“จริง ๆ เนี่ยเราไม่ได้มีการบันทึกว่า “ย่าเฮียง” เริ่มเมื่อไหร่นะครับ แต่จากคำบอกเล่าของญาติ ๆ ที่สืบทอดกันมาเนี่ยเรานับปีนี้ “สงกรานต์” ที่ผ่านมาเนี่ยเป็นปี 112 ขึ้น 113 คือมันจะมีกระบวนการหลัก ๆ ในการทำน้ำอบไทยก็คือ 1. อบด้วยควันเทียน กับ 2. การปรุงกลิ่นหอม
เราก็ยังคงคอนเซ็ปต์ของ 2 ตัวนี้ไว้เป็นหลัก เพียงแต่ว่ามันจะมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการให้เข้ากับกำลังการผลิตหรือว่า แมสโปรดักชั่นมากขึ้น การที่เราสืบทอด “น้ำอบไทย” เนี่ยเรายังอยากสืบทอดกระบวนการผลิตน้ำอบไทยด้วย ใช่ คือมันเป็นความตั้งใจของเราที่จะรักษากระบวนการตรงนี้ไว้ เครื่องจักรฯ สามารถทดแทนได้ไหม? ทำได้ครับผมแต่ก็ มันก็จะเป็นการลงทุนที่สูงขึ้นมันหมายความว่า คือเราต้องมีฐานลูกค้าที่มากขึ้น เพียงพอกับกำลังการผลิตที่เครื่องจักรจะสามารถทำได้ เมื่อเปลี่ยนจากแรงงานคนมา สำหรับของเราเนี่ยสินค้าเราขายได้ช่วงสงกรานต์เนี่ย ปีต่อปี เพราะฉะนั้นกำลังการผลิตคนในแต่ละวัน ที่เราสะสมไว้เพื่อสต็อกไว้สำหรับขายสงกรานต์หน้าเนี่ย มันยังเพียงพอกับยอดขาย แต่ถ้าถามว่าธุรกิจนี้มีการแข่งขันเป็นอย่างไรบ้าง หลัก ๆ เลยก็น่าจะเป็นในเรื่องของ สภาพเศรษฐกิจ แล้วก็เทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ที่มันจะทำให้การใช้ตัวน้ำอบไทยลดลงนะครับผม ก็คือยัง ตอนนี้เนื่องจากเรายังผูกกับเทศกาลอยู่ซึ่ง “โควิด-19” เนี่ยเป็นตัวพิสูจน์แล้วว่า เทศกาล มันไม่ได้แน่นอนเสมอไป เพราะฉะนั้นคือตรงนี้ มันจะเป็นอุปสรรคที่จะทำให้อนาคตเราเนี่ย จะถูกดิสรัปฯ หรือว่าถูกลดการใช้งานลง” ดิษฐพงศ์ ธ.เชียงทอง หรือ คุณน๊อต ในฐานะของทายาทรุ่นที่ 4 น้ำอบไทยนางลอย ที่เราคนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกันมากับสินค้าไทย ๆ แบรนด์นี้และโดยเฉพาะพอเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่หรือสงกรานต์ของทุกปี น้ำอบนางลอย ก็มักจะเป็นไอเทมแรก ๆ ที่ถูกใช้ในวาระโอกาสนี้เสมอ ๆ แต่พอมาได้รู้ว่าอายุของธุรกิจมีความเก่าแก่ที่เกิน 100 ปีขึ้นแล้ว! ก็ยิ่งทำให้เราอยากจะรู้ว่าแล้วเขามีวิธีการในการปรับตัวมาท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไปมาก! จนถึงปัจจุบันนี้เขาทำอย่างไร ในการไปต่อของสินค้าที่ดูเหมือนว่าจะขัดไปกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนในยุคนี้ที่น้ำอบไทยอาจจะไม่ใช่ของจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่ทว่าถึงตอนนี้ธุรกิจนี้ก็ยังอยู่(อยู่มาได้) และที่น่าทึ่งมาก ๆ อีกอย่างหนึ่งคือว่า กระบวนการผลิตที่ยังคงอนุรักษ์รูปแบบเดิมเอาไว้ด้วย นี่มันคือ “ตำนาน” ที่ยังมีชีวิตมาถึงจะ 113 ปีแล้ว!
“ไปซื้อน้ำอบไทยของแม่เฮียง ที่ ตลาดนางลอย”
น้ำอบไทยเนี่ยจะเป็นเครื่องหอมที่ได้รับความนิยมมากมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ก็ตั้งแต่ย้อนไปแบบสุโขทัย อยุธยา อะไรประมาณนี้ ก็คืออาจจะคลุมเครือนิดหนึ่งเพียงแต่ว่ามันเป็นเครื่องหอมที่ส่วนใหญ่จะเป็น “เจ้านาย” ที่ใช้กันในรั้วในวัง จนสืบทอดต่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 2 ที่ท่านโปรดการใช้เครื่องหอมไทยมาก แล้วก็เหมือนกับมีการแจกจ่าย “สูตร” ให้ชาวบ้านภายนอกได้ใช้กัน นะครับ โดยสูตรในสมัยนั้นมันก็จะเป็นการที่นำ “น้ำสะอาดมาลอยด้วยดอกไม้ไทยที่มีกลิ่นหอม” และก็อบด้วย “ควันเทียน” เพื่อให้ตัวน้ำเนี่ยมีกลิ่นหอมและก็ใช้กับร่างกายในฐานะเครื่องหอม โดยสมัยนั้นก็จะเป็นสูตรของแต่ละครัวเรือนไปว่าบ้านนี้ชอบกลิ่นนี้ บ้านนี้ชอบดอกไม้ดอกนี้ ก็จะเป็นสูตรของแต่ละบ้าน แล้วก็ตัวน้ำอบไทยในสมัยนั้นมันจะมีอายุที่ค่อนข้างสั้น มันก็เลยจะต้องทำกันเป็นแบบวันต่อวัน ทำปริมาณน้อยและก็ครอบครัวทำวันต่อวันเพื่อใช้ในวันนั้น ๆ
แล้วก็พอมาถึงยุคสมัยที่มีชาวต่างชาติเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี เริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 มามันก็จะมี “น้ำหอมฝรั่ง” ที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย“ก็เป็นเหมือนกับเป็น “โอกาส” ที่ “คุณย่าเฮียง” ที่เป็นรุ่นที่ 1 ของน้ำอบนางลอยเนี่ย ช่วงประมาณต้นรัชกาลที่6 ได้มีการนำตัวน้ำหอมฝรั่ง มาคิดค้นร่วมกับสูตรน้ำอบไทย เราก็เลยจะเรียกว่าเป็นการทำน้ำอบไทยประยุกต์ ที่นำหัวน้ำหอมฝรั่งมาใช้แทนตัวดอกไม้หอม โดยมีการคิดค้นสูตรให้แบบมีกลิ่นมีความเป็นไทย มีกระบวนการของน้ำอบไทยดั้งเดิมผสมกับการใช้ตัวน้ำหอมเป็นตัวการให้ความหอมหลัก” ก็จึงได้มาเป็นตัวน้ำอบนางลอยในปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น แล้วก็เดิมเนี่ยขายครั้งแรกใน “ตลาดนางลอย” ซึ่งอยู่แถว ๆ จักรวรรดิ เดิมเนี่ยเหมือนเป็นผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนเนี่ยแหละ แล้วก็ใช้กันในครอบครัว แจกจ่ายให้กับเพื่อน ๆ หรืออะไรเงี้ยใช้ ในฐานะน้ำอบไทยประยุกต์ ลองเอาไปใช้หน่อยสิ ของฉันทำอันนี้ขึ้นมามันดีไหม? อะไรเงี้ย“พอเริ่มรู้สึกว่าเอ้อมันดีนะ น่าจะขายได้ ก็เลยเริ่มวางขายโดยรูปแบบก็จะเป็น การขายในตลาดทั่วไปวางขาย และก็ทำวันหนึ่ง ๆ ยังน้อย ๆ อยู่ทำเพิ่มจากการทำใช้นิดหน่อย แล้วเป็นการตวงขายให้ลูกค้านำภาชนะมาใส่เองกลับไปบ้านไปใช้อะไรเงี้ยครับ” แล้วก็ด้วยความใหม่ และก็ “กลิ่น” ที่ครัวเรือนอาจจะยังทำไม่ได้ในเวลานั้น ก็เลยมีการติดตลาด ชื่นชอบ และก็บอกต่อ ๆ กันไป ว่า ไปซื้อน้ำอบไทยของแม่เฮียง ที่ ตลาดนางลอย อันนี้เป็นประโยคทอง จนคำพูดเนี่ยบอกต่อ ๆ กันไปสั้นลงเหลือเป็น “น้ำอบไทยนางลอย ของแม่เฮียง” ก็คือเอาชื่อตลาดเนี่ยมาใส่ในชื่อน้ำอบ
เพราะฉะนั้นคือลูก ๆ หลาน ๆ รวมทั้งตัวย่าเฮียงเองเนี่ย ก็เลยเห็นว่าชื่อนี้เป็นชื่อที่ “ติดหู” ผู้บริโภคแล้ว ก็เลยนำชื่อนี้มาเป็น “แบรนด์” และก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตัวรูปลักษณ์จากการตวงขาย มาเป็นการบรรจุขวดและก็จำหน่าย ออกแบบตราสินค้าให้เข้ากับชื่อน้ำอบนางลอยโดยมี เป็นรูปนางฟ้าถือขวดน้ำอบไทยที่มือซ้าย ให้เหมาะกับเป็นนางลอย และก็ขายน้ำอบไทยมี “โทนสี” เป็นแดง ขาว น้ำเงิน สื่อถึงความเป็นไทย(ธงชาติไทย) แล้วก็เป็นรูปลักษณ์มาจนถึงปัจจุบันนี้
สู่ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ความนิยม “น้ำอบไทย” ก็เปลี่ยนด้วย
รุ่นที่ 2 ที่ 3 เนี่ยก็คือ จะมีการเปิดตลาดสู่ต่างจังหวัดแล้ว“คือต้องนึกถึงภาพสมัยก่อนคือ ตลาดนางลอย ตรงนั้นนะครับมันจะอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วก็การสัญจรยังเป็น “เรือ” มีคลองมีอะไรจากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้ามาที่ตลาด เพราะฉะนั้นก็จะได้รับรู้ว่ามีชาวต่างจังหวัดที่เขาพายเรือเข้ามา มาซื้ออะไรเงี้ย ก็เลยเริ่มเห็นว่า พอน้ำอบเรามันอยู่แค่ในกรุงเทพฯ ที่เป็นพระนครสมัยนั้น มีช่องทางจังหวัดอื่น ๆ อีกนะที่เขายังเข้ามาไม่ถึง” ประกอบกับถนนหนทางที่เริ่มดีขึ้น เดินทางไปจังหวัดต่าง ๆ ง่ายขึ้น รุ่นที่ 2 คือเป็น “อากง” กับคุณพ่อของผมที่ทำไปด้วยกัน ก็มีการแบบไปเป็นเซลล์ ไปแนะนำตัวเองตามต่างจังหวัด จากที่คุณพ่อเล่าให้ฟังเนี่ย ก็คือว่ามีการส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกนำไปก่อน ตามท้องที่ต่าง ๆ แล้วตัวของคุณพ่อเองก็จะขับรถเปล่าไป เพื่อไปรับของต่างจังหวัดนั้น ๆ ไปกระจาย ไปแนะนำตัวเอง มีน้ำอบนางลอยนะ เป็นการเปิด เหมือนกับสร้างฐานลูกค้าต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น และก็ด้วยเทคโนโลยีที่ผ่านไป มีโทรศัพท์มีอะไรเริ่มเข้ามา ประกอบกับเริ่มมีฐานลูกค้าที่ค่อนข้างมั่นคงแล้ว ก็เปลี่ยนจากการเป็นเซลล์ไปตามจังหวัดต่าง ๆ มาเป็นเหมือนกับการรอรับออร์เดอ“ลูกค้ารู้แล้วว่าสงกรานต์เขาต้องซื้อเรา เขาก็โทรมาสั่ง แล้วเราก็ค่อยส่ง เป็นประมาณนั้นครับ การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์เป็นแบบนั้นไป จนมาถึงรุ่นผม ก็คือฐานลูกค้าค่อนข้างเข้มแข็งแล้ว และก็มีช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น มันก็จะเป็นการที่ทำให้เราสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรงมากขึ้น”
ก็คือต้องย้อนเวลากลับไปอีก สมัยก่อนเนี่ย น้ำอบไทยจะเป็นเครื่องหอมที่ใช้กับร่างกาย อย่างต้นกำเนิดที่เราบอกไปแล้วว่าสูตรออกมาจากในวัง เพราะฉะนั้นคือการได้ใช้ของที่เจ้านายใช้จะรู้สึกเหมือนเป็นชนชั้นสูง จะอยากใช้งานกัน เพราะฉะนั้นคือทุกบ้านเนี่ยจะใช้น้ำอบไทยกันเป็นเรื่องปกติเลย“แล้วก็ประเทศไทยจะมีวัฒนธรรม มีประเพณี ค่อนข้างเยอะที่คนจะไปรวมตัวกัน อย่างเล็ก ๆ อย่างเช่นทำบุญบ้านที่แบบหมู่บ้านจะมารวมตัวกัน หรือแม้แต่ประเพณีใหญ่ ๆ ที่ต้องเข้าวัดทำบุญ งานบุญ วันพระใหญ่ ฯลฯ แล้วถ้าทุกคนใช้น้ำอบไทย มันเหมือนกับเป็นการประชันกันในรูปแบบหนึ่ง ก็คือฉันทำกลิ่นนี้ เธอทำกลิ่นนี้ แล้วไปเจอกันที่ชุมชน” เพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นการนำ “กลิ่น” น้ำอบไทยให้เข้าไปอยู่ในตัวเทศกาล มันก็เลยเหมือนกับว่าน้ำอบไทยจะเป็นส่วนประกอบของในทุกเทศกาลในประเพณีของไทย มันจะเป็นการพาไปแบบนั้น แต่ที่ “สงกรานต์” เนี่ยมันจะมีความยิ่งใหญ่ มันก็คือว่า คือเนื่องจากวันสงกรานต์เนี่ยความสำคัญของมันก็คือ เป็นวันปีใหม่ไทย มันจะเป็นการทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลเพราะฉะนั้นคือเหมือนกับว่าใน 1 ปีเนี่ย สงกรานต์จะเป็นการที่ทำบุญใหญ่ที่สุดด้วยการแบบ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร อะไรเงี้ย แล้วหนึ่งอย่างก็คือ การได้สรงน้ำพระ การได้สรงน้ำพระในวันปีใหม่ มันเป็นสิริมงคลของแต่ละบ้าน เพราะฉะนั้นคือฉันก็อยากให้น้ำอบไทยกลิ่นของฉันเนี่ยอยู่บน “พระ” เพื่อเป็นสิริมงคล และมีกลิ่นน้ำกลับมาอยู่ที่บ้าน มันจะเป็นความเชื่อของคนไทย เพราะฉะนั้นก็คือมันเกิดความผูกพันระหว่างน้ำอบไทยกับประเพณีไทยในรูปแบบนี้
แล้วก็สืบทอดต่อกันมาเรื่อย ๆ ซึ่งในปัจจุบันเนี่ยตัวน้ำอบไทยในลักษณะของเครื่องหอมเนี่ยอาจจะลดลงไปแล้ว เพราะว่ามันจะมีสินค้าทดแทนอย่างอื่นในรูปลักษณ์ต่าง ๆ แต่ว่า ประเพณีที่เขาสืบทอดต่อกันมาเนี่ย ในเมื่อมันมีน้ำอบไทยเข้าไปอยู่แล้ว เขาก็ยังสืบทอดตรงนี้อยู่ มันก็เลยเหมือนว่าในปัจจุบันเนี่ยน้ำอบไทยจะอยู่กับเทศกาลอยู่กับศาสนาเสียมากกว่า
“เทศกาลสงกรานต์” ความแน่นอนที่ไม่แน่นอนอีกต่อไป!
ก็ถ้าเอาสมัยก่อนเราเหมือนกับเป็นน้ำอบไทยเจ้าแรกที่ทำในการจำหน่ายนะครับ แล้วก็อาจจะเป็นเจ้าเดียวที่ผลิตเป็นสินค้าหลัก ในขณะที่เจ้าอื่น ๆ โอเคมีน้ำอบไทยแบรนด์อื่น ๆ ที่เห็นในท้องตลาดแต่ว่า เขาจะเกิดมาเหมือนกับว่าเป็น Seasonal ก็คือว่า ช่วงเวลานี้สงกรานต์นะ เราผลิตน้ำอบไทยแล้วขายได้ เขาก็จะเกิดมาใกล้ตรงนั้นแล้วพอหมดช่วงสงกรานต์แล้ว เขาก็จะเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปขายอย่างอื่นที่สามารถขายได้ แต่เราผลิตทั้งปี“เพราะฉะนั้นคือน้ำอบไทยเนี่ยเป็น สินค้าหลัก ของโรงงานของเราเลย มันก็เลยดูเหมือนกับว่าเรามีสเกลใหญ่ ยิ่งเหมือนกับว่าพอสงกรานต์ปึ๊บ ช่วงเวลาที่คนสนใจ จะเห็นน้ำอบนางลอยแบบกระจายเต็มไปหมด เพราะว่ามันเป็นหน้าที่ขายได้” เพราะฉะนั้นมันก็เลยดูเหมือนน้ำอบนางลอยเนี่ยเป็น เจ้าใหญ่ในตลาดนะครับ แต่ว่าพอหลังจากช่วง คือมันก็จะมี “วิกฤต” หลาย ๆ อย่างที่กระทบยอดขายในแต่ละปี อย่างเช่น การเมืองบ้าง น้ำท่วมบ้าง หรือใหญ่ ๆ ที่สุดเลยก็คือตัว “โควิด-19” ที่ผ่านมา
“โควิดฯ เนี่ยจะเป็นจุดที่กระทบหนักที่สุด ก็คือเดิมเนี่ยตั้งแต่ผมเข้ามาทำเนี่ยมันก็จะมี “มายเซ็ต” ที่ว่าตราบใดที่ “สงกรานต์” ยังอยู่ เราก็จะยังอยู่ แล้วก็ตัวน้ำอบไทยเนี่ยมันจะถูกจำกัดด้วย ปริมาณคนไทย เพราะว่ามันเป็นสินค้าไทยแล้วก็คู่อยู่กับตัวประเพณีไทยที่ต่างชาติอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ” เพราะฉะนั้นคือเราลองคิดดูว่า ถ้า 1 คน 1 ขวด ยอดขายเราก็จะประมาณนั้น แต่พอมาเจอโควิดฯ เนี่ยครับและก็โดนประกาศว่า ปีนั้นที่เขาประกาศว่างดกิจกรรมเลยก็คือช่วง กุมภาฯ ว่างดกิจกรรมสงกรานต์ เพราะฉะนั้นช่วงกุมภาฯ คือจะเป็นช่วงที่เราต้องขายส่งไปให้ยี่ปั๊วต่างจังหวัด พอประกาศมาว่าไม่มีสงกรานต์ ไม่มีการจัดกิจกรรม ลูกค้าทางยี่ปั๊วเขาจะไม่ได้ออร์เดอมา เพราะฉะนั้นคือ สต็อกคงเหลือ ก็จะคงค้างอยู่ในคลัง“แต่ว่ามันก็จะเป็นเหมือนกับหนึ่งในความโชคดีก็คือว่า น้ำอบไทยเรามีอายุการใช้งานที่นาน ใช่ คือการเก็บไว้ได้ไม่ได้แปลว่าเป็นสินค้าเก่า (ไม่ได้หมดอายุ) คุณภาพยังคงเหลืออยู่ เพราะฉะนั้นคือสต็อกสามารถหมุนเวียนต่อไปได้” เพียงแต่ว่าหลังจากนั้นมา ยอดขาย ก็จะค่อย ๆ ลดต่ำลงเพราะว่า จากโควิดฯ เนี่ยมันเหมือนกับว่ามันจะเป็น New Normal หรือการสร้างมายเซ็ตใหม่ว่า โอเคมันเหมือนจะเป็นสินค้าที่ไม่ได้จำเป็นมากขนาดนั้น“ก็จะเหมือนกับว่า อย่างเช่นเหมือน คนที่ไปกินร้านอาหาร พอช่วงโควิดฯ ไปห้างฯ ไปร้านอาหารไม่ได้ ฉันทำเอง อ้า! ฉันทำเองได้นี่ หลังจากนั้นก็เลยเปลี่ยนพฤติกรรมมาทำเองมากขึ้นหรืออะไรอย่างเงี้ย เพราะฉะนั้นคือน้ำอบไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น” เพียงแต่ว่าด้วยความที่มันยังผูกพันกับประเพณีไทย ก็ยังมีคนซื้อไปใช้ คือจริง ๆ ในปีโควิดฯ มันไม่ได้ขายไม่ได้เลยเสียทีเดียว มันยังขายได้ เพราะว่าคนต่อให้ไม่ได้ไปที่วัดหรือไม่ได้ไปงานประเพณี เขาก็ยังซื้อไปรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่อยู่ เพียงแต่ว่ายอดขายเราลดลง มันก็เลยเหมือนกับว่ายังค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมาทีหลัง“คือมันก็จะมีบางปีที่เหมือนจะกลับมาแล้ว แต่พอสงกรานต์ปีนี้ก็จะมีเรื่อง “สงคราม” มีอะไรเข้ามาอีกในเรื่องของ “น้ำมัน” เรื่องอะไรต่าง ๆ ที่มันกระทบเศรษฐกิจ มันก็จะทำให้ยอดขายเราต่ำลงอีก”
“การรักษาคู่ค้า” ด้วยวิธีขายแบบเดิม ที่ยังคงเน้น “ออฟไลน์” เป็นหลัก
ในปัจจุบันเราก็จะเห็นพวก facebook หรือTikTok หรืออะไรก็ตามที่มันเป็นแนว ๆ ธุรกิจมากขึ้น ซึ่งจริง ๆ เราเริ่มมาจากการสื่อสารกับผู้บริโภคอยากจะแชร์ข้อมูล หรือเรื่องราวของน้ำอบนางลอยให้กับผู้บริโภคได้เข้าถึงเราได้มากขึ้น เพราะว่าอย่างที่เข้าใจว่า หลังจากช่วงเทศกาลสงกรานต์หลังจากนั้นมันก็อาจจะเงียบไป ไม่ได้รับความสนใจ เราก็จะสร้างตัวตนของเราขึ้นมาในระหว่างนั้น เพื่อให้ผู้บริโภครู้จักเรา คิดถึงเรา แล้วพอถึงช่วงเวลาสงกรานต์ต่อไปเขาก็จะใช้ของเรา อะไรอย่างเงี้ยครับผมเพราะฉะนั้นคือช่วงโควิดฯ เนี่ยเราจะมีตรงนั้นอยู่แล้ว“และก็เราจะมีการออกโปรดักใหม่มาตัวหนึ่งในยุคของผม ในเวลานั้นก็คือ แอลกอฮอล์เจล คือ ณ เวลานั้น ช่วงโควิดฯ แอลกอฮอล์เจลจะขาดตลาด เพราะฉะนั้นก็คือเราไม่ได้ทำอะไรแล้วเหมือนบ้านเรามันก็มีแอลกอฮอล์เป็นวัตถุดิบในการผลิตอยู่แล้ว เราก็เลยทำเริ่มจากทำใช้เอง ไม่ได้คิดจะทำจำหน่ายเลย แล้วก็มีความคิดด้วยว่า ถ้าเอากลิ่นน้ำอบมาใส่ มันจะเป็นยังไง”แจกจ่ายให้ญาติ ๆ ใช้ลักษณะเหมือนเริ่มต้นแบบ “ย่าเฮียง” คิดค้นน้ำอบน่ะครับ เราก็เอาแนวคิดนั้นมาใช้กับแอลกอฮอล์เจลแล้วก็พอ เห็นว่ามันเวิร์ก เริ่มมาบรรจุขวดแล้วก็ขาย
โดยไม่ได้หวังยอดขาย เราหวังแค่ว่าเหมือนให้ชื่อนางลอยยังอยู่ โดยตอนนั้นเราก็เลยยิงคอนเซ็ปต์ไปเลยว่าเหมือนกับว่า “ปลอดภัยด้วยและก็มีความเป็นไทยด้วย” คุณยังใช้น้ำอบไทยอยู่ แต่รูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปและเข้ากับสถานการณ์
ในสมัยก่อน “ยี่ปั๊ว” เนี่ยเขาค่อนข้างจะมีพาวเวอร์เพราะว่าการซื้อของ ของคนในสมัยก่อนมันก็จะไปที่ตลาด แล้วยี่ปั๊วก็จะเป็นร้านอยู่ในตลาดใหญ่ ๆ เพราะฉะนั้นเขาก็จะสามารถหาซื้อสินค้าของเราได้ในรูปแบบนั้น“เพียงแต่ว่าตอนนี้พฤติกรรมเปลี่ยนไป มีห้างฯ มากขึ้น มีร้านสะดวกซื้อมากขึ้น คนก็จะไปเข้าอะไรพวกนั้นทั้งด้วยแบบ เข้าห้างฯ สามารถทำได้หลายอย่าง กินข้าวได้ ซื้อของได้ จอดรถสะดวก อะไรเงี้ย แต่ว่าเราไม่ได้เข้าไปในช่องทางนั้น มันก็เลยมองว่าสินค้าเราหาซื้อยาก” เพราะฉะนั้นก็คือเราก็เหมือนกับว่าใช้ช่องทางในโซเชียลฯ ในการประชาสัมพันธ์ว่าโอเคเราสามารถหาซื้อได้ทางไหน ทั้งการแนะนำร้านค้าให้กับผู้บริโภคและเป็นการแนะนำลูกค้าให้กับร้านค้านั้น ๆ ด้วย เพื่อที่การขายในลักษณะนั้นยังคงดำเนินต่อไป“ในมุมของเราเองเนี่ย โอเคในกระบวนการทำงานของเรา เรายังมองว่าเราเป็นกิจการครอบครัวที่ไม่ได้มีระบบ ไม่ได้เป็นบริษัทหรือเป็นอะไรก็ตาม เพราะฉะนั้นคือการที่จะดิวกับห้างร้านใหญ่ ๆ เนี่ย มันอาจจะค่อนข้างเป็นข้อจำกัดของเราในการทำตามเงื่อนไขในบางประการนะครับ อันนี้คือเป็นในส่วนของกิจการของเราแต่ว่า หลัก ๆ เลยเนี่ยมันเป็นการรักษาคู่ค้า เพราะเรามองว่าร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ เนี่ย เขามีกำลังในการขยายตัวไปตามจุดต่าง ๆ จังหวัดต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ การที่เราเข้าไปในนั้นเนี่ยมันเป็นโอกาสของเรานั่นแหละในการกระจายสินค้า แต่ในขณะเดียวกัน มันจะเป็นการทำร้ายคู่ค้าเก่าของเราที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน ถ้าเราเข้าไปตรงนั้นแปลว่าเขาก็จะขายไม่ได้” เพราะฉะนั้นเราก็เลยพยายามจะคงไว้ว่า เรายังรักษาคู่ค้าตรงนี้ให้เขาสามารถค้าขายกับเราได้ และเขาก็ยังมียอดขายที่จะขายได้ในช่วงสงกรานต์
นางลอยไม่ได้มีดีแค่ “น้ำอบไทย” แต่มีสินค้าอื่นอีกที่หลายคนอาจยังไม่รู้
หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าน้ำอบไทยนางลอยมีแค่น้ำอบไทยด้วยซ้ำ แต่จริง ๆ เรามีตัวอื่นอีก ตัวแรกที่อยากจะแนะนำคือ แป้งหินร่ำ ก็คือตัวแป้งเม็ดเนี่ยแหละ ถ้าเกิดว่าย้อนไปในสมัยสัก 20-30 ปีที่แล้วมันก็คือ แป้งที่คุณเล่นสงกรานต์กันเนี่ยแหละ คือแป้งเนี่ยมันจะเป็นตัวหนึ่งในเครื่องประทินผิว ที่ใช้ในยุคโบราณ ก็คือใช้น้ำอบแล้วก็มีแป้งมาผัดหน้าทาตัวอะไรอย่างเงี้ย เป็นตัวนั้นเพราะฉะนั้นคือแป้งจะเป็นตัวผลิตภัณฑ์ควบคู่ที่มากับน้ำอบไทยเลย นั่นก็เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมน้ำอบไทยถึงมีแป้ง ซึ่งพอเปลี่ยนกระบวนการจากดอกไม้หอมเนี่ยมาเป็นตัวหัวน้ำหอม โดยย่าเฮียงในสมัยนั้นเลือกแป้งมาเป็นตัวประสาน เพราะมันเป็นตัวที่ใช้ควบคู่กันอยู่แล้ว ไปด้วยกันได้และมันสามารถตอบโจทย์ในการผลิตตรงนั้นได้พอดี“แป้งหินก็คือแป้งเม็ดเนี่ยแหละที่มันมาจาก การสกัดหินปูน ซึ่งปัจจุบันอาจจะเป็นแป้งเกลือหรืออะไรก็ตามซึ่งมันมีสูตรทางเคมีเหมือนกัน การร่ำมันแปลว่า การอบกลิ่น นั่นหมายความว่าแป้งหินร่ำของนางลอยจะเป็นการนำแป้งเม็ดตัวนี้ มาร่ำกลิ่นหอมให้เป็นกลิ่นเฉพาะของนางลอย” ต่อมาก็คือ ดินสอพอง ตัวนี้จะไม่เหมือนแป้งร่ำเพราะว่า ตัววัสดุจะเป็นคนละตัว ดินสอพองเนื้อเขาจะค่อนข้างหยาบ เพราะฉะนั้นการใช้ก็จะต้องผสมกับเครื่องหอมของเหลว และก็ใช้ในลักษณะของการพอกหรือการขัดผิว โดยดินสอพองมันจะเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มันจะเป็นตัวช่วยคลายร้อน ในสมัยโบราณเขาจะแนะนำพอกดินสอพองก่อนออกไปทำนาหรืออะไรก็ตาม ที่ออกกลางแจ้งเพราะว่า หนึ่งมันจะเป็นตัวปกป้องแสงแดดไม่ให้ไปโดนผิวโดยตรง ในขณะเดียวกันก็จะเป็นตัวดูดความร้อนออกจากร่างกายด้วย ทำให้ร่างกายเย็นสบาย แล้วสุดท้ายก็จะเป็น เทียนอบ เรามีเทียนอบเป็นหนึ่งในกระบวนการของการผลิตน้ำอบนางลอย“จากเทียนอบตรงนั้นวางจำหน่ายในฐานะ สินค้าหลัก ของเราด้วยเพื่อที่ ผู้บริโภคจะได้เห็นว่าเทียนอบเขาเอาไปใช้อยู่แล้วในการอบกะทิควันเทียนซึ่งหลัก ๆ จะมีอยู่ 3 แบบ เทียนอบขนม เทียนร่ำห้อง และก็เทียนร่ำผ้า สูตรของเราจะเป็นสำหรับการอบขนม ที่สามารถนำควันเทียนนี้ไปใช้ในการบริโภคได้”
จนพอมาถึงในรุ่นผม(รุ่นที่4) และก็มีน้อง ๆ มาช่วยกันคิด มันก็จะเหมือนกับว่ามีผลิตภัณฑ์ในรูปลักษณ์อื่นที่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้กลิ่นหอม ตัวแรกที่เราคิดค้นขึ้นมาคือ เทียนหอม(เทียนอโรม่า) มันจะมียุคหนึ่งที่เทียนอโรม่าฮิตมาก กลิ่นนั้น กลิ่นนี้ คิดค้นขึ้นมาโดยที่ เรานำกลิ่นของเรามาทำเป็นเทียนหอม ก็คือกลิ่นน้ำอบไทย กลิ่นแป้งร่ำ“นำกลิ่นที่เป็นอัตลักษณ์ของเรานำเสนอในรูปแบบอื่น เหมาะสำหรับตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ชอบกลิ่นหอมของเรา แต่อาจจะยังไม่สะดวกใช้ในรูปลักษณ์เดิม ๆ” ต่อด้วยแอลกอฮอล์เจลที่อธิบายไปแล้วว่าเกิดขึ้นมาในช่วงโควิดฯ แล้วสุดท้ายที่เราทำขึ้นมาก็คือเป็น เราเรียกมันว่า ขี้ผึ้งสมุนไพร คือจริง ๆ ลักษณะมันคือยาหม่องสูตรดั้งเดิมเนี่ยแหละ คือในปัจจุบันเราจะเห็นว่ายาหม่องหรือยาดมก็ตาม กลับมาได้รับความนิยมมากขึ้น เพียงแต่ว่าอาจจะถูกเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์หรือกลิ่นให้โมเดิร์นมากขึ้น มีกลิ่นที่ไม่ได้โบราณหรืออะไรอย่างเงี้ย แต่ว่าความคิดของเราเนี่ยเราจะกลับกันกับตรงนั้น คือเรามีความคิดที่จะยังทำตัวยาหม่องตัวนี้ขึ้นมาอยู่แล้ว ในเมื่อผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มันถูกเปลี่ยนไปให้เป็นโมเดิร์นมากขึ้น เราคิดกลับกัน ย้อนกลับไปสูตรดั้งเดิม เพราะว่าพอมันเป็นโมเดิร์นแล้วสูตรดั้งเดิมมันจะหายไป
สิ่งที่มอง(ผ่านวิกฤต) และก้าวต่อไปในฐานะ “สินค้าที่เป็นตำนาน”
ทายาทรุ่นที่ 4 น้ำอบไทยนางลอย “คุณน๊อต-ดิษฐพงศ์ ธ.เชียงทอง” บอกด้วย หลังจากโควิดฯ มาเนี่ย มันก็เลยทำให้ความคิดของผมเปลี่ยนไป ที่บอกว่ามันผูกพันกับเทศกาลอะไรเงี้ย เพราะฉะนั้นมันมีความเสี่ยง! ที่จะค่อย ๆ หายไปกับกาลเวลา คล้าย ๆ กับผลิตภัณฑ์ไทยอื่น ๆ ที่มันก็สูญหายไปแล้ว“เพราะฉะนั้นก็คือลักษณะเหมือนเป็นหน้าที่ของรุ่นที่ 4 ของรุ่นผมที่จะทำยังไงให้ ตัวนี้มันยังคงอยู่ได้ อย่างน้อย ๆ คือชื่อนางลอย เพราะฉะนั้นก็คือเหมือนกับว่าเป็นโจทย์ของผมและน้อง ๆ ที่ต้องคิดว่า เราจะพามันไปไกลมากว่าครึ่งตรงนี้ได้ยังไง อย่างแรกเลยคือ แนวคิดเดิม รูปลักษณ์เดิม เมื่อมันผูกพันกับศาสนาหรือว่าประเพณีอะไรเงี้ย ตรงนี้เราก็อยากให้มันคงอยู่ เพราะว่าคงอยู่แปลว่าเรายังสามารถรักษาฐานลูกค้าได้”แต่เนื่องจากว่าด้วยอายุที่เปลี่ยนไป คือสมัยก่อนที่คนปัจจุบันยังใช้อยู่ อาจจะเป็นเพราะว่าปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่เคยใช้มา เพียงแต่ว่าถ้าปัจจุบันเขาไม่ได้ใช้แล้ว มันจะไม่ได้มีการสืบทอดตรงนี้ไปให้ลูกให้หลานเขาเหมือนกับว่าสมัยก่อนเขาทำมา เพราะฉะนั้นเราต้องคิดว่าจะทำยังไงให้คนรุ่นนี้ ใช้ และสืบทอดชื่อนี้ต่อไปเรื่อย ๆ
“อย่างที่บอกว่าแนวคิดในการทำผลิตภัณฑ์อื่น ๆ แล้วพาเขากลับมาที่ชื่อ นางลอย เนี่ยเป็นแนวคิดหนึ่ง แต่ว่ามันก็จะต้องมีอย่างอื่นที่เข้ามา ที่จะตอบโจทย์ของผู้บริโภคมากขึ้น อย่างเช่น การทำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มันเป็นชีวิตประจำวันมากขึ้น หรือ ดันไปในแนววัฒนธรรมไปเลย อย่างเช่นแบบ มีพวกแบบ “พิพิธภัณฑ์”ถ้าเกิดว่าเรา เรามองว่าเราไปต่างประเทศเราเห็นว่ากิจการนี้ มันมีอายุเกิน 100 ปีหรืออะไรก็ตาม เราก็อยากรู้ว่า เขาอยู่มาได้ยังไง ความเป็นมายังไง เราอยากจะสร้างตัวตนให้เป็นแบบนั้น”อย่างน้อย ๆ คือคนไทยสนใจ แล้วก็ปัจจุบันเนี่ย ในรูปแบบที่โซเชียลฯ มันแพร่กระจายมากขึ้น ก็จะมีชาวต่างชาติที่สนใจตรงนั้น เข้ามาหาเรามากขึ้น คือสมัยก่อนเนี่ยชาวต่างชาติเข้ามาเนี่ยเขายังไม่รู้ว่า “น้ำอบ” คืออะไร เขาเข้ามาเพราะสงกรานต์คนไทยเล่นสงกรานต์ คนไทยใช้น้ำอบไทย ฝรั่งเนี่ยเขาเข้ามาในฐานะ Water Festival ฉันจะมาสาดน้ำ แต่เขาจะไม่รู้จักน้ำอบไทย เพียงแต่ว่าตอนนี้พอมีโซเชียลฯ มากขึ้น น้ำอบนางลอยเนี่ยจะมีการถูกรีวิวไปตามช่องทางต่าง ๆ ของต่างประเทศ ในฐานะของกิจการ 100 ปี เพราะฉะนั้นคือ มีชาวต่างชาติที่เข้ามาหาเรา ที่อยากจะมาเรียนรู้ตำนานตรงนี้มากขึ้น ใช่ ชาวต่างชาติจะสนใจ ไม่ได้สนใจในตัวผลิตภัณฑ์จะสนใจ Story สนใจในความเก่าแก่ เรื่องราว อยากจะมา เพราะฉะนั้นคือแนวทางหนึ่งของเราคือพยายามดันน้ำอบนางลอย ให้มีเรื่องราว พยายามสร้างเรื่องราว ให้ความน่าสนใจไปในฐานะทั่วโลก พยายามดันสตอรี่ตัวเองขึ้นมาเพื่อให้ได้รับความนิยม เพื่อให้เป็นจุดสนใจ แล้วมันก็จะสืบทอดเองไม่ว่าเราจะอยู่ในรูปลักษณ์แบบไหนในอนาคต
112 ก้าวสู่113 ปี “น้ำอบไทยนางลอย” วิกฤตหรือโอกาสใหม่ที่ท้าทายของธุรกิจ 100 ปี? ส่งต่อทายาทรุ่นที่4 สามารถติดตามเรื่องราวหรือสนใจเกี่ยวกับสินค้าของน้ำอบไทยนางลอยติดต่อได้ที่ FB : น้ำอบนางลอย หรือโทร.02-221-5500
คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด


