xs
xsm
sm
md
lg

(ชมคลิป) “ท่องยามู” คาเฟ่ที่ไม่ได้ขายแค่น้ำแต่เปลี่ยน “หน้าร้าน” เป็น “ตลาดของคนในหมู่บ้าน” ร้านเล็กของคนๆ เดียวสู่รายได้ของชุมชน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ท่องยามู” คาเฟ่เล็กจากยะลา เริ่มต้นจากท้ายรถกระบะ สู่หน้าร้านชุมชนที่ขายน้ำแก้วละ 20–40 บาท ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ดึงลูกค้านอกพื้นที่กว่า 80% ควบคู่เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านกว่า 10 ครัวเรือนนำผักผลไม้มาฝากขายโดยไม่บวกเพิ่ม สร้างรายได้หลักพันต่อวัน กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมชุมชน ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ช่วยหนุนยอด พร้อมต่อยอดแปรรูปสินค้าเกษตร เพิ่มมูลค่า และย้ำแนวคิด “ไม่รวยคนเดียว แต่โตไปด้วยกันทั้งหมู่บ้าน”


อรรศพงศ์ วงศ์กระจ่าง หรือ โก้ เจ้าของธุรกิจร้านท่องยามู เล่าว่า ย้อนไปเมื่อ 4-5 ปีก่อน ร้านเริ่มจาก “ท้ายรถกระบะของพ่อ” และใช้พื้นที่ว่างเล็กๆ เปิดขายเครื่องดื่มช่วงเย็นหลังเลิกงาน แล้วค่อยๆ พัฒนาและต่อยอดจากท้ายรถกระบะมาเป็นจักรยาน รถตู้ และกลายมาเป็นร้านจริงในตอนนี้ จากจุดเล็กๆ หลังเลิกงานประจำของชายหนุ่มคนหนึ่งที่หลงใหลทั้งกาแฟ การตกแต่งและวิถีชีวิตชุมชนสู่คาเฟ่ที่มีบรรยากาศสบายๆ ที่ไม่ได้ขายแค่น้ำแต่กลายเป็นศูนย์กลางเล็กๆ ของการพึ่งพาอาศัยกันของคนในหมู่บ้าน


ร้านชื่อ “ท่องยามู” มีที่มาจากชื่อหมู่บ้านในจังหวัดยะลา ซึ่ง “ยามู” แปลว่าชมพู่เนื้อแดงและคำว่า “ท่อง” ที่ในภาษาถิ่นใต้หมายถึง “ไปเที่ยวทุ่ง” แต่ในภาษาคนใต้เวลาพูดจะพูดว่า “ไปท่อง” ทำให้เจ้าของร้านนำเอาภาษาถิ่นมาปรับใช้เป็นชื่อร้าน แม้เติบโตขึ้นแต่หัวใจของร้านยังคงเหมือนเดิมคือการอยากให้คนในพื้นที่มาที่คาเฟ่แล้วให้บรรยากาศเหมือนกับมาเที่ยวบ้านเพื่อน

ราคาเครื่องดื่มขายไม่แพง เริ่มต้น 20-40 บาทเท่านั้น เหตุผลที่ขายในราคานี้เพราะวัตถุดิบต่างๆ อย่างมะนาว เสาวรส น้ำผึ้ง ล้วนเป็นผลผลิตที่มาจากชาวบ้านในชุมชนที่ปลูกและนำมาขาย ทำให้ต้นทุนไม่สูงและทุกคนทั้งทางคาเฟ่และชาวบ้านได้ประโยชน์ร่วมกัน ยอดขายขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 50 แก้วต่อวันและลูกค้ากว่า 80% เป็นคนนอกพื้นที่ที่ตั้งใจแวะมา


จากค่าเฟ่สู่ “หน้าร้านผักของชาวบ้าน”

แนวคิดการทำธุรกิจไม่เพียงแค่เปิดเป็นร้านคาเฟ่ขายน้ำให้ลูกค้ามาซื้อแล้วกลับไป แต่เจ้าของร้านยังคำนึงถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ทำเกษตรเป็นหลักและตอนนี้ทำงานเกี่ยวกับชุมชน บวกกับมีคุณพ่อที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน ทำให้นำเอาสิ่งเหล่านี้มาต่อยอดด้วยการเอาพืชผักต่างๆ มาวางขายด้วย สิ่งที่ทำให้ “ท่องยามู” แตกต่างคือพื้นที่หน้าร้านที่เต็มไปด้วยพืชผัก ผลไม้ และของกินจากชุมชน ชาวบ้านนำของมาฝากขาย ตั้งราคาเอง ร้านไม่บวกเพิ่มและยังช่วยจัดวางให้ดูน่าซื้อ ทำให้ขายผักผลไม้หมดเกลี้ยงทุกวัน

ผลผลิตที่เคย “กินไม่ทัน” และ “ไม่มีที่ขาย” วันนี้กลับสร้างรายได้ให้หลายครัวเรือน เฉลี่ยผักขายได้ประมาณหลักพันบาทต่อวันและมีชาวบ้านกว่า 10 ครัวเรือนนำมาฝากขาย หรือในบางช่วงผลผลิตเยอะลูกค้าก็สามารถเดินไปตัดผักเองจากแปลงแล้วค่อยมาคิดเงินทีหลัง ทำให้กลายเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกหนึ่งช่องทางผ่านการตั้งร้านคาเฟ่ท่องยามูขึ้นมา


จุดขายที่ไม่ใช่แค่ความสวยแต่คือ “ของจริง”

ผักที่วางหน้าร้านไม่ได้มีไว้เพื่อตกแต่ง แต่คือของสดที่ซื้อกลับไปกินได้จริง นี่คือสิ่งที่เจ้าของร้านบอกว่าเป็น “หัวใจ” ของธุรกิจ การนำผักมาวางร่วมกับงานสาน งานไม้ไผ่และของตกแต่งพื้นบ้าน ทำให้ร้านมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครและยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยเพิ่มยอดขายทั้งน้ำในคาเฟ่และผักหน้าร้านไปพร้อมๆ กัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำการตลาดออนไลน์มีผลอย่างมาก


แม้ช่องทางออนไลน์อย่าง TikTok จะช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่เข้ามาได้จำนวนมากแต่สิ่งที่ทำให้ร้านอยู่ได้จริงคือ “ลูกค้าประจำและชุมชน” เพราะคนในพื้นที่ซื้อซ้ำทุกวัน ส่วนลูกค้านอกพื้นที่คือกำลังเสริมที่ช่วยขยายโอกาส แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำการตลาดออนไลน์นั้นช่วยโปรโมตร้านให้ลูกค้านอกพื้นที่ได้รู้จักและช่วยส่งต่อความเป็นท่องยามูให้คนอื่นได้รับรู้การมีอยู่ของร้านและการส่งเสริมการสร้างรายได้จากผลผลิตในพื้นที่ของชุมชน


ธุรกิจที่ไม่ได้โตแค่ “ร้าน” แต่โต “ทั้งหมู่บ้าน”

เจ้าของร้านมองว่าคาเฟ่ทั่วไปอาจเป็นแค่กระแสในช่วงหนึ่ง แต่การใส่เอกลักษณ์ความเป็นชุมชนเข้าไปจะทำให้ธุรกิจมีความหมายมากยิ่งขึ้นและอยู่ได้นานกว่าการทำเป็นกระแสแค่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ จากร้านขายน้ำธรรมดากลายเป็นพื้นที่ที่คนขายของได้ คนซื้อได้ของดีราคาถูกและทุกคนช่วยกันหมุนเศรษฐกิจเล็กๆ ในหมู่บ้านให้สามารถขายและมีรายได้เพิ่มขึ้น

ผลตอบรับจากฝั่งชาวบ้านที่มาฝากขาย

คนในพื้นที่ส่วนใหญ่นิยมปลูกกล้วยไว้รับประทาน แต่พอช่วงที่กล้วยมีจำนวนมากทำให้กินไม่ทัน ชาวบ้านก็จะเอามาฝากที่ร้านขายหรือบางครั้งนำมาแลกเปลี่ยนกัน เมื่อก่อนกินไม่หมดไม่รู้จะไปขายใคร ถึงขายก็ขายไม่หมดแต่พอมาฝากขายกับที่ร้านกลับขายหมดทุกวัน เพราะจุดขายคือ “ทางผ่าน” ในหมู่บ้านจะมีร้านอาหารที่เวลาคนจากในตัวเมืองเดินทางไปนอกเมืองต้องผ่านแล้วแวะกินข้าว จึงต้องผ่านถนนเส้นหน้าร้านทั้งขาไปและกลับ ทำให้มีลูกค้าแวะซื้อของติดมือไปด้วย เมื่อมาครั้งแรกก็จะบอกต่อแบบปากต่อปากและแนะนำต่อให้จนกลายเป็นที่รู้จัก ทำให้แม้แต่ผลผลิตที่ขายไม่ได้ก็มีคนซื้อไปในที่สุด


ไอเดียต่อยอดในอนาคต

เจ้าของร้านเปิดเผยว่าคนในหมู่บ้านปลูกผักกันจำนวนมากอาจจะนำเอาผลผลิตเหล่านั้นมาแปรรูป เช่น กล้วย อาจจะนำมาแปรรูปเป็นกล้วยตาก กล้วยอบ กล้วยแผ่นผสมธัญพืช และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตเหล่านี้ให้มีราคาเพิ่มขึ้น หลักๆ คือจะนำเอาวัตถุดิบและผลผลิตจากเกษตรกร คนในหมู่บ้านมาพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าที่จับต้องได้และสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้คนในชุมชน

บทเรียนสำหรับคนอยากเริ่มธุรกิจ

สิ่งที่ “ท่องยามู” พิสูจน์ให้เห็นคือ ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหญ่ ไม่ต้องแต่งร้านหรูแต่ต้องเป็นตัวเองและเข้าใจลูกค้าของตัวเองให้ชัด โดยเฉพาะสิ่งที่สำคัญคือให้เริ่มจากชุมชนก่อน เพราะถ้าหากรากฐานในพื้นที่แข็งแรง ธุรกิจก็จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน “ท่องยามู” อาจเป็นคาเฟ่เล็กๆ ในจังหวัดยะลา แต่ไอเดียของร้านกำลังจะบอกว่าธุรกิจที่ดีไม่ใช่แค่ทำให้ตัวเองอยู่รอดแต่ต้องพาคนรอบข้างอยู่รอดไปด้วยกัน

ติดต่อเพิ่มเติม
Facebook :
Cafe ในท่องยามู



* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด* * *