“เราเติบโตมาจาก “อาหารเทศกาล” เป็นที่รู้จักจากตรงนั้น เพราะว่าเปิดตัวมาเลยก็คือ อาหารเจ ของเรานี่ไม่เหมือนใคร ไม่จืด ไม่ชืด เหมือนทานข้าวแกงปกติเนี่ยแต่มันเป็นเจ หรืออย่าง บ๊ะจ่าง ต่อเทศกาลก็เป็นหมื่นลูก นี่มีออร์เดอรออยู่ตั้ง 4-5 พันลูก ที่เขาออร์เดอประจำ ๆ
เขาสั่งที 200-300 ลูกต่อเจ้านะ ในช่วงของวันไหว้ แล้วบางคนเดี๋ยวนี้เขาก็อย่างบ๊ะจ่างเนี่ยเขาเอาไปมอบให้กันด้วย ต้องจองล่วงหน้า ช่วงวันไหว้ลูกค้ามาแล้วก่อนหน้านั้น1 เดือนที่จองนะคะ อย่างขนมไหว้พระจันทร์ ของเราอาจจะไม่ได้ดังเท่าของเจ้าใหญ่ ๆ ที่เขามีชื่อเสียงอยู่แล้ว แต่ถ้าลูกค้าได้ทานทุเรียนกวนของเราแล้วที่กวนมาจากสวนจันทบุรี โดยแบบสั่งกวนโดยเฉพาะ มันจะไม่มีทุเรียนเจ้าไหนที่แบบว่าอร่อยเท่านี้ อาจจะมีนะก็แบบน้อย ส่วนการขายในห้างฯ คือเลี้ยงลูกน้องได้ ไม่เข้าเนื้อเรา(มีกำไรนิดหน่อย) และก็เป็นการแบบ เหมือนตอบแทนให้ลูกค้า ต่อมาคือ ร้านกลมเกลียว ก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณและข้าวแกงร้านนี้เพิ่งเกิดมาได้ประมาณ1 ปี เพราะว่าร้านในห้างฯ เริ่มอยู่ตัวแล้ว อีกอย่างธุรกิจเราเริ่มมาตั้งแต่ “ลูก” 3 ขวบ ใช่ จนลูกจบ ม.ปลายและก็เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว อยู่หอแล้วทีนี้เราก็ไม่ต้องดูแลเขาแล้ว เหลือ เหลือเวลาก็เลยมาหุ้นกับเพื่อน ๆ ทำ เพื่อนก็อยากทำ เราก็มาซับพอร์ตในเรื่องของ เรามีสูตรก๋วยเตี๋ยวอยู่แล้ว เรามีร้านข้าวแกงอยู่แล้ว” คุณจิ๋ม หรือ คุณณพรรณภรณ์ ดาวสุโขศิริกูล เจ้าของร้าน “เผ่งอังเผ่งอัง” ขายอาหารเทศกาลและร้านข้าวแกงในห้างฯ และยังเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของ “ร้านกลมเกลียว” ก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณและข้าวแกงที่ตั้งอยู่ในย่านถนนกัลปพฤกษ์ จากคุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกเล็กเองและพยายามเริ่มธุรกิจเล็ก ๆ ควบคู่ไปด้วยขณะอยู่กับบ้าน ถึงตอนนี้ผ่านมากว่า 10 ปีขึ้นแล้วธุรกิจเล็ก ๆ ในวันนั้นกลายมาเป็นอาชีพหลักแต่ทว่า ก็ผ่านการเคี่ยวกรำงานมาอย่างอุตสาหะชนิดที่ว่า 365 วันไม่มีวันไหนเลย ที่ขายไม่ได้ เพราะทำไม่เคยหยุดเลย! ดอกผลแห่งความสำเร็จในวันนี้กำลังเบ่งบานสร้างงานสร้างรายได้ให้อย่างน่าชื่นใจ หลังจากที่ผ่านเมฆฝนพายุลมแรงมาในทุกรูปแบบของการค้าขาย ผลงานได้พิสูจน์ตัวของมันเองจนกลายเป็นที่ประจักษ์แล้ว
จาก “คุณแม่” เลี้ยงลูกเล็กเอง สู่ธุรกิจสุดปังด้วยอาหารเทศกาล
อาชีพนี้ใช่ไหม มันเริ่มมาตั้งแต่ตอนแรก ๆ เลยจิ๋มเลี้ยงลูกเล็ก แล้วก็อยากจะหาอะไรทำก็เลยเปิดร้านเล็ก ๆ เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำเนี่ยแหละ อยู่ที่บ้านทำเป็นเพิงข้าง ๆ บ้านเปิดขายก๋วยเตี๋ยว พอเปิดไปได้สักปีนึง ก็จะมีแบบ “เทศกาลอาหารเจ”แล้วเราเป็นคนกินเจ แล้วคุณแม่เราก็ทานเจมาตั้งแต่เด็ก ๆ เราก็เลยทำกินเอง ไหน ๆ เราทำกินเองแล้วเราก็ เริ่มทำขายหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเราเนี่ยแหละ“เพราะว่าช่วงเทศกาลเจเนี่ยก๋วยเตี๋ยวมันก็ไม่ใช่เจเนาะ เราก็แบบจะมีคนกินเจ เราก็เปิดแบบร้านข้าวแกง 4-5 อย่างเอง ก็คือไหน ๆ เราก็จะทานอยู่แล้ว แล้วก็ตอนนั้นคนกินเจเยอะ เยอะกว่าตอนนี้อีกเมื่อสมัยสิบกว่าปีที่แล้ว อาหารเจนี่ใคร ๆ ก็ต้องทานนะ คือแบบขายก๋วยเตี๋ยวแทบจะไม่ได้เลยเพราะว่าคนส่วนใหญ่ก็กินแต่เจ”มันก็เลยเริ่มมาจากตรงนั้น แล้วทีนี้พอลูกค้าเริ่มว่าเออร้านนี้ขายอาหารเจใช่ไหม พอมีช่วงเทศกาล “ตรุษจีน” เราก็ทำขนมเทียน ขนมเข่ง ขายสมัยก่อนยังห่อขนมเทียนยังไม่เป็นเลย เราก็เอาขนมเทียนไปใส่ในบล็อกรูปดอกไม้ แล้วก็แบบทานง่ายไม่ต้องแกะ แต่มันก็มีปัญหาตรงที่ว่า มันส่งไกลไม่ได้ ทำยังไง?“คือแบบว่าแค่ 2-3 วัน มันก็เสียแล้ว แต่เวลาคนจีนอย่างเรา เราเป็นคนจีนเนาะไหว้ทีนึงเนี่ยนะ กินไม่หมด ต้องทิ้งตลอด เราก็เลยคิดว่าเออเราอยากจะได้แบบที่ห่อใบตอง เราก็ไปฝึกห่อ สมัยก่อนห่อไม่เป็นต้องเย็บแม็ก จะมาแพคส่งให้ลูกค้าต้องดึงแม็กออกทีละอัน ๆ แล้วก็มาแพค เราก็เลยเลือกแพคแบบสุญญากาศ เพราะเราอยากจะแบบส่งไปต่างจังหวัดได้”เรามองแบบนั้น เราก็เลยซื้อเครื่องแพคสุญญากาศอันเล็ก ๆ มารีดกันสองคนแม่ลูก
แล้วพอ “บ๊ะจ่าง” เราก็ต้องไหว้อีก บ้านเราก็ไหว้ตลอดทั้งปีเลยที่มันเป็นเทศกาล ปกติเราซื้อบ๊ะจ่างที 80-100 ลูก ต่อการไหว้ทั้งบ้านต่อเทศกาล แล้วทีนี้เราก็มีพื้นฐานว่าแม่เราก็เคยทำ อาโกวเราก็เคยทำให้ทาน“เราก็เลยจำรสชาตินั้นมา แต่ถามว่าเราห่อเป็นไหม ก็ยังไม่ค่อยสวย แต่ห่อไม่สวยฉันก็พยายามว่า จะพยายามทำให้มันได้ ทำให้มันสวยให้ได้”ปีแรกนะห่อไม่สวยก็ขายนะ ก็ขายเพื่อน ๆ เพื่อน ๆ ก็น่ารักช่วยกันสนับสนุนเนาะ เออแล้วพอปีต่อไปมันก็สวยขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวันนี้ขายปีละ “หมื่นลูก” แล้วนะบ๊ะจ่าง
ทำยังไง? ให้ลูกค้าทานแล้ว ไปหาจากร้านอื่นก็ไม่ได้แบบนี้
ตอนนี้ “ขนมเทียน” เราสามารถที่จะขายในเดอะมอลล์ได้ 10 กว่าสาขาแล้วนะ ต่อเทศกาล เขารับเราไปส่งตามสาขาต่าง ๆ ของเขา“โดยที่คุณไหว้เสร็จ คุณก็ไม่ต้องทิ้ง เมื่อก่อนสมัยก่อนต้องเอาไปให้ รปภ. เอาไปให้เพื่อนบ้านช่วยกันกิน เพราะมันกินไม่ทันใช่ไหม แต่เดี๋ยวนี้คือไหว้เสร็จคุณเอาเข้าช่องฟรีซเลย อยู่ได้ 3 เดือน 6 เดือน แล้วคุณค่อย ๆ มาอุ่นกินอย่างเงี้ย”มันก็ตอบโจทย์ลูกค้าในแง่ของความสะอาดด้วยไม่ปนเปื้อน อุ่นมาก็เหมือนใหม่ เพราะว่าเราไหว้เทศกาลจนเรารู้ว่าของเหลือทิ้งเยอะมาก! ในเทศกาลแต่ละเทศกาล แม้กระทั่งบ๊ะจ่างก็เหมือนกันก็แบบนั้น
เราไม่อยากจะทิ้งเลยเพราะมันเสียดายของ ทุกวันนี้นะไม่มีแจกใคร ก็เก็บไว้มีแต่คนมาขอ คนโน้นแบ่งไปแบ่งมาก็หมดแล้ว ไม่ต้องเหลือเพราะ “อร่อย” อย่าลืมนะถ้าของอร่อย ใคร ๆ ก็อยากทาน อาจจะเป็นเพราะว่าเราช่วยทำกับข้าวมาตั้งแต่เด็กมั้ง หมายถึงว่าตั้งแต่สมัยประถม-มัธยม แม่ก็ปล่อยให้ทำกับข้าวแล้ว มันก็เลยได้ “รส” ชิมรสมือหรือว่า รู้ว่าอันไหนอร่อย หรือว่าใส่ กินเข้าไปแล้วอันนี้ใส่อะไร! ทำไมถึงอร่อย เขามีวัตถุดิบอะไร ที่มันแบบเป็นเคล็ดลับอะไร อย่างเงี้ย เหมือนแบบเราแยกได้ว่า เวลาเราไปทานร้านโน้นร้านนี้เออเขาใส่อะไรทำไมมันถึงอร่อย แล้วเราก็กลับมาศึกษาค้นคว้าว่าเออ ทำไมเขาถึงมีรสนี้ ทำไมเราถึงทำรสนี้ไม่ได้ มันต้องมีวัตถุดิบบางอย่างสิ ที่เขาใส่ลงไป แล้วเราไม่รู้หรืออะไรอย่างเงี้ย เป็นอย่างงี้ตั้งแต่เด็กนิสัยเป็นแบบนี้
ถ้าลูกค้าทานแล้วต้อง “ติดใจ” ของเราแล้วต้องมาทานอีก? เราคิดอย่างนั้น เรามีมายเซ็ตว่า เราอยากจะทำอาหารที่แบบว่าเราทำออกไปแล้ว ลูกค้าจะไปกินร้านอื่นไม่ได้แล้ว คิดแค่นั้น“คือหมายถึงว่าพอเราคิดแบบนั้น กระบวนการมันจะมาเอง ว่าเราจะทำยังไงมันถึงจะเป็นแบบนั้น”อย่าง “บ๊ะจ่าง” เรามีความทรงจำที่ว่า อาโกวเป็นคนที่ทำบ๊ะจ่างอร่อยมาก แล้วอาโกวทำมาให้เรากินน่ะปีนึง ปีนึง 10 ลูก โอ้โหแย่งกันไม่พอจะกินเลย คือหมายถึงปีนึง 10 ลูกเพราะว่าอาโกวต้องทำแจกทุก ๆ คน แจกทุกบ้านปีนึงอาโกวทำเป็นร้อย ๆ ลูกนะ“รสชาตินั้นแหละที่เราชอบ จำไว้ ทำจนกว่าจะได้รสที่เราชอบ”
แล้วอย่าง “ขนมไหว้พระจันทร์” เราก็ยังทำเองเป็นโฮมเมดเลยนะ ปีนึงเราก็ขายหลายร้อยลูก เป็น1,000 ลูกเหมือนกันนะ แล้วขนมไว้พระจันทร์ทำยากจะตายเรายังสามารถอุตส่าห์ไปหาไขว่คว้าหามาได้ ครูคนไหนเก่ง คนไหนดี เราก็ไปลงเรียนจนทุกวันนี้ ขนมไหว้พระจันทร์เราไม่เป็นรองใคร แม้กระทั่งทุเรียนเรายังยกสวนกวนขอให้กวนจากจันทบุรีมาเลย ก้านยาว มูซังคิง หมอนทอง“มันก็เลยแบบเป็นที่มาของคำว่า กินของเราแล้ว มันก็ไปกินของคนอื่นก็ลำบาก” แล้วคือทำให้ดีที่สุด ที่แบบเราจะทำได้ แต่ถ้าเกิดคนอื่นจะทำดีกว่าเรา บางทีเราก็ต้องยอมแพ้แล้วนะเพราะว่า เราทำจนสุดความสามารถของเราแล้ว
ระหว่างที่รออาหารเทศกาล เคยเปิดโรงงาน “ซอส” ทำส่งจีนด้วย
แล้วเราก็ยังมีแตกไลน์อื่น ๆ อย่าง น้ำพริก เราก็ทำ ซอสสำเร็จรูป เราก็ทำ ไปทำตอนที่มันไม่มีเทศกาล“ซอสสำเร็จรูปและก็บังเอิญว่ามีญาติอยู่เมืองจีน เขาแบบไปเป็นคอนซัลท์ให้ร้านอาหารจีน เขาก็เลยแบบแนะนำว่าเออทำส่งไหม พวกซอสกะเพราพวกอะไรอย่างเงี้ย เราก็ทำช่วงหนึ่งนะส่งเป็นตัน ๆ เหมือนกัน”เป็นร้านอาหารไทยที่อยู่ในเมืองจีน เราก็ทำถึงขั้นที่ว่าเราก็ทำโรงงานที่มี “อย.” ได้เลยนะ ตอนนั้นก็คิดว่าจะเป็นธุรกิจหลักได้เลย แต่ว่าอีกใจเราก็คิดว่า เราก็จะไม่ทิ้งงาน(อาหาร)เทศกาล ตอนนั้นอาหารเทศกาลเราก็ขายผ่านออนไลน์ แต่ก็แบบไม่ได้ดัง ยังไม่เยอะมาก คือก็แบบขายกันเป็น “โฮมเมด” เรียกว่าโฮมเมดช่วงที่ facebook มาใหม่ ๆ ก็ขาย ที่เขาเริ่มขายกัน แต่ว่าเราก็ขายไปเลี้ยงลูกไป ยังไม่ได้แบบเยอะก็ขายกันในเพื่อนฝูงอะไรอย่างเงี้ย แต่ก็คือเราก็พัฒนาของเรามาเรื่อย ๆ จากเครื่องซีลสุญญากาศเล็ก ๆ แบบว่าใช้มือรีด ๆ จนตอนนี้ก็เป็นแบบเครื่องอุตสาหกรรม เราก็ทำกับ “ลูกชาย” สองคนลูกชายก็ช่วงทำบ๊ะจ่าง ตัวเล็กตัวน้อยก็มาช่วยซาวข้าวเหนียวตอนกลางคืนอะไรอย่างเงี้ย
แล้วมี “COVID-19” คือแบบว่าต้องหยุดหมดเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารที่จีน หรือว่าการขนส่ง/บริษัทขนส่งที่เราส่งอยู่ทุกคนก็ถูกล็อกดาวน์กันหมด แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย หมายถึงว่าเขาก็ไม่ฟื้นตัวกลับมาดำเนินธุรกิจอีกเลย โรงงานเราก็ปิดไปด้วย ตอนนั้นก็เลยทำอะไรล่ะ? ตอนนั้นก็เทศกาล“เทศกาลก็กลับมาบูม เพราะว่าตอนนั้นคนที่อยู่ในเยาวราช หรือแม้กระทั่งเจ้าดัง ๆ ในตลาดน้อยหรืออะไรอย่างเงี้ย เขาก็หยุด แล้วก็ป่วย แล้วคนไม่ได้ไปไหนเนาะคนก็ไถโทรศัพท์เพราะว่ามันไปไหนไม่ได้ ตอนนั้นจำได้ น่าจะเป็นสารทจีนคือขายดีมาก! คือแบบว่าไรเดอร์นี่แบบ มาจอดออกันอยู่หน้าบ้านเราแบบ จนต้องปิดรับออร์เดอเราปิดรับออร์เดอทุกปี เพราะเราทำไม่ไหว เพราะว่าเราทำคนเดียว”ขนาดพรีออร์เดอแล้วลูกค้าก็มาสั่ง เอาเดี๋ยวนั้น บางทีก็ต้องขอโทษลูกค้าว่าเรารับไม่ไหวแล้ว เป็นอย่างนั้นอยู่ 1 ปี
วิกฤตโควิด เป็นโอกาสได้เข้า “ห้างฯ”
จนปลายโควิดฯ แล้ว มีพี่คนหนึ่งติดต่อมาว่า“อยากจะไปขายที่เดอะมอลล์หรือเปล่า” แล้วก็มีครู(ชื่อครูตุ๊ก) เขาก็แนะนำมาว่า
เออไปลองขายไหม มีคนสนใจติดต่อครูมา พอครูตุ๊กแนะนำเขาก็ติดต่อเรามา เราก็ของเรามีครบทุกอย่างอยู่แล้วเราก็ขนของทุกอย่างเลยไปให้เขาลอง“เขาก็พอดีว่าช่วงนั้นมันจะใกล้เทศกาลเจ ก็เลยบอกว่าเออไปลองเปิดไหมที่สาขาหนึ่ง เป็นสาขาพุทธมณฑล(บุญถาวร) เป็นกูร์เมต์สแตนอโลน ก็ไปเปิดตัวเป็น “อาหารเจ” แบบว่ากับข้าวแบบ 20 อย่าง เป็นอาหารเจหมดเลย”ฟีดแบ็กดีนะนายชอบอะไรเงี้ย ลูกค้าชอบ แล้วพอ “เจ” แล้วมันก็ เขาก็ให้โอกาสเราว่าลองไปเปิดอีกสาขาหนึ่งไหม อันนี้ก็เป็นแบบ เขาเรียกว่าข้าวกล่องไม่ได้เป็นแบบว่าข้าวแกงแล้วนะ ก็เป็นข้าวแบบพร้อมทาน (Take away) เพราะว่าตอนนั้นก็ยังแบบ คนก็ยังติดแบบ กลัวโควิดฯ กันอยู่ก็แบบเป็นข้าวกล่องไป เพราะว่าเขาก็ยังมีร้านข้าวแกงของเขาเองอยู่เดิมแหละ“ก็ไปเปิดท่าพระแล้วก็มาที่บางแค ก็เปิดอยู่แบบปีนึงที่เป็นข้าวกล่อง เปิดทีละสาขา แล้วทีนี้ก็พอดีว่ามีอีกเจ้านึงเขาไม่ทำก็เลยให้เราไปสวมแทน (ร้านเดิมที่ท่าพระ) ทีนี้ก็แบบเป็นข้าวแกง แกงของเราก็เป็นแบบแกงไทยโบราณ รสชาติโบราณ ๆ อย่างเช่น แกงเขียวหวาน แกงเทโพ แล้วก็แกงส้ม อะไรเงี้ยอย่างแกงส้มหาทานอร่อย ๆ ยากนะ กับมีพวกผัดอะไรเงี้ย”กับข้าวก็ 20-30 อย่างต่อวันนะ เริ่มแรกเดอะมอลล์ก็ทำเอาสาหัสอยู่เหมือนกัน เพราะว่าแบบเราไม่เคยทำร้านข้าวแกงมาก่อน ไหนจะลูกน้องที่เราแบบจัดสรรมาใหม่ ยังไม่เข้ากันยังไม่รู้มืออะไรอย่างเงี้ย คือโอ้โห! ลูกน้องออกทุกอาทิตย์ก็มี ออกทุกวันก็มี ออกครึ่งชั่วโมงมาทำให้ออกก็มี คือพอมาเจออันนี้คือของจริง! แล้วเครียดมากเลยนะตอนนั้นคือแบบ จะไหวไหม?!!! คิดอยู่ในใจถามตัวเอง จะไหวไหม?“แต่เราก็มีความรู้สึกว่าเออ เอาวะ! คือไหน ๆ เริ่มมาแล้วเราก็ ฮึบ! ทีละนิดว่าอ้าวตรงนี้ สาขาเดียวก่อนนะ”หมายถึงว่าเขาก็จะให้เราเพิ่มสาขานะ เราก็บอกไม่ ขอทีละสาขา แล้วเราไม่โลภ หมายถึงว่าไม่ใช่ว่าเขาให้มา 4-5 สาขาแล้วเราแบบไปเปิดทีเดียว ไม่ใช่
ไม่มีวันไหนที่ขายไม่ได้เลย 365 วันเพราะทำไม่เคยหยุด!
ทำกับข้าวคนเดียวมาเป็นปีนะกว่าจะมีลูกน้อง กว่าจะมีแบบคนมาผัดแทนเราได้ แล้วก็ช่วงใหม่ ๆ ผลประกอบการของร้านในห้างฯ ก็เรียกว่ายังขาดทุน! แต่ก็สู้มาเป็นปี เพราะว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้“คือขาดทุนก็จริงแต่ว่าเราก็ เดินมันด้วยความระมัดระวัง คือไม่ผลีผลาม ขาดทุนก็รู้ว่าขาดทุนเท่าไหร่ เท่านี้นะขาดทุนอยู่ เราจะทำยังไง? ให้เรามีกำไรเราก็ใช้ “อาหารเทศกาล” เนี่ยแหละมาโปะ คือด้วยความที่ว่า “ผู้ใหญ่” เขาให้โอกาส แล้วผู้ใหญ่ก็เห็นว่าเออเราตั้งใจจริง ไม่ได้โดดเด่น แต่ตั้งใจ เขาก็เลยเออสาขาไหนที่เขาอยากจะเพิ่ม แล้วคิดว่าเรามีศักยภาพ เขาก็ให้เรา” คือเราโชคดีมั้งผู้ใหญ่ให้โอกาส จนล่าสุดนี้ก็คือแบบ สยามพารากอน ก็ไม่คิดว่าจะได้นะ พารากอนนี่ขึ้นปีที่ 2 แล้ว เข้าเมืองก็ไม่ง่ายนะเพราะว่า “คู่แข่ง” เยอะมาก เยอะมากกว่าชานเมือง ก็ต้องแบบ แล้วขายของแบบเราหลายคนคือเยอะ ก็ต้องค่อย ๆ ปรับไป เราก็ไม่ง่าย เราก็ไม่ได้ว่าเข้าไปปุ๊บคุณจะกำไรเลย ไม่! ของเรานี่แบบค่อย ๆ เดิน
ส่วน "ร้านกลมเกลียว" ร้านนี้เราเพิ่งเกิดมาได้ประมาณ 1 ปี เพราะว่าพารากอนเริ่มอยู่ตัวแล้ว แล้วลูกก็เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เหลือ เหลือเวลาก็เลยมาหุ้นกับเพื่อน ๆ ทำ คือเราทำเองก็ไม่ไหวนะ เพื่อน ๆ ก็คอยซับพอร์ต“แม้กระทั่งระหว่างทางน่ะ เราก็รับออกร้านนะ สมัยก่อนคือไม่ได้มีร้านก๋วยเตี๋ยวแล้วแต่รับออกร้านนะ 200 ชามอย่างเงี้ย เราออกเลย เราออกไปตั้งหม้อทำเสิร์ฟในงาน” คือเอาทุกอย่าง ถึงบอกไงว่าไม่เคยมีเวลาว่าง จริง! 365 วันเนี่ยไม่เคยมีเวลาว่าง เนี่ยเราก็มา พอมีสูตรใช่ไหมเราก็เทรนเด็กขึ้นมา เด็กของเราก็มีอยู่ในครัวกลางเราก็เลือกเด็กสักคน มาอยู่ตรงนี้ แล้วข้าวแกงเราก็มาจากครัวกลางเราไม่ได้ทำที่นี่ ถึงแบบมีไลน์อาหารเยอะ เพิ่มมาเป็นสาขาที่นี่เป็นเล็ก ๆ
เตรียมพร้อมตัวเอง เพื่อ “โอกาส”
คุณจิ๋ม-ณพรรณภรณ์ ดาวสุโขศิริกูล เจ้าของร้านเผ่งอังเผ่งอัง และร้านกลมเกลียวก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณ ยังบอกด้วย
เรียกว่าเราเตรียมพร้อมตัวเองเพื่อ “โอกาส” ดีกว่า คือหมายถึงว่าเราชอบทำอาหารอยู่แล้วแต่ว่า โอกาส มันก็มีอยู่ทั่วไปเนาะ แต่จิ๋มน่ะเป็นคนที่แบบชอบทำโน่นทำนี่เตรียมความพร้อมให้ตัวเอง และก็ใฝ่รู้ เอออันนั้นดีตรงนั้นดีเราก็อยากไปเรียนลองทำ มีครูสอนซอสสำเร็จรูปเราก็ไปเรียนลองทำ อะไรที่เราไม่มีคนสอนเราก็หาความรู้ด้วยตัวเอง ลองทำด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูก ทำทิ้งบ้างอะไรบ้าง“แต่จะบอกว่ามันคือ โอกาส ของเราไง พอโอกาสมันมาเราไปหยิบจับโอกาสได้ทันที เราไม่ต้องไปฝึกแล้วนะ”แล้วเราก็เป็นคนกระตือรือร้น คือไม่นิ่งดูดายว่าเออปล่อยให้ชีวิตผ่านไปวัน ๆ ไม่ใช่แบบนั้น อะไรที่แบบทำได้เออเราก็ทำ แล้วเราก็ตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ในหน้าที่ที่เราได้รับมอบหมาย
ณ วันนี้เรามีทีมงานที่เกิดขึ้นมาเกือบ ๆ 20 คนแล้ว ทั้งหน้าร้าน ทั้งหลังครัว ทั้งตรงนี้และก็ยังมีแบบพี่ไรเดอร์ที่แบบทำงานกับเราประจำ รับงานเราประจำก็เกือบ 20 คน“มองย้อนกลับไปก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า คือพอมันค่อย ๆ เดินมันก็ พอมองย้อนกลับไปมันก็เป็นความภูมิใจ เราก็ภูมิใจนะว่าเออแบบ มองย้อนกลับไปเออมันก็เดินมาถึงตรงนี้ได้เนาะ! มาไกลแบบไม่รู้ตัว”มาถึงตรงนี้ไม่รู้ตัว แล้วก็ไม่รู้ว่ามันมาถึงตรงนี้ได้ยังไงด้วย ด้วยที่ว่า หนึ่งมีคนให้โอกาส(ผู้ใหญ่) ด้วยและก็เป็นคนที่เขาก็อาจจะเห็นศักยภาพเราด้วยว่า เราทำอะไรตั้งใจ ไม่ทิ้ง มีสัจจะ“คือสมมติเรารับงานใครมาแล้ว เราก็ทำให้เต็มที่เราไม่เคยทิ้งงาน ไม่เคยอะไร อย่างนี้มากกว่านะ” แล้วก็คิดว่าของที่เขาซื้อจากเราไป เขาก็ไม่เคยผิดหวัง หรือมันอาจจะมีผิดพลาดบ้างอย่างบางทีลูกค้าซื้อผิดพลาดแบบไปถึงเสีย! ด้วยขั้นตอนการขนส่งอะไรก็แล้วแต่ เราก็เคลมให้เขาหมดนะ ไม่ใช่ว่าทำอะไรไม่เคยผิดพลาด ผิดพลาดก็มีแต่ว่าพยายามแก้ไขให้มันดีที่สุด
“เราซื่อสัตย์กับลูกค้าน้อยแค่ไหนด้วย แล้วเราอย่าดูถูกลูกค้า ลูกค้าสัมผัสได้ว่าเราจริงใจ มันบอกไปกับรสชาติอาหารกับวัตถุดิบที่มันอยู่ในอาหาร กับรสชาติ คือถ้าเราจริงใจเราเชื่อว่า ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำแน่นอน”เหมือนอย่างเราไปอยู่ในห้างฯ ไม่มีใครรู้จักเราเลย! โนเนมเนาะ แต่ในขณะที่รอบข้างเราเป็นร้านดัง ๆ ทั้งนั้นเลย กดดันมาก จนวันหนึ่งยอดขายเราค่อยขยับ ค่อยขยับ จนวันนี้เราก็อยู่อันดับ "TOP5" ของเขาแล้วนะ แต่มันก็มาจากลูกค้าไง“แล้วของแบบนี้มันต้องใช้เวลาแล้วมันไม่มีทางลัดหรอก “ความสำเร็จ” มันไม่มีทางลัดจริง ๆ ต่อให้คุณมีเงินเยอะมากมายมาทำธุรกิจนะ ถ้าคุณไม่จริงใจกับลูกค้านะ ก็เป็นกระแสแป๊บเดียวแหละ เดี๋ยวก็ไป”แล้วคิดดูว่าอันนี้ ขายก๋วยเตี๋ยวต้มยำใช่ไหม ขายข้าวแกงใช่ไหม แล้วเราทำเสริม “ข้าวคลุกกะปิ” ตอนนี้ข้าวคลุกกะปิมันดังไปกว่าข้าวแกงกับก๋วยเตี๋ยวแล้ว เพราะอะไร? ข้าวคลุกกะปิ หมูที่ดีที่สุด กุ้งแห้งที่ดีที่สุด กะปิที่ดีที่สุด ขั้นตอนการผัดข้าวที่ดีที่สุด เราใส่ลงไปในนั้น ก็เป็นอย่างนั้น คือกุ้งแห้งก็ไปหามาจากสตูลเลยเป็นกุ้งเสียบต้องย่างก่อนแล้วค่อยมาทอด อย่างเงี้ย หมูสามชั้น เนื้อหนึ่งเอาหนังออก ลูกค้าจะได้ไม่เหนียวอย่างเงี้ย ตอนนี้มันขายดีกว่าก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวแกงไปแล้ว (หัวเราะ) จริง “ยังนึกในใจว่าเออเนี่ยฉันจะทำข้าวคลุกกะปิที่แบบ ใคร ๆ ก็หาตัวจับยากเออไปกินข้าวคลุกกะปิที่ไหนก็ ถ้ากินของฉันแล้วต้องกลับมาโอ๊ยรู้งี้ ไปกินร้านกลมเกลียวดีกว่าอะไรอย่างงี้” นี่คือมายเซ็ตที่คิดแบบนั้น ทุกอย่างที่ทำจะเป็นแบบนั้น
จากคุณแม่สู่ธุรกิจสุดปังด้วย “อาหารเทศกาล” ก่อนต่อยอดสู่ห้างฯ และร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.081-669-2426 ติดตามร้านได้ที่FB : เผ่งอังเผ่งอัง และFB : กลมเกลียวก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณ
คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด


