจากการเป็น"ทางลัดสู่ความรวย" ไปเป็น"การซื้อประกันความเสี่ยง" แทน

“3 เหตุผล” ที่แฟรนไชส์ยังคงน่าลงทุน:

1. ซื้อระบบเพื่อลด Risk of Failure (ความเสี่ยงในการเจ๊ง):
การสร้างแบรนด์ใหม่เองในยุคนี้มีต้นทุนค่าการตลาดและค่าลองผิดลองถูกสูงมาก การซื้อแฟรนไชส์คือการจ่ายเงินแลกกับ ระบบที่พิสูจน์มาแล้ว (Proven Model), อำนาจการต่อรองวัตถุดิบ (Economies of Scale), และความคุ้นเคยของลูกค้ารายวัน

2. ได้ประโยชน์จากระบบนิเวศการตลาดใหญ่:
แบรนด์แม่ (Franchisor) มักมีการลงทุนพัฒนาแอปพลิเคชัน, ระบบสะสมแต้ม, และโปรโมชัน O2O (Online-to-Offline) รวมทั้งดีลกับแพลตฟอร์มไรเดอร์เดลิเวอรีให้อยู่แล้ว ซึ่งผู้ประกอบการรายย่อยทำเองได้ยากมาก

3. เข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายกว่า: สถาบันการเงินและธนาคารมักปล่อยสินเชื่อให้กับคนที่ซื้อแฟรนไชส์แบรนด์มาตรฐานได้ง่ายกว่าการขอกู้ไปทำแบรนด์ใหม่ที่ไม่รู้จัก

“2 ความจริง” ที่ต้องยอมรับ (ถ้าคิดจะเข้าสู่วงการนี้)

1. Margin (อัตรากำไร) ถูกบีบแคบลง:
คุณต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์ยอดขายให้เจ้าของแบรนด์ (Royalty Fee / Marketing Fee) หรือต้องซื้อวัตถุดิบจากบริษัทแม่ตามราคาที่กำหนด ยุคนี้กำไรสุทธิส่วนใหญ่จะไม่ได้หนามาก แต่เน้นการเก็บกินระยะยาว

2. ขยันอย่างเดียวไม่พอ ต้อง "เลือกแบรนด์เป็น":
ยุคนี้มีแฟรนไชส์ประเภท"ขายระบบแค่ตอนเริ่มต้น แล้วทอดทิ้ง" เยอะมาก หากเลือกแบรนด์ที่เน้นแต่ขายสิทธิ์
แต่ไม่มีระบบสนับสนุนหรือการควบคุมทำเลทับซ้อน ผู้ซื้อแฟรนไชส์จะกลายเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงทั้งหมดทันที

Checklist ฟันธง: คุณเหมาะกับการลงทุน Franchisee ไหม?




หากต้องการลงทุนในยุคนี้ ควรเลือกลงทุนในแฟรนไชส์ที่มี "ปัจจัย 4 + ความสะดวก" (เช่น ร้านสะดวกซื้อ, อาหาร/เครื่องดื่มทานง่ายราคาคุ้มค่า, หรือบริการที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน) และต้องคำนวณระยะเวลาคืนทุนโดยอิงจาก สภาวะเศรษฐกิจแบบอนุรักษ์นิยม (Conservative) เสมอ

ขอบคุณข้อมูลจาก: CP ALL, Smart SME, Forbes Thailand,panphol.com, Lemon8, Pantip, CJ MORE, Thailand Exhibition, ฐานเศรษฐกิจ