xs
xsm
sm
md
lg

(ชมคลิป) ยอดปังแถมสร้างการรอคอย “ขนมไทย” ที่ไม่แก่! แต่รสชาติตรงปก “แก้วบูทีค” เปลี่ยนภาพจำใหม่ด้วย Collaboration

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“แก้ว Boutique เราเริ่มมาจากเราค่อย ๆ นำเสนอสินค้าใหม่ ๆ ที่เป็นขนมไทยนี่แหละ แต่ว่าเรานำมาดัดแปลงนิดหน่อย หน้าตาใหม่ สูตรก็คือดัดแปลงนิดหน่อยโดยที่ยังคง ความเป็นกลิ่นอายรสชาติไทยที่เราคุ้นเคย ยังมีรสใบเตยที่ชัดเจน รสชาติกะทิที่ยังเป็นกะทิคั้นสดจริง ๆ


ไม่ใช่กะทิยูเอชที ที่กลิ่นหรืออาจจะถูกลดทอนไปอย่างเงี้ยครับ ยังคงแก่นแท้ของความเป็นขนมไทยแต่เรา รูปลักษณ์ใหม่ ๆ หรือว่าบางทีเราอาจจะมีนำรสชาติใหม่ ๆ อาจจะเป็นทางตะวันตกไม่ว่าจะเป็น วานิลลา หรือช็อกโกแลตเราก็ เราเอามาจับมิกซ์แอนด์แมทช์กันหรืออะไรเงี้ยครับ มาลองนำเสนอแบบใหม่ ให้มันมีความ ให้มีสีสันใหม่ ๆ มากขึ้น สำหรับการ Collaboration ตอนนี้รวมกันน่าจะ 11 และถ้าล่าสุดก็น่าจะ 12 แบรนด์แล้วครับ ในระยะเวลาตั้งแต่เมื่อต้นปีที่แล้ว คือมันมีช่วงที่เว้นด้วยมันก็เป็น เพชรว่าจริง ๆ collaboration เพชรก็มีได้คุยกับรุ่นพี่ในธุรกิจดังหลาย ๆ แบรนด์ด้วย บางทีเขาก็จะแบบคอยเตือนนะ บางทีแบบ collaboration เราก็ต้องดูความเหมาะสมหรือจังหวะเวลา ปริมาณ เพราะว่าจริง ๆ บางทีเราทำเยอะไป หรือทำอะไรที่มันไม่ได้เหมาะสมกับเราอย่างเงี้ย มันก็เป็นดาบสองคมได้เหมือนกัน ตัวตนเราที่เรายังเป็น เราเป็นใครก็ยังต้องชูให้ชัดเจนอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้ให้สูญเสียไปกับว่าบางทีแบรนด์อื่นเขา Position วางแบรนด์เขาแบบนี้ กลุ่มลูกค้าแบบนี้ บางทีเราทำอะไรเยอะ ๆ ด้วยกันไปบางทีมันอาจจะไหลได้เหมือนกัน” เมธัส ชัยมงคลานนท์ หรือคุณเพชร CEO และ Co-founder ของ “แก้ว Boutique” ที่ฟังจากชื่อแล้วหลายคนอาจจะคุ้น ๆ ว่า “ใช่เจ้าเดียวกัน” กับร้านของฝากชื่อดังในจังหวัดกาญจนบุรีไหม? ซึ่งคำตอบคือ ใช่ เพราะว่าแก้วบูทีคจากคำบอกเล่าของคุณเพชรทำให้เราได้ทราบว่า เป็นทายาทของร้านแก้วของฝากกาญจนบุรีจริง ๆ ที่ต่อยอดธุรกิจมาจากรุ่นคุณพ่อ คุณป้า คุณลุง ซึ่งเป็นรุ่นที่ 1 ของการก่อตั้งแบรนด์ เพื่อนำเอา “ขนมไทย” รากเหง้าเดิมของร้านแก้วมานำเสนอใหม่ “Creative Thai Dessert” ฉบับคนรุ่นใหม่ที่จะทำให้ “ขนมไทย” ไม่แก่! แต่ดูดีและเป็นคนมีสไตล์ด้วย collaboration


ชื่อร้าน “แก้ว Boutique” ที่มีสินค้าหลักเป็น “ขนมไทย”
“ก็จริง ๆ ในชื่อของร้าน “แก้วบูทีค” เรามันมี hint อยู่แล้วก็คือคำว่าแก้ว เนาะ ซึ่งคำว่าแก้วนี่ก็คือมาจากร้าน (แบรนด์แม่) ของเราก็คือ ร้านแก้วของฝากกาญจนบุรีครับผม ที่มีมาประมาณ 30 กว่าปีแล้วครับผม ก็ก่อตั้งโดยผู้บริหารและก็เจ้าของเจนเนอเรชั่นที่1 ก็คือรุ่นคุณพ่อ คุณป้า คุณลุง ของเพชรครับผม แล้วก็เราก็แก้วบูทีคเนี่ยเราก็เลยคิดว่าเราอยากจะต่อยอด นำสิ่งดี ๆ ที่เจนเนอเรชั่นที่1 ทำไว้แล้วไม่ว่าจะเป็น ขนมไทย ที่มีคุณภาพดี ใช้กะทิ วัตถุดิบคุณภาพอย่างดีเนี่ย เอามาทำสานต่อให้เขาสามารถ live on ต่อไปได้ในยุคปัจจุบัน” ส่วนคำว่า “Boutique” ก็ถ้าเราลองไปดูในอินดัสทรีของโรงแรมหรือว่าเสื้อผ้าอาจจะเห็นคำนี้บ่อยมากกว่า ซึ่งคำว่าบูทีคมันมักจะอยู่กับโรงแรมหรือเสื้อผ้าหรืออะไรที่เขาต้องการจะ represent ความสตอรี่เทลลิ่ง หรือว่าคอนเซ็ปต์ เบื้องหลังของร้านหรือว่าสิ่งที่เขาทำ ซึ่งเรารู้สึกว่าเรามี “ร้านแก้ว” แล้วเรามีเรื่องราวดี ๆ ที่เราอยากจะเอามาชูแล้วก็ยกระดับ และก็มาเล่าเรื่องต่อ เป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ ๆ ที่อาจจะยังไม่ได้เคยมีใครหยิบมาเล่าเรื่องขนาดนั้น เราเลยคิดว่าจริง ๆ เอาสองคำนี้มาอยู่ด้วยกันมันก็จะน่าจะ represent ความที่เป็นเราได้ชัดเจน


สร้างภาพจำ “แบรนด์ปัง” ได้ไว! ด้วยการ Collaboration
ตอนที่เราเริ่มต้นเนี่ยเราก็เริ่มจากสารตั้งต้นของเราเองเลย ก็คือเป็นขนมไทย เราก็นอกจากจะปรับหน้าตารูปลักษณ์แล้ว เราก็ยังลองนำเสนอเอาตัววัตถุดิบใหม่ ๆ ที่มันไม่ได้เคยอยู่ในขนมไทย มาลองมิกซ์แอนด์แมทช์กัน ไม่ว่าจะเป็น จากทางตะวันตกเอยหรือว่าประเทศเพื่อนบ้านเราที่อาจจะเป็นรสชาติที่เราไม่ได้คุ้นเคยขนาดนั้น มาลองค่อย ๆ หยอดลงไป หยอดลงไป เพื่อสร้างสีสันความแปลกใหม่มากขึ้น“แต่ว่าใด ๆ ทุกอย่างที่ยังเป็นของไทยแท้เนี่ย  เราก็ยังคงคุณภาพเขาไว้อย่างดีเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็น ใบเตย เราก็ทำคั้นสดทุกวัน กะทิ เราก็ไม่ได้ใช้กะทิกล่องหรือว่ายูเอชที ที่กลิ่นอายของเขาของกะทิก็อาจจะไม่ได้เทียบเท่ากับกะทิคั้นสอดอย่างเงี้ยครับ” ก็ยังจะพยายามใช้อะไรที่เป็นแก่นแท้ของแก้วดั้งเดิมอยู่ แต่ว่าเรานำเสนอสิ่งใหม่ ๆ เข้าไป

ถามว่าการตอบรับของ “ลูกค้า” มีทั้งดีและไม่ดี ก็คือมีทั้งดีและไม่ดีเนี่ยก็คือ ตัวที่ดีเราก็เหมือนกับว่า เอ้อทำไมมันถึงดี? ก็ต้องมารีเฟล็กซ์กับ ตัวที่ไม่ดีก็ลองเปรียบเทียบกันว่า ทำไมมันถึงต่ำ ตัวนี้ดี แล้วตัวนี้ไม่ดีตอนนั้นที่เราได้เรียนรู้ก็รู้สึกว่า ถ้าเราทำอะไรที่มันฉีกเกินไปแบบเกินขอบเขตที่ ลูกค้าอาจจะคุ้นชินคุ้นเคยกับขนมไทยมันอาจจะ เข้าใจยากไปนิดหนึ่ง อาจจะเข้าไม่ถึงเราก็เลยต้องแบบปรับจูน ความ Creativity ที่เราอาจจะเอ๊ย! ลองทำอันนั้นอันนี้ให้มันอยู่ในกรอบที่เรารู้สึกว่า ลูกค้ายัง comfort แล้วก็สะดวกสบายใจที่จะลอง ลองซื้อสิ่งนี้อย่างเงี้ยครับ”แล้วก็รวมถึงพอเราวกกลับมาที่เรื่อง collaboration ก็เป็นหนึ่งใน Solution ที่เรามองถึงความเป็น Creative Thai Dessert ของเราเหมือนกัน เพราะว่าพอเรามีอะไรที่อยากจะลอง อยากจะทำให้ขนมไทยมันแตกต่าง หรือว่าสร้างสิ่งใหม่ ๆ โดยที่ยังคงความเป็นไทยอยู่ด้วยอย่างเงี้ย แต่ว่าพอบางทีมันครีเอทีฟมาก ๆ เนี่ยมันเกินขอบเขตที่เขาไว้วางใจเราCollaboration ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราอยากจะสรรหาพาร์ทเนอร์ที่เขามีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น รสชาติจากต่างประเทศ สมมติว่าแบรนด์นี้ทำไอศกรีมเป็นรสชาติแนวฝรั่งเศส เราอยากจะนำเสนอรสชาติไทยกับฝรั่งเศสมาแมทช์กันเราก็เชิญร้านไอศกรีมมาแบบเอ๊ยเรามีไอเดียแบบนี้สนใจไหม? ลองทำด้วยกันอย่างเงี้ยครับผม” ในปีที่ผ่านมาก็เริ่มไอเดียประมาณนี้เลย ซึ่งตอนที่ทำเนี่ยก็ได้ฟีดแบ็คที่ดีกว่าทำคนเดียวตั้งแต่โปรเจคท์แรกเลย


เพราะว่าเพชรเนี่ยเคยทำตอนนั้นเราก็ลองทำแบบ พวกรสชาติออกเป็นแนวตะวันตก ตอนนั้นเคยทำ “ขนมชั้น” รสแบบว่า มัทฉะ
หรืออะไรอย่างเงี้ยเป็นญี่ปุ่น ก็มีคนที่สนใจ แต่ว่ามีคนที่ไม่กล้าลอง แล้วก็คนที่สนใจก็มีชอบไปเลยด้วย มันจะเรียกว่าเป็นกลุ่มที่ “เฉพาะกลุ่ม” และก็Niche ประมาณหนึ่ง ทีนี้ตอนนั้นเพชรก็คิดว่าถ้าเราอยากให้คนเชื่อใจเรามากขึ้น ขยายให้จาก Niche มันกว้างขึ้น เราก็เลยฟิลอินคนที่เขาเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ด้านนั้นจริง ๆ อย่างแบบตอน พอเราลองทำเป็นตัว “ทองม้วนสด” อย่างเงี้ยครับ ทองม้วนสดกรอบ ที่เป็นเมนูซิกเนเจอร์ของเรา“แล้วเราอยากลองทำรสชาติแบบ ช็อกโกแลต หรืออะไรที่มันเป็นฝรั่งเศสตะวันตกหน่อย แล้วลองคุยกับร้านแวนไอศกรีมชื่อ Montagne ตอนนั้น เราก็มี vision ตรงกันว่าเราอยากจะพัฒนาขนมไทยให้มันเป็นที่รู้จักมากขึ้นนะ ให้คนแบบว่ากลับมาสนใจขนมไทยมากขึ้น”มาลองทำด้วยกัน ตอนนั้นก็เลยได้ออกมาเป็นตัว ทองม้วนสดกรอบรสช็อกโกแลต Praline คัสตาร์ดมะพร้าวอ่อนครับผม ก็เป็นคัสตาร์ดมะพร้าวน้ำหอมมี “เนื้อมะพร้าวอ่อน” ที่มาแมทช์กับช็อกโกแลตพาลีเน่มีกลิ่นอายเฮเซลนัทสไตล์ฝรั่งเศส มีกรุบกรอบ มีชุ่มฉ่ำเยิ้ม ๆ ของช็อกโกแลตด้านในอะไรอย่างเงี้ยครับ ก็เข้ากันได้ดีเลย ลูกค้าก็ให้การตอบรับที่ดีมากตอนนั้น ก็เป็นจุดเริ่มต้นทอล์คออฟเดอะทาวน์ของความเป็น การ collab ของเราในช่วงเริ่มต้นเลย


เป็นมากกว่า Marketing แต่คือการสร้าง “ความเชื่อใจ” ด้วย
ในช่วงแรก ๆ เพชรก็เข้าไปอยู่ในหน้า Shop ของตัวเองตลอดเลย เราได้ให้ข้อมูลกับลูกค้า ลูกค้าก็ให้ข้อมูลกับเราด้วยเหมือนกัน บางทีเราก็ถามว่าแบบ เป็นยังไงบ้างครับ ชอบไหม ฯลฯ หรือบางทีก็จะเห็นด้วยว่า เป็นลูกค้าที่เดินกลับมาหรือเปล่า เป็นลูกค้าแบบเอ๊ยเมื่อวานเขามาซื้อวันนี้เขามาอีกแล้ว เพชรจะได้สัมผัสอะไรแบบนี้แบบใกล้ชิด และก็รวมถึงในทีมเราด้วยที่เราก็อยากให้เขาเข้าใจว่าเอ๊ยเรากำลังทำอะไร สินค้าเราเป็นแบบนี้ ตัวตนของแก้วบูทีคเราคืออะไร ให้พนักเราเนี่ยในองค์กรได้เข้าใจไปด้วย

“คือตอนนี้เพชรมองว่าตัวcollaboration ครับเป็นหนึ่งใน มันแบบเกือบจะมองไปว่าไม่ใช่แค่ Marketing แล้วแต่ว่าอาจจะต้องเป็นในเชิงของ “กลยุทธ์” เลยด้วยซ้ำ” ถ้าลองมองดูหลาย ๆ ทุกวันนี้คือเห็นตลอด คือแทบจะทุกแบรนด์ที่เพชรรู้จักก็จะมี collaboration จริง ๆ collaboration อาจจะตอบโจทย์ได้หลากหลายมาก มีพูดถึงเรื่องของ Trust ของความเชื่อใจว่าเออเราไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น อะไรอย่างเงี้ยครับ ซึ่งถ้าเราลองมองในยุคนี้เราก็มีธุรกิจ SMEs หรือว่าเจ้าอื่น ๆ ที่แบบขึ้นมา ความรวดเร็ว ของตลาดมันเร็วขึ้นมาก มันไม่ได้เหมือนก่อนที่เจ้าใหญ่ก็จะทำทุกอย่าง เก่งทุกอย่าง ตอนนี้มันไม่ได้มีใครที่เก่งทุกอย่างแล้ว แบบบางคนก็ชำนาญเรื่องนี้ อีกคนนึงชำนาญเรื่องนี้


ตอนนี้รวมกันน่าจะ 11 และถ้าล่าสุดก็น่าจะ 12 ครับ(แบรนด์ที่มา collab กัน) ในระยะเวลาตั้งแต่เมื่อต้นปีที่แล้ว ประมาณแต่ว่าตอนนี้ก็กลางปีก็ถ้าจริง ๆ เฉลี่ยก็อาจจะเดือนละแบรนด์ ส่วนที่ไป collab กับหนังของดิสนีย์มาด้วยตอนนี้ก็ 2 วาระแล้ว“ก็ต้องบอกว่าจริง ๆ คืออันนี้เป็นโปรเจคท์ที่ไม่ได้เหมือนกับ collaboration กับแบรนด์อื่น ๆ ที่ผ่านมา อันนี้เรียกว่าเป็นโปรเจคท์ที่ทาง Disney เนี่ยเขาต้องการที่จะปล่อยตัวหนังเนาะ แล้วก็เขาก็สนใจอยากได้ SME แหละแบบไปอยู่ในงาน เพื่อที่จะแบบให้กิจกรรมลูกค้าคนที่เข้ามาในงานนี้ที่เขาเชิญเข้ามา มีอะไรทานแล้วก็มีกิจกรรมในงานใช่ไหมครับ ให้มีสีสัน เราก็จริง ๆ เราไปด้วยตัวซิกเนเจอร์ของเราก็ได้ แต่ว่าเราก็เป็นคน offer เองว่าเอ๊ยเดี๋ยวเราทำเมนูพิเศษเพื่อให้เข้ากับ Theme งานตัวหนัง เพื่อจะได้โปรโมทไปด้วยไหม? เวลาคนมาทานก็จะได้แบบ อ๊อเออ! เกี่ยวกับหนังอะไรอย่างเงี้ยครับผม” เราก็เสนอไป เขาก็ตอบรับได้ดีเขาบอกว่า เออดีเลยก็จะได้ช่วยกันเสริมในวันงานอย่างเงี้ยครับ อย่างงานล่าสุดนี้เราไปงาน Toy Story ก็ดีมากเลยอันนี้น่ารักมีอยู่ในตู้ด้วยตอนนี้ ทางดิสนีย์เขามีปล่อยตัวหนังใหม่ชื่อ “ทอยสตอรี่ 5” เนาะ ที่เป็นน้องตุ๊กตาบัชไลท์เยียร์ต่าง ๆ อะไรเงี้ยครับ เพราะว่าเราก็เคยร่วมงานกันมาก่อนก็ไปออกงาน “Grogu” มาเขาก็เลยเชิญว่าเอ๊ยมาไหม? ตั้งบูธเราก็แจกขนมให้ เราก็ไปซับพอร์ตเขาแบบเต็มใจไปซับพอร์ต เตรียมขนมไปทีนี้เราก็เหมือนทำตัวเมนูขึ้นมาให้มันrepresent หรือว่าเป็นตัวแทนของหนัง Toy Story 5 ด้วย เพื่อให้แบบมันน่ารักแหละและก็ให้คนมารู้สึกว่าแบบ เราทำพิเศษให้กับหนังโดยเฉพาะ


กระตุ้นยอดขายและสร้างการรอคอย ในฐานะของ “Seasonal Product”
ก็จริง ๆ ถ้าเล่าเรื่องของศาสตร์ “Seasonal Product” ว่าทำไม Seasonal ต้อง Seasonal แล้วมีเฉพาะแค่ช่วงเวลา เวลาหนึ่งโดยหลักการแล้วปกติที่เราใช้กันแบบพวก Seasonal Product เราก็จะ ต้องการให้มันเป็น Seasonal อยู่ในช่วงนั้น เพื่อเป็นเหมือนความศักดิ์สิทธิ์ของสินค้าเฉพาะช่วงเวลา เราเรียกว่าเหมือนเป็น time limitation ของตัวสินค้าว่า เอ๊ยถ้าคุณไม่ได้มาทานช่วงนี้ มันไม่มีแล้วนะ! ดังนั้นบางทีก็จะมีความรู้สึกของ เขาเรียก FOMO (Fear of Missing Out) ครับว่าเอ๊ยฉันต้องมาซื้อแล้ว! ต้องมาทาน ต้องมาลอง แล้วแบบชอบไม่ชอบค่อยว่ากันหรืออะไรอย่างงี้ใช่ไหมครับ” หรือบางทีแบบเขามาทานแล้ว จบไปแล้ว คนก็จะบอกว่าอึ๊ยชอบจังเลย ยังอยากกินอะไรเงี้ย บางทีก็แบบเราก็จะอึ๊ยแต่เรามีอะไรออกมาใหม่ ๆ นะ คอยติดตามได้(สร้างการรอคอย) ซึ่งจริง ๆ อันนี้มันก็เป็น มันมองว่าก็เป็นความสนุกก็ได้ หรือมองว่าเป็นสิ่งที่แบบแปลกใหม่ก็ได้ หรือว่าเราจะมองว่าเป็น strategy เรื่องของ Solution กับยุคปัจจุบันก็ได้


ปีกว่า ๆ ขยายสู่ 10 สาขา ตรึงลูกค้าหลักเป็นกลุ่ม Officer
คีย์พอยท์ของ collaboration เพชรว่า มันคือการร่วมมือกัน คีย์พอยท์เลยคือเราต้องมองของเรื่อง Give and Take ให้ได้ ถ้าสมมติเราคิดแค่แบบของเราฝ่ายเดียวมันจะเป็น collaboration ที่มันจืดมากเนาะ เพราะว่าเราจะไม่เข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งเลยว่าเราจะ เขาต้องการอะไร แล้วเราจะร่วมมือกันแล้วสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าเรามองเขาแบบ เราอยากได้อันนี้ เราจะเอาแบบเน้นแบบนี้ อย่างเงี้ยคือเพชรว่า จะเป็น collaboration ที่ successful ได้ยากแล้วกัน หรืออาจจะเกิดขึ้นได้ดีก็ได้ถ้าสุดท้าน End Product มันดี Resolve ดี แต่ว่าเพชรคิดว่าการร่วมงานกันก็จะยากและก็ได้ Resolve ออกมาก็จะยากเหมือนกันเพราะว่าเราไม่เข้าใจว่า เราร่วมมือกันเพื่ออะไร“ถ้าเราเข้าใจ give and take แล้วว่าเอ๊ยเราร่วมกันเนี่ย เขาต้องการที่จะ Drive สิ่งนี้นะ สิ่งที่เขาชอบในตัวเราเนี่ย แล้วสิ่งที่มันเป็นเราเนี่ย มันไปแมทช์กับเขาได้ยังไง”ต้องทำความเข้าใจกันทั้งสองแบรนด์ แบรนด์เราก็ต้องเข้าใจเขา แบรนด์เขาก็ต้องเข้าใจแบรนด์เราว่า เราเป็นใคร เราทำอะไร ลูกค้าเราคือใคร แล้วเราตอบโจทย์แบรนด์เขายังไง แล้วสิ่งที่เราอยากจะสร้างกันขึ้นมาเนี่ย มันเป็น Solution จริง ๆ ไหมสำหรับเป้าหมายที่เราอยากจะทำกันทั้งคู่

จริง ๆ สัดส่วนของ “สินค้า” ที่เรามีเป็นสินค้าOwn house เป็นโปรดักส์ของเราเองแก้ว Boutique ก็ 90% ส่วนตัว collaboration เนี่ยเราก็จะมี เวียนอยู่แล้วปกติเราแบบ เดือนนึงจริง ๆ ก็คือ ถ้าเรามีขายที่หน้าสโตร์เราก็แค่ 1 แบรนด์เท่านั้น ถ้าจะมีเป็น collaboration กับแบรนด์อื่นแล้ววางขายที่หน้าร้านเราเพื่อ ไม่ให้แย่งซีนกันด้วย ไม่ให้ลูกค้าสับสนหรืองง แต่ว่าจริง ๆมันสามารถทำได้มากกว่าหนึ่ง มันอยู่ที่ Storytelling มันอยู่ที่การสื่อสาร ก็มีหลายแบรนด์ที่ collab พร้อมกันเลยแบบ 4 เมนู 4 แบรนด์ อย่างเงี้ยครับซึ่งมันทำได้ แล้วก็เพชรว่าฟีดแบ็คดีด้วย แต่ว่าเรายังไม่เคยทำ


“จากที่เรา Pop Up มาถึงตอนนี้ประมาณ 2 ปีครึ่งครับ เราเริ่มจากป๊อบอัพก่อน ในห้างฯ ครับ เอ่อที่แรกที่สีลมคอมเพล็กซ์เป็นป๊อบอัพครับ ใช่ เป็นป๊อบอัพแบบว่า ลงทุนต่ำ ๆ เลยแค่แบบว่า มีโต๊ะตัวนึง ฟิวเจอร์บอร์ดแปะหน้าแล้วก็เอาผ้าคลุม ตอนนั้นยังเป็นโลโก้ “แก้ว” อยู่เลย แต่ว่าเราค่อย ๆ แทรกแบบ แก้ว Boutique เข้าไปในโลโก้ของพวกแบบ แพคเก็จจิ้งขนมนิดหนึ่ง มีสติกเกอร์แล้วก็แปะแก้วบูทีคเข้าไป” บางทีลูกค้าก็จะถาม เราก็จะเล่า อะไรอย่างเงี้ยครับ ทีนี้พอผ่านไปประมาณปีนึงเลยก่อนที่เราจะมี Permanent Shop ที่แรกที่เรามีนี่คือ ปีที่แล้ว ก็คือนับมาตอนนี้ก็น่าจะปีครึ่ง ใช่ ๆ ของแก้วบูทีคที่เป็น Journey สาขาแรกที่ เซ็นทรัลฯ ชิดลม ตอนนั้นเราก็คือทำ Branding ชัดเจน ตัวตนแก้วบูทีคก็ชัดแล้ว เราก็จริง ๆ พร้อมที่จะเริ่มเป็นร้านใหญ่ขึ้นอะไรเงี้ยครับ“แล้วเราก็ดูแหละว่า Location ตรงนั้นก็เป็นที่ ๆ กลุ่มลูกค้าเราอยู่ด้วย เพราะว่าตอนนั้นเนี่ย กลุ่มลูกค้าหลักเราเลยคือ Officer เป็นออฟฟิศเวิร์กเกอร์ที่อยู่ตามออฟฟิศ สำนักงาน อะไรเงี้ยครับ ซึ่งจริง ๆ โซนนี้ สาทร ตอนนั้นที่เรามา สีลมคอมเพล็กซ์ก็เยอะ โซนชิดลมก็เยอะเหมือนกัน ตั้งแต่ตึกเซ็นทรัลก็มีพนักงานออฟฟิศเต็มไปหมดอย่างเงี้ย” พักกลางวันคนก็เดินหาของกินแถวนั้น ดังนั้นตอนนั้นเราก็เลยโอเคเราว่า เราไปเพราะว่าลูกค้าเราอยู่ตรงนั้น ซึ่ง officer หนึ่งแต่ว่าอันนั้นคือเวลาเราดู เหมือนลูกค้าก็จะมีในเรื่อง ดูหลายอย่างอาจจะ อายุ อาชีพ สถานที่ที่อยู่หรือว่า แต่เพชรว่าที่สำคัญเลยคือ เรื่องของ “คุณค่า”ว่าเขาให้คุณค่ากับอะไร และก็ไลฟ์สไตล์เขาเป็นยังไง อิโมชั่นเขาชอบหรือถูกจริตกับอะไร อย่างเงี้ยครับ

“ซึ่งส่วนมากที่เราศึกษามาเนี่ย แพคเก็จจิ้งที่เราทำ สไตล์สินค้าที่เราทำ ขนมไทย ที่มีรูปลักษณ์เปลี่ยนไป รสชาติใหม่ ๆ อะไรเงี้ยก็ค่อนข้างไปในกลุ่มของ officer ที่เป็นวัยแบบประมาณนี้ Gen Y หรือ Gen Z ลงมาแล้วก็เขาชอบลองอะไรใหม่ ๆ ชอบแบบสินค้าที่กินแล้วเขาดูแบบ เขายังดูวัยรุ่นน่ะเขายังไม่ได้อยาก เขายังไม่ได้อยากดูแก่เหมือนรุ่นพ่อแม่หรือว่าแบบ รุ่นคุณปู่-ย่าที่กินขนมไทยดั้งเดิมโบราณอย่างเงี้ย” อันนั้นคือเพชรก็รู้สึกว่า เอ๊ยสิ่งนี้มันก็ตอบโจทย์กับกลุ่มคนที่อยู่ตรงนี้แหละ คือกลุ่ม officer ที่อยู่ตรงนี้เขาก็สไตล์ประมาณนี้ แต่งตัวดูดี ชอบแบบว่าทานอะไรที่แล้วเขารู้สึกว่ามันเป็น ตัวตนของเขา อย่างเงี้ยครับเรารู้สึกว่าโอเคดังนั้น เซ็นทรัลชิดลมก็น่าจะเป็น Destination ที่ดีครับ เราก็เลยเลือกไปซึ่งก็ ก็ถือว่าเป็นช้อยส์ที่ถูกต้อง ใช่ครับ ณ ปัจจุบันนี้รวมแล้วที่เปิดไปก็มีประมาณ 10 สาขาแล้ว


“ขนมไทย” ที่ไม่แก่! อร่อยและดูดีแบบคนมีสไตล์
เจ้าของแบรนด์ “แก้ว Boutique” คุณเพชร-เมทัส ชัยมงคลานนท์ บอกด้วยว่า ถ้าเราเทียบ “ขนมไทย” เราต้องบอกว่า เราเทียบกับอะไร ถ้าเราเทียบกับขนมชั้นที่ตลาดนัดแน่นอนว่ามัน แพงกว่า อยู่แล้วใช่แบบว่าก็ต้องดูว่าเรา อย่างที่เพชรบอกว่า ขนมชั้น ถ้าสมมติกินคุณอาจจะรู้สึกว่าเอ๊ยก็ใกล้เคียง ถ้าต้องการกินแค่ขนมชั้น เราต้องการแค่รสชาติ เขาก็อาจจะพอแล้ว เขากินขนมชั้น 20 บาทก็ได้ที่ตลาดนัดถูกไหมครับ“แต่ว่าแล้วทำไมต้องกินขนมชั้นที่เรา? อะไรเงี้ยเพชรว่ามันก็ เราก็ให้คุณค่าในนั้นมันก็มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแบบ ทั้งเบื้องหลังที่เราจะทำ SOP มาตรฐานการผลิตให้ได้มาตรฐาน ที่ทุกครั้งคุณกลับมากินขนมชั้นจะได้เนื้อสัมผัสนี้ ได้ความหวานน้อยแบบนี้ ได้หน้าตาแบบนี้ ใช่ไหมครับ แล้วก็ไม่ว่าจะในเรื่องของ Customer Experience ที่เราก็เทรนพนักงานเราให้ทำบริการลูกค้ายังไง หน้าตาสินค้าที่คุณมาแล้วคุณไม่ได้ซื้อแค่ขนมชั้นแต่ว่า คุณได้แบบเอ๊ยถ่ายรูปได้ ถืออวดเพื่อนได้ว่าฉันกินสิ่งนี้แล้วฉันภาคภูมิใจในการกินสิ่งนี้” เพชรว่ามันก็มีหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเหมือนกินก๋วยเตี๋ยว ชามละ 20 กับกินก๋วยเตี๋ยวชามละ 120 เพชรว่าจริง ๆ มันเหมือน ถ้าเราลองแงะเข้าไปดูจริง ๆ Cost เบื้องหลังของก๋วยเตี๋ยว 20 บาทกับก๋วยเตี๋ยว 120 บาท ก็คนละเท่าตัวเลยเหมือนกัน ดังนั้น เพชรรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำให้ลูกค้าโดยจริงใจจริง ๆ Value ที่เราอยากให้เขา มันมีมูลค่าอยู่ในนั้น แล้วเราก็มันก็รีเฟล็กซ์ออกมาด้วยตัวราคาที่เราก็ เราเชื่อว่าเราไม่ได้ตั้งเกินโดยที่แบบว่าเราจะแบบว่า หน้ามืดตามัวหน้าเลือดเอาสูบเงินจาก Customer เรา ใช่



“เพชรว่าทุกคน SMEs หรือ Entrepreneur ทุก ๆ เจ้าก็พยายาม เหมือนกับหาอะไรเข้ามาทำหรือว่าเสิร์ฟให้ลูกค้าที่เรายังอยู่กับเราเนี่ย ก็กลับมา คอยซับพอร์ตเราตลอด แล้วเราก็ยังจะทำอะไรที่จะให้คุณค่ากับเขาได้ไปเรื่อย ๆ โดยที่แบบว่ามันไปได้ long term ไม่ได้แค่แบบเจอแล้วมันจบ เพราะว่าเราก็มองเป็นเกมส์ระยะยาวอยู่แล้วครับ” ก็พยายามหา Wow effect อะไรขึ้นมาเรื่อย ๆ ครับหรือว่าปรับโมเดล สมมติสินค้าที่อยู่ได้ระยะสั้นเราอาจจะมองหา Snack หรือหาของที่อยู่ได้นานขึ้นแล้วก็ขยายไปตลาดออนไลน์ หรือว่าตลาดพวกโซเชียลคอมเมิร์ชผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ก็ต้องปรับไปตามเวลาของตลาด หาสินค้าที่เข้ากับฟอร์แมทช์นั้นได้และก็เพิ่มเติมไป หรือว่าจะมีแบบตอนนี้อึ๊ยคนเห็นว่า “ขนมไทย” ประเภทนี้ success มีคน jump in เข้ามาเรื่อย ๆ อย่างเงี้ย มันก็เป็นหนึ่งใน Challenge ที่เราก็ต้องไป แล้วก็เราจะเผชิญหน้าเรื่องนี้ยังไง ส่งผลกับเรามากน้อยแค่ไหนอะไรอย่างเงี้ยครับ ก็ต้องประเมินกันตลอด แล้วเราก็ปรับตัวไปเรื่อย ๆ

ยอดปังแถมสร้างการรอคอย “ขนมไทย” ที่ไม่แก่! แต่รสชาติตรงปก “แก้วบูทีค” เปลี่ยนภาพจำใหม่ด้วย Collaboration สามารถติดตามร้านและขนมไทยอร่อย ๆ แบบว้าว! ได้ทาง FB : Kaew Boutique และโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ในชื่อเดียวกันนี้ หรือโทร.065-445-3638 ขอบคุณสถานที่: ดุสิต เซ็นทรัล ปาร์ค

คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด