xs
xsm
sm
md
lg

(ชมคลิป) จากแม่บ้านสู่เจ้าของแบรนด์ I-Richly น้ำยาทำความสะอาดยอดขายสุดปัง 28 ล้านบาท! ชู “ความซื่อสัตย์” ในการทำธุรกิจ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



น้ำยาทำความสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่าง I-Richly ที่เริ่มต้นจากการเป็นแม่บ้านและก้าวสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์ โดยเน้นใช้ “ความซื่อสัตย์” ต่อตนเองและลูกค้าในการดำเนินธุรกิจ ใช้ส่วนผสมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยตีตลาดออฟไลน์มากกว่าออนไลน์เพราะต้องการให้กลุ่มลูกค้าที่กำลังซื้อน้อยได้ใช้สินค้าที่ดีทั้งต่อตัวเองและสิ่งแวดล้อม ภายในปี 2568 ที่ผ่านมาสร้างยอดขายได้ 28 ล้านบาท ช่วงโควิด-19 ยอดขายพีคถึง 60 ล้านบาท ตั้งเป้าแตกไลน์สินค้าและขยายศูนย์กระจายสินค้ามากขึ้น


นางสาวกนกวรรณ งอกงาม หรือ ดรีม นักวิจัยและพัฒนา เจ้าของแบรนด์น้ำยาทำความสะอาด I-RICHLY เล่าว่า เธอเรียนจบด้านเคมี Microbiology มา ซึ่งในช่วงที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 ได้เข้ามาช่วยคุณแม่ดูแลธุรกิจผลิตน้ำยาทำความสะอาดขาย ซึ่งก่อนจะก่อตั้งเป็นแบรนด์นั้นคุณแม่ของเธอทำอาชีพเป็นแม่บ้านและได้ช่วยญาติขายน้ำยาทำความสะอาดมาก่อน แต่ยังไม่ได้ประสิทธิภาพและควบคุมคุณภาพไม่ได้ ทำให้หันมาทำเองและพัฒนาสูตรน้ำยาทำความสะอาดต่างๆ จนสามารถผลิตขายได้ โดยเธอได้นำความรู้ที่เรียนมาช่วยพัฒนาสูตรน้ำยาต่างๆ ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยในปี 2557 เป็นวิสาหกิจชุมชนก่อน และในปี 2561 ก็เริ่มออกมาทำเองเพราะต้องการก้าวเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเต็มตัว


ด้านคุณแม่ บอกว่าเดิมทีทำงานเป็นแม่บ้านและช่วยญาติขายน้ำยาทำความสะอาดมาก่อน แต่พอมาทำเองก็เริ่มมีคนสนใจ ประธานหมู่บ้านชวนให้นำสินค้าไปขายตามงานต่างๆ ซึ่งครั้งแรกที่ออกงานขายทำยอดขาย 4,700 บาท ทำให้คุณแม่ดีใจมาก เนื่องจากการเป็นแม่บ้านแล้วขายของได้ราคานี้เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตเธอ หลังจากนั้นก็เริ่มเอาสินค้าไปออกตามงานต่างๆ มากขึ้น ต่อมาก็ได้เข้าไปอยู่กับ OTOP ทำให้สินค้าเริ่มขายดี ลูกค้ารู้จักมากยิ่งขึ้น


หลังจากเป็นสินค้า OTOP แล้วได้มีโอกาสนำสินค้าไปวางขายที่งานแสดงสินค้าที่ถูกจัดขึ้นที่เมืองทองธานีของงาน OTOP ที่จัดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งมีคำถามเกิดขึ้นมาว่า “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจริงหรือ” ทำให้คุณแม่คิดหนักเรื่องนี้เพราะตอบคำถามนั้นไม่ได้ คุณแม่จึงเอาคำถามนั้นกลับมาคิดและปรึกษากับครอบครัวให้เน้นเรื่องการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยมุ่งเป้าไปที่สารต่างๆ ที่นำมาผสมเป็นน้ำยาทำความสะอาดให้เป็นสารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะได้สร้างมาตรฐานและคุณภาพให้สินค้าต่อไป หลังจากพัฒนาสูตรน้ำยาทำความสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้วทำให้มั่นใจในการขายมากขึ้น


ทั้งนี้น้ำยาทำความสะอาดของทางแบรนด์มีหลากหลายประเภท เช่น น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน และอื่นๆ ซึ่งน้ำยาปรับผ้านุ่มถูกพัฒนาให้ความหอมติดเนื้อผ้าแทนการหอมฟุ้ง เพราะการหอมฟุ้งเมื่อผสมกับกลิ่นเหงื่อจะทำให้กลิ่นแย่ลง ทำให้จุดเด่นของน้ำยาปรับผ้านุ่มอยู่ที่ความหอมที่ติดเนื้อผ้าแบบไม่ฟุ้ง ส่วนน้ำยาซักผ้าจุดเด่นคือการมีฟองน้อย เนื่องจากการมีฟองน้อยจะทำให้ล้างทำความสะอาดได้ง่าย ซึ่งน้ำยาซักผ้าแบบฟองเยอะส่วนใหญ่มักล้างออกไม่หมดเมื่อติดกับเสื้อเป็นเวลานานอาจจะทำให้เสื้อผ้าเหม็นอับ เมื่อสัมผัสกับผิวทำให้เกิดอาการคันเกิดขึ้นได้ ซึ่งใจความสำคัญคือความปลอดภัยต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ปัญหาน้ำเสียในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยอื่นเสมอไป แต่เกิดจากน้ำยาซักล้างที่มีฟองมากจนเกินไป ทำให้เมื่อระบายลงท่อแล้วเกิดการตกค้างและกลายเป็นน้ำเสีย

ความพิเศษของน้ำยาทำความสะอาดของแบรนด์คือได้มีการรีไซเคิลจากพลาสติก กล่าวคือ เบสของน้ำยาทำความสะอาดเหล่านี้คือโพลิเมอร์ ที่ทางแบรนด์ใช้และผ่านกระบวนการมาแล้ว รวมถึงเบสอื่นๆ เช่น มะพร้าวและปาล์ม ทำให้กลายเป็นน้ำยาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ทางบริษัทยังได้รับมาตรฐาน ISO14001 มาตรฐานสากลสำหรับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม


สำหรับโปรดักส์ฮีโร่ของทางแบรนด์ที่กลุ่มลูกค้านิยมมากที่สุดคือ น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาซักผ้าและน้ำยาล้างจานตามลำดับ ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นลูกค้ากลุ่มแม่บ้าน กลุ่มลูกค้าที่ทำงานโรงงาน รวมถึงกลุ่มพนักงานข้าราชการ โดยได้รับการตอบรับและฟีดแบกจากกลุ่มลูกค้าได้เป็นอย่างดีและกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันใช้ระบบตัวแทนจำหน่ายเป็นหลักที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 150 ราย ทั่วประเทศ เพื่อให้ได้ลูกค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมถึงนำสินค้าออกบูธตามงานต่างๆ เพื่อส่งต่อและให้กลุ่มลูกค้าได้มองเห็นถึงผลิตภัณฑ์ที่กว้างมากขึ้น

ทางแบรนด์จะเน้นทำการตลาดแบบออฟไลน์มากกว่าออนไลน์ เนื่องจากต้นทุนน้อยอาจจะมีความเสี่ยงมากกว่า เพราะการทำออนไลน์นอกจากจะต้องจ่ายค่าเปอร์เซ็นแต่ละแพลตฟอร์มแล้ว ยังต้องจ่ายให้กับผู้ที่ทำแอฟฟลิลิเอตหรือนายหน้าในแพลตฟอร์มนั้นรวมกว่า 40% ทำให้ทางแบรนด์หันมาทำการตลาดแบบออฟไลน์มากกว่า โดยเน้นขายตามตลาดนัด ออกบูธแสดงสินค้า ซึ่งทำให้ขายง่ายและได้เงินเร็วกว่า โดยสินค้าเริ่มต้นที่หลักสิบถึงหลักร้อย


ปัจจุบันเริ่มทำศูนย์กระจายสินค้าในแต่ละจังหวัด เช่น ร้อยเอ็ด ระยอง กรุงเทพฯ สมุทรปราการ นครศรีธรรมราช เลย และมุกดาหาร ซึ่งในอนาคตมีแผนเพิ่มอีกต่อเนื่อง เพื่อให้สินค้าได้กระจายสู่มือผู้บริโภคได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้ในปี 2568 สามารถสร้างยอดขายได้ประมาณ 28 ล้านบาท ซึ่งในช่วงที่พีคที่สุดคือช่วงปี 2563 และเป็นวิสาหกิจชุมชนและอยู่ในช่วงโควิด-19 ยอดขายพุ่งถึง 60 ล้านบาท

นอกจากสินค้าหลักอย่างน้ำยาปรับผ้านุ่มและน้ำยาซักผ้าแล้ว ทางแบรนด์ยังได้มีการแตกไลน์สินค้าเพิ่ม เช่น เจลอาบน้ำ สบู่ล้างมือ รวมถึงน้ำยาปรับผ้านุ่มสูตรลดขนสัตว์ติดเสื้อผ้า เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่รักสัตว์และสนองความต้องการตลาดสัตว์เลี้ยงที่กำลังมาแรงในตอนนี้ โดยเริ่มทำการตลาดและทดลองขายเสริมกับสินค้าหลัก นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังรับทำ OEM ให้กับแบรนด์อื่นอีกด้วย ปัจจุบันสามารถผลิตได้วันละประมาณ 30,000 ลิตรต่อวันทุกสินค้า


ทั้งนี้ทางแบรนด์ยังได้มีแรงสนับสนุนจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธพว. หรือ SME D Bank ที่เข้ามาช่วยเรื่องเงินทุนเพื่อนำมาพัฒนาและเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นโอกาสที่ทำให้ทางแบรนด์สามารถดันธุรกิจให้เดินหน้าได้อย่างคล่องตัวและสามารถพัฒนาสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับในปีนี้ทางแบรนด์ตั้งเป้านำสินค้าเข้าโรงแรม ร้านอาหารหรือคาเฟ่ ซึ่งพยายามผลักดันสินค้าให้กระจายไปในทุกธุรกิจเพื่อให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น พร้อมกับสร้างตัวตนเพื่อให้ผู้บริโภคได้รู้ถึงความเป็นมาของแบรนด์ ได้เห็นถึงกระบวนการผลิตและสินค้าจริงจากเจ้าของแบรนด์โดยตรงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือเพิ่มมากยิ่งขึ้น รวมถึงพัฒนาแบรนด์โดยการทำเป็นตู้กดรีฟิลน้ำยาทำความสะอาดเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้ตั้งเป้าการเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 10% ในปีนี้


ถ้าหากจะให้นิยามความเป็นแบรนด์ไอริชลี่นั้นทางแบรนด์บอกว่า “ความซื่อสัตย์” ต่อตัวเองและลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญในการผลิตสินค้าออกมาขาย ซึ่งสิ่งที่นำเสนอออกไปกับสินค้าจริงต้องตรงกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ซึ่งการผลิตน้ำยาทำความสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็มาจากการที่เจ้าของแบรนด์ต้องการแบบนั้นและต้องการส่งต่อให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าที่ดีเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ทางแบรนด์มองว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในไทยมีโอกาสแข่งขันน้อยในตลาด และมองว่าต้องการให้หน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีมากขึ้น เพื่อที่จะได้นำเสนอสินค้าไทยไปแข่งขันกับต่างประเทศได้ รวมถึงต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเห็นความสำคัญเรื่องเงินทุนต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนได้

ติดต่อเพิ่มเติม
Facebook : น้ำยาปรับผ้านุ่มไอริชลี่ – I-Richly เพจหลักบริษัท



* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด* * *