ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้ตอกย้ำบทบาทของหน่วยงาน ในฐานะผู้ออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ของประเทศ ในโอกาสที่ สอวช. ครบรอบการก่อตั้ง 7 ปี โดยได้เผยผลสำเร็จจากตัวอย่างการขับเคลื่อน 7 นโยบายและกลไกสำคัญรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม กำลังคน และสิ่งแวดล้อม ที่ช่วยวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ
สร้างสังคมคาร์บอนต่ำ
นโยบายที่ 1 คือ การขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ หรือ Climate & Net Zero ซึ่งถือเป็นบทบาทเชิงยุทธศาสตร์สำคัญของ สอวช. ในการสนับสนุนประเทศมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ผ่านการออกแบบนโยบายและกลไกเชิงระบบด้าน อววน. ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลกระทบทั้งต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย
หนึ่งในผลลัพธ์การดำเนินงานที่สำคัญคือ โครงการเครือข่ายมหาวิทยาลัยขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Campus) ที่ยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยจากแหล่งผลิตกำลังคน สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคาร์บอนต่ำของประเทศ โดยมีสถาบันการศึกษาอย่างน้อย 50 แห่ง ร่วมประกาศเจตนารมณ์และพัฒนาเส้นทางสู่การเป็นมหาวิทยาลัย Net Zero อย่างเป็นระบบ คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนด้านการตรวจประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์และองค์กร (CFP/CFO) หลายร้อยคน เพื่อรองรับมาตรการการค้า กฎระเบียบด้านคาร์บอน และการรายงาน ESG ในอนาคต
ในระดับพื้นที่ สอวช. ยังร่วมสนับสนุนการพัฒนา “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ให้เป็นพื้นที่นำร่องของการเปลี่ยนผ่านสู่เมืองอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ผ่านการออกแบบระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เทคโนโลยีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กฎระเบียบ กลไกทางการเงิน และความร่วมมือระหว่างประเทศเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ขณะเดียวกัน ในมิติภาคธุรกิจและห่วงโซ่อุปทาน สอวช. ยังได้พัฒนาเครื่องมือ Green Enterprise Indicator (GEI) เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวทั้งระบบ ช่วยให้ภาคธุรกิจลดต้นทุนการปรับตัว เข้าถึงตลาดโลกได้ดีขึ้น และเปลี่ยน “ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ” ให้กลายเป็น “โอกาสทางการแข่งขัน” ของประเทศ
อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต
นโยบายที่ 2 คือ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food โดย สอวช. มองว่าอุตสาหกรรมอาหารเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของไทย แต่การแข่งขันด้วยต้นทุนหรือรูปแบบการผลิตเดิมไม่เพียงพอต่อการสร้างความได้เปรียบในระยะยาวอีกต่อไป ประเทศไทยจึงต้องเร่งยกระดับสู่อาหารมูลค่าสูง เช่น อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ อาหารเฉพาะบุคคล และโปรตีนทางเลือก
สอวช. ได้ทำงานร่วมกับภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) โดยความสำเร็จสำคัญคือการจัดทำบัญชีสารสำคัญ (Positive List) เพื่อรองรับการกล่าวอ้างด้านสุขภาพบนฉลากอาหาร สร้างความเชื่อมั่นแก่ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค พร้อมพัฒนากลไกแซนด์บ็อกซ์เพื่อเร่งการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารอนาคตให้เข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น
ในระยะต่อไป สอวช. เตรียมขยาย Positive List เพิ่มมากกว่า 20 รายการ พร้อมพัฒนากลไกคอนซอร์เทียมด้านการสกัดและเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งเสริมเทคโนโลยีชีวภาพและการหมักแบบแม่นยำ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนด้าน Future Food อย่างครบวงจร ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารอนาคตของไทยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 140,000 ล้านบาท และมีมูลค่าตลาดในประเทศราว 190,000 ล้านบาท โดยคาดว่าภายในปี 2570 จะเพิ่มขึ้นเป็น 220,000 ล้านบาท และ 280,000 ล้านบาท ตามลำดับ สะท้อนศักยภาพของไทยในการยกระดับเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน
กลไก University Holding Company
นโยบายที่ 3 คือ การผลักดันกลไก University Holding Company และธุรกิจ Spin-off เพื่อเร่งนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดย Holding Company ทำหน้าที่เป็นกลไกบริหารจัดการและต่อยอดผลงานวิจัย ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เปิดทางให้เกิดธุรกิจ Spin-off และการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนในสาขาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ไทยมีศักยภาพ
ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาจัดตั้ง Holding Company แล้ว 12 แห่ง ลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมมากกว่า 110 แห่ง คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 500 ล้านบาท และในช่วง 1–3 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีการจัดตั้งเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 6 แห่ง ส่งผลให้เกิดการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาทต่อปี สอวช. จะเดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศสนับสนุนให้กลไกดังกล่าวเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งการเสริมศักยภาพองค์กรและบุคลากร การยกระดับงานวิจัยให้พร้อมต่อการลงทุน และการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด
การจัดการศึกษารูปแบบใหม่ที่ยืดหยุ่น
นโยบายที่ 4 คือ Higher Education Sandbox ซึ่งเป็นกลไกรองรับการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่ โดย สอวช. และสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ร่วมกันพัฒนาระบบที่เปิดโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาทดลองจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานเดิม ภายใต้การยกเว้นกฎ ระเบียบ หรือข้อจำกัดบางประการ เพื่อสร้างนวัตกรรมการศึกษาที่ตอบโจทย์ประเทศอย่างแท้จริง โดยนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี 2565 ได้มีการอนุมัติหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์แล้ว 24 ข้อเสนอ คาดว่าจะนำไปสู่การผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงมากกว่า 26,620 คน ทั้งนี้มีหลักสูตรที่เปิดการเรียนการสอนแล้ว 16 ข้อเสนอ ครอบคลุมสาขาที่มีความต้องการกำลังคนสูง เช่น วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีดิจิทัล ผู้ประกอบการเทคโนโลยีชั้นสูง วิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
อย่างไรก็ตาม หลังจากได้ทดลองจัดการศึกษาในหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์มาแล้วระยะหนึ่ง ได้เกิดนวัตกรรมการอุดมศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายในอนาคตมากมาย อาทิ การจัดการศึกษาที่มุงเน้นสมรรถนะ (Competency-based/Skill-based Learning) เน้นการกำหนดสมรรถนะหรือทักษะปลายทางของผู้เรียนอย่างชัดเจน โดยเกิดจากการออกแบบร่วมกับภาคผู้ใช้บัณฑิตโดยตรง พร้อมออกแบบรายวิชาแบบ Module และ Block Course ให้ยืดหยุ่นทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน นอกจากนี้ยังมีการจัดการศึกษาร่วมกับภาคีผู้ใช้บัณฑิตอย่างเข้มข้นในลักษณะ Intensive Co-creation ดึงภาคผู้ใช้บัณฑิตเข้ามามีส่วนร่วมตลอดเส้นทางการพัฒนาผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงตั้งแต่ช่วงต้นของการศึกษา ขณะเดียวกัน ยังทำให้เกิดการจัดการศึกษาทั่วไปรูปแบบใหม่ (General Education (GE) Reform) โดยผสาน Soft Skills เข้าไปในโมดูลเฉพาะทางและการฝึกงาน ทำให้ผู้เรียนได้รับทั้งทักษะเชิงเทคนิคและทักษะเชิงสังคมควบคู่ไปในเวลาเดียวกัน
นอกจากนี้ สอวช. ยังขับเคลื่อนการผลิตกำลังคนในสาขายุทธศาสตร์ของประเทศผ่าน Top-down Sandbox โดยเฉพาะสาขาวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งถูกพัฒนาเป็นต้นแบบหลักสูตรกลางของประเทศ เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งโปรแกรมสหกิจศึกษารูปแบบพิเศษ Coop+ เพื่อรองรับความต้องการเร่งด่วนของอุตสาหกรรม และเป็นฐานสำคัญของการพัฒนากำลังคนด้านอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในช่วงปี 2569–2573
พัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง
นโยบายที่ 5 คือ STEMPlus Platform เป็นกลไกสำคัญที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงให้เชื่อมโยงกับความต้องการจริงของภาคการผลิตและบริการ โดย สอวช. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาแพลตฟอร์มและระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ และการจ้างงานเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เปิดทางให้ภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะแบบยืดหยุ่น
ในปี 2568 มีนักศึกษาเข้าร่วมแล้วกว่า 1,000 คน และมีสถานประกอบการเข้ามาเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงประสบการณ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนากลไกสิทธิประโยชน์ด้านภาษีภายใต้มาตรการ Thailand Plus Package ร่วมกับกรมสรรพากร ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่ในตำแหน่งทักษะสูงด้าน STEM แล้วกว่า 13,000 ตำแหน่ง จากกว่า 200 บริษัท คิดเป็นมูลค่าเงินเดือนรวมกว่า 4,400 ล้านบาทต่อปี และมีผู้ผ่านการอบรมทักษะแล้วมากกว่า 450,000 คน
นอกจากนี้ สอวช. ยังได้ร่วมกับ BOI ขับเคลื่อนมาตรการ BOI STEM++ ภายใต้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเร่งพัฒนาบุคลากรทักษะสูงในอุตสาหกรรมยุคใหม่ ทั้งเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อาหารมูลค่าเพิ่มสูง เชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ ดิจิทัล การแพทย์ครบวงจร และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยมีผู้ได้รับการสนับสนุนแล้วกว่า 17,000 ราย และได้ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรไว้ไม่น้อยกว่า 100,000 ราย ในระยะที่ 1
STEMPlus Platform ยังช่วยให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลความต้องการกำลังคนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์จากข้อมูลจริง ลดปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะของบัณฑิตกับความต้องการของตลาดแรงงาน ผ่านศูนย์ประสานงานและบริการเบ็ดเสร็จ STEM One-stop Service ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมกับศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งขยายความร่วมมือในระดับนานาชาติ เช่น การลงนามความร่วมมือกับสมาคมแผงวงจรไต้หวัน (TPCA) เพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับอุตสาหกรรม Printed Circuit Board (PCB) และรองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศไทย
บ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคม
นโยบายที่ 6: กลไกการบ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคม ผ่าน Social Enterprise Incubation Platform (SEIP) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบ่มเพาะผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่มุ่งพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ และศักยภาพการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างผลกระทบทางสังคมและการพัฒนาพื้นที่จริง โดย SEIP ทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม และหน่วยบ่มเพาะของมหาวิทยาลัยในหลากหลายบริบทพื้นที่ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนธรณินอินทรีย์ จังหวัดสกลนคร วิสาหกิจชุมชนออร์แกนิคพบพระ จังหวัดตาก วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวสีเขียวและวัฒนธรรมชนเผ่าบ้านบวกจั่น จังหวัดเชียงใหม่ บริษัท ออทิสติกไทย วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด และหน่วยบ่มเพาะ Ecotive มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี แพลตฟอร์มนี้ถูกออกแบบจากปัญหาและความต้องการจริงของผู้ประกอบการในพื้นที่ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การโค้ช และการฝึกภาคปฏิบัติ ส่งผลให้เกิดโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่เหมาะสมกับแต่ละองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ผลลัพธ์สำคัญคือ วิสาหกิจสามารถใช้โมเดลเหล่านี้เป็นแนวทางจัดทำแผนธุรกิจ การพัฒนาสินค้าและบริการ การตลาด และการเชื่อมโยงพันธมิตรได้
นอกจากนี้ SEIP ยังถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาบุคลากรและการเรียนการสอนด้านการประกอบการเพื่อสังคมร่วมกับคณะสหวิทยาการและการประกอบการ มหาวิทยาลัยทักษิณ ทำให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือใหม่ และสร้างการเชื่อมโยงองค์ความรู้กับการพัฒนาพื้นที่จริงได้อย่างชัดเจน
อีกหนึ่งการดำเนินงานด้านสังคมของ สอวช. คือ การออกแบบนวัตกรรมเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาทักษะ และลดต้นทุนของการเข้าถึงโอกาส และเพิ่มความสามารถในการขยับสถานะทางสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านรายได้หรือพื้นที่ห่างไกล โดยร่วมกับ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ศึกษากลไกการขยับสถานะทางสังคมของประชากรกลุ่มฐานราก เพื่อพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อสร้างระบบสนับสนุนที่ยั่งยืนในการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมศักยภาพเยาวชนกลุ่มเปราะบางให้สามารถขยับสถานะทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง 2 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ดำเนินงานต้นแบบโครงการการใช้ฐานข้อมูลและกลไกท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา อ.สังขะ จ.สุรินทร์ และพื้นที่ดำเนินงานต้นแบบโครงการครูสอนพิเศษด้านการอ่านออกเขียนได้ อ.อุ้มผาง จ.ตาก โดยดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ควบคู่ไปกับการออกแบบกลไกเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ และนำข้อมูลมาใช้เป็นฐานสำคัญสำหรับการกำหนดทิศทาง ออกแบบกลไกความร่วมมือให้มีความสอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ และเอื้อต่อการขยายผลเชิงนโยบายในระยะต่อไป
ปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม
นโยบายที่ 7 คือ การปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมผ่านการจัดตั้งสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ซึ่ง สอวช. ผลักดันให้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อเป็นกลไกใหม่ที่มีความยืดหยุ่น คล่องตัว และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในอนาคตได้รวดเร็วกว่าระบบเดิม
รวพ. ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่บริหารจัดการและให้ทุนวิจัยและนวัตกรรม ขับเคลื่อนเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์จริง และปิดช่องว่างของระบบ ววน. โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับภาคเอกชนและผู้ใช้ประโยชน์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีอำนาจในการลงทุนหรือร่วมลงทุน การจัดตั้งหรือร่วมจัดตั้งนิติบุคคล การถือหุ้น การให้บริการด้านวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมให้เข้าถึงการผลิตและตลาดได้จริง ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างครบวงจร
รวพ. จะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการลงทุนวิจัยและนวัตกรรมจากภาคเอกชน ผ่านความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย ภาคธุรกิจ และหน่วยงานด้านนโยบาย เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมในระดับร้อยละ 2 ของ GDP ได้ภายในปี 2570
ดร.สุรชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา สอวช. ได้วางรากฐานการใช้ศักยภาพของ อววน. ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิรูปการอุดมศึกษา การพัฒนากำลังคน การยกระดับเศรษฐกิจไทยโดยการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พาไทยแข่งขันในเวทีโลกด้วยอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไปจนถึงการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียว
“สอวช. ไม่เพียงแค่ออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายทั้งนโยบายที่แก้ปัญหา นโยบายที่สร้างโอกาส และนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการ แต่ยังออกแบบและยกระดับ “ระบบ” ของประเทศ ด้วยการใช้ศักยภาพของ อววน. เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างมั่นคง แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าว


