xs
xsm
sm
md
lg

เปลี่ยน “เปลือกส้มโอ” ให้เป็นธุรกิจ เกิดแบรนด์ “กุลแก้วเฮิร์บ” น้ำมันหอมระเหย OTOP 5 ดาว จ.ชัยนาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมื่อความป่วยนำพาสู่การเปลี่ยน”เปลือกส้มโอ” ที่เป็น “ขยะทางเกษตร” ให้กลายเป็นธุรกิจและเกิดเป็นแบรนด์ “กุลแก้วเฮิร์บ” น้ำมันหอมระเหยสมุนไพรจากเปลือกส้มโอ ที่ถูกออกแบบมาด้วยใจรักและใจจิตอาสาที่ต่อยอดสิ่งที่ไร้คุณค่าสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมกับสร้างรายได้ให้ผู้ปลูกส้มโอในพื้นที่ จ.ชัยนาท การันตีแบรนด์ด้วยการขึ้นแท่นเป็น OTOP 5 ดาวและสินค้าประจำของจังหวัด


คุณอนากุล ชนะ หรือ ผึ้ง เจ้าของแบรนด์กุลแก้วเฮิร์บ เล่าว่า เมื่อปลายปีที่แล้วเธอมีอาการอาหารเป็นพิษจนทำให้เกิดตับวายเฉียบพลัน ส่งผลให้ต้องหยุดทำงานขายเครื่องสำอางเพราะไม่สามารถเข้าใกล้สารเคมีอะไรได้และมีอาการข้างขวาเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีก แต่การเจ็บป่วยครั้งนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการลุกขึ้นสู้อีกครั้ง เธอได้ค้นพบพลังแห่งธรรมชาติจากการหันมาใช้สมุนไพรรักษาตัว และปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตและต้องทำกายภาพบำบัดเป็นเวลานานหลายเดือน ซึ่งในแต่ละวันเธอดมแต่สมุนไพรแบบดั้งเดิมที่มีกลิ่นฉุนรุนแรง เธอจึงนำเอาปัญหาดังกล่าวมาต่อยอดไอเดียจนเกิดเป็น “น้ำมันหอมระเหย” ที่อ่อนโยนแต่ยังคงความเป็นสมุนไพรเอาไว้

ความคิดดังกล่าวนำพาเธอไปสู่การเรียนรู้เรื่องน้ำมันหอมระเหยและแพทย์แผนไทยอย่างจริงจังและค้นพบว่าการบำบัดด้วยกลิ่นสามารถเยียวยาได้ทั้งร่างกายและจิตใจได้อย่างอ่อนโยน โดยในระหว่างการศึกษาเธอค้นพบว่ากลิ่นซิตรัสที่นิยมใช้ในการบำบัดนั้นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เธอจึงเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่มาจากผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นของตัวเอง ทำให้ได้พบกับ “ส้มโอขาวแตงกวา” สินค้า GI ที่มีแหล่งกำเนิดเฉพาะเจาะจงของอำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความหวานและมีกลิ่นหอม โดยเธอยังบอกอีกว่าช่วงเดือนเมษายนเป็นช่วงที่ส้มโอมีรสชาติหวานและหอมที่สุด แต่สิ่งที่คนไม่รู้คือ เปลือกส้มโอที่ถูกทิ้งนั้นกลับมีคุณค่ามหาศาล

ทั้งนี้เธอเริ่มต้นการต่อยอดธุรกิจด้วยการนำเอาเปลือกส้มโอมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยและค้นพบว่ากลิ่นส้มโอมีคุณสมบัติในการลดอาการซึมเศร้า ช่วยให้จิตใจสดชื่นและช่วยผ่อนคลายได้ แต่กระบวนการการสกัดน้ำมันออกจากเปลือกส้มโอนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องแล่เยื่อขาวออกและเอาแต่เปลือกนอกมาสกัด ทำให้ต้องใช้เปลือกส้มโอมากถึง 100 กิโลกรัม เพื่อสกัดน้ำมันหอมระเหยเพียงแค่ 50 มิลลิลิตร ซึ่งความท้าทายดังกล่าวทำให้น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกส้มโอนั้นมีคุณค่าและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว


สำหรับชื่อแบรนด์ “กุลแก้วเฮิร์บ” เกิดจากชื่อคุณผึ้งและคุณแม่เข้าด้วยกัน สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันและความรักระหว่างแม่และลูกสาว การสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาเธอบอกว่าไม่ใช่แค่การทำธุรกิจ แต่คือการส่งต่อความรักและความห่วงใยในรูปแบบของผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ปลอดภัยและมีคุณค่า

ในช่วงที่เริ่มต้นทำแบรนด์เธอทำเพื่อแจกก่อนเพราะต้องการสำรวจตลาด รวมถึงต้องการให้คนได้ใช้สมุนไพรที่ดีและปลอดภัยเพราะได้มีการขออนุญาตจากสำนักงานพัฒนาชุมชน จังหวัดชัยนาทเรียบร้อยแล้ว หลังจากทำแจกไปแล้วก็ได้ผลตอบรับกลับมาในทางที่ดี คนต้องการมากขึ้น ในช่วงนั้นเพื่อนของเธอได้บอกกับเธอว่าควรทำขาย เธอจึงตัดสินใจเริ่มขายจริงจัง ซึ่งจุดยืนที่ทำให้เธอกล้าขายจริงจังคือเธอเชื่อว่าถ้าสินค้าดีและมีเรื่องราว คนจะซื้อใช้แน่นอนโดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ทำให้เธอก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2563

กลยุทธ์การตลาดไม่ได้หวือหวามากนักเพราะอาศัยการบอกต่อปากต่อปากของคนใช้จริง จากนั้นลองไปขายบนโซเชียลและอีคอมเมิร์ซต่างๆ ก่อนที่จะเข้าร่วมกับ OTOP และได้รับการยอมรับเป็น OTOP 5 ดาวและกลายเป็นสินค้าประจำของจังหวัดชัยนาท นอกจากนี้เธอยังมีหัวใจนักจิตอาสาทำให้เธอสร้างแบรนด์ด้วยหัวใจ โดยวางรากฐานของแบรนด์ให้มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและคนรอบข้างมากกว่ามุ่งหากำไร

โดยเธอได้เขียนโครงการไปยื่นทางจังหวัดเพื่อขอทุนมาสนับสนุนการเรียนการสอนและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าให้แบรนด์ของเธอเป็นต้นแบบให้เจ้าของสวนส้มโออื่นๆ สามารถนำเปลือกส้มมาพัฒนาเป็นน้ำมันหอมระเหยได้เช่นกัน และเปลี่ยนสิ่งที่คนไม่ต้องการให้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่า


ทั้งนี้วัตถุดิบส่วนใหญ่จะมาจากสวนของชาวบ้านในชุมชน โดยเธอจะรับซื้อเปลือกส้มจากเกษตรกรโดยตรง เปลี่ยนสิ่งที่เคยเป็น “ขยะ” ให้เป็นรายได้เสริมให้กับผู้อื่น พร้อมกับตั้งโรงงานขนาดเล็กขึ้นมา เมื่อมีออเดอร์เข้ามาเธอจะใช้ outsource และเพิ่มแรงงานพาร์ทไทม์จากคนในชุมชน เป็นการเสริมสร้างคอมมูนิตี้ให้มีรายได้ ซึ่งทุกสินค้าของกุลแก้วเฮิร์บเป็นสินค้าโฮมเมดทั้งหมด เนื่องจากต้องการให้เกิดการจ้างงานให้คนในชุมชน ลดการใช้เครื่องผลิต เพราะต้องการให้คนมีงานทำและมีรายได้จากสิ่งนี้ เธอต้องการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและสร้าง cycle ที่ไม่รู้จบ โดยเริ่มจากเกษตรกรขายเปลือกส้มโอ คนในชุมชนมีงานทำและผลบวกกับสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการลดขยะทางเกษตรด้วยนั่นเอง

ในส่วนของการผลิตนั้นเธอมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนคือตั้งเป้าผลิตสินค้าแต่ละประเภท หรือ SKU ตามลำดับแทนการพยายามผลิตทุกอย่างพร้อมกัน จะช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ดีและไม่มีสินค้าค้างสต็อค ปัจจุบันกุลแก้วเฮิร์บมีโรงงานเป็นของตัวเอง โดยอยู่ในระหว่างขออนุมัติมาตรฐาน และทางแบรนด์ตั้งเป้าว่าภายใน 1 ปีจากนี้หากพัฒนาตัวเองด้านคอนเทนต์พร้อมกลยุทธ์การตลาดที่ดีและครอบคลุม ก็จะสามารถพาธุรกิจขยายตัวได้อย่างมั่นคง

นอกจากนี้หลังจากประสบความสำเร็จในหลายแพลตฟอร์ม เธอพาแบรนด์ก้าวเข้าสู่ TikTok Shop ด้วยมุมมองที่แตกต่าง โดยเธอไม่ได้มองว่า TikTok Shop เป็นแค่ช่องทางการขายสินค้า แต่มองว่าเป็น “เวทีที่ให้ความรู้และสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้า”

“เริ่มต้นกับ TikTok Shop โดยกรมพัฒนาชุมชนมาเปิดสอนนายหน้าบน TikTok Shop แรกเริ่มที่เข้าร่วมมีนายหน้าแค่ 2-3 คนซึ่งช่วยให้เรามีรายได้เข้ามาเพิ่มขึ้น และก็เปิดตะกร้าของตัวเองคู่กันไป หลังจากนั้นพอเราไปออกบูธขายของแบรนด์เราก็ได้รับการจดจำมากขึ้นช่วงแรกที่เริ่มปักตะกร้ามีคูปองส่งฟรี ใช้โอกาสนี้สร้างการรับรู้ เวลามีลูกค้าติดต่อเข้ามาก็แนะนำให้เข้ามาซื้อผ่าน TikTok Shop เพราะมีโปรโมชั่นที่ลูกค้าชอบ ในส่วนของการส่งสินค้า เราก็สามารถเลือกผู้ส่งได้ และการขนส่งก็ราบรื่น ลูกค้าพอใจ ปีนี้ตั้งเป้าจะทำคอนเทนต์ให้ถึงเป้ามากขึ้น คอร์สเรียนต่าง ๆ ที่ทาง TikTok Shop มีให้ก็จะเข้าร่วมให้เยอะขึ้น รวมทั้งฟีเจอร์ที่อัปเดตมาให้เซลเลอร์ใช้ ทั้งการลงโฆษณา วิธีการตัดต่อคลิป เพื่อทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพมากขึ้น” คุณผึ้ง ระบุ

เมื่อถามถึงการตลาด เธอบอกว่าต้องทำทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ความท้าทายคือ “ทีม” ที่เข้ามาช่วยดูแลระบบหลังบ้านและดูแลประสบการณ์ของลูกค้า เพราะสินค้าขายได้ด้วยสรรพคุณและประสบการณ์ของผู้ใช้ สำหรับออนไลน์ความท้าทายคือต้องเซ็ตระบบหลังบ้านให้ดี จัดการปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อยอดขายออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตแบบต่อชิ้น ต้องวางระบบให้พนักงานควบคู่ไปด้วย

ปัจจุบันยอดขายออนไลน์อยู่ที่ 20% และออฟไลน์ 80% โดยรายได้ที่มาจากออนไลน์อยู่ที่หลักหมื่นต่อเดือน และตั้งเป้าขยายการขายออนไลน์มากขึ้นถึง 100% ในปีนี้ วลีเด็ดที่เธอยึดถืออยู่เสมอเวลาทำการตลาดออนไลน์ เพื่อให้ผู้คนจดจำแบรนด์ได้ง่าย ๆ คือ "เราก็เหมือนยาดม ไม่เน้นให้ใครชื่นชม แต่เน้นให้คนชื่นใจ" คำว่า "ชื่นใจ" สำหรับเธอมีความหมายลึกซึ้ง มันคือความรู้สึกที่ลูกค้าได้สินค้าที่มีคุณภาพ เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม คนในชุมชนมีงานทำ และสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการเยียวยาจากการลดขยะ

"ความสำเร็จไม่ได้วัดแค่จากยอดขาย แต่วัดจาก positive impact ที่เราสร้างให้กับคนรอบข้าง" เธอกล่าว น้ำมันหอมระเหยทุกหยดจึงเป็นมากกว่าแค่สินค้า แต่คือตัวแทนของความหวังและโอกาสที่เธอสร้างขึ้นให้กับชุมชนชัยนาท 'การเจ็บป่วยไม่ใช่จุดจบ' แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า

เมื่อถามถึงบทเรียนที่อยากฝากไว้ เธอบอกว่า "อย่าหยุดเรียนรู้ ถ้าไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โลกเปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือหัวใจของการทำงาน นั่นคือความจริงใจและความตั้งใจที่จะสร้างคุณค่าให้กับสังคม"

เธอพิสูจน์ให้เห็นว่า 'การเจ็บป่วยไม่ใช่จุดจบ' แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ความรู้ทางการแพทย์แผนไทยผนวกกับจิตวิญญาณของนักจิตอาสา บวกกับการปรับตัวในยุคดิจิทัล สามารถสร้างแบรนด์ที่มีคุณค่าและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนได้อย่างแท้จริง


อย่างไรก็ตาม ในอนาคตคือการพากุลแก้วเฮิร์บไปยืนบนเวทีโลก เพื่อบอกว่าสมุนไพรไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น หากได้รับการเจียระไนด้วยความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถสร้างมูลค่าและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้

นอกจากนี้ ร้านค้า OTOP ภาคกลางพิสูจน์แล้วว่า 'ความเป็นมืออาชีพ' ผสาน 'เอกลักษณ์ท้องถิ่น' สร้างธุรกิจยุคดิจิทัลได้จริง ในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซปีที่ผ่านมา ภาคกลางของไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของการปรับตัวของร้านค้า OTOP จากเครื่องดื่มรังนกพรีเมียมที่เคยขายผ่านร้านค้าเท่านั้น วันนี้ขายผ่านไลฟ์สดสร้างยอดขายสูงสุดเจ็ดหลัก จากกระเป๋าใส่เอกสารที่เคยเป็นแค่ของฝาก ตอนนี้กลายเป็นสินค้าขายดีที่คนทั่วประเทศต้องการ จากปลาสลิดที่ขายเฉพาะในตลาด ตอนนี้กลายเป็นสินค้าในแพคเกจทันสมัยที่ขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและห้างโมเดิร์นเทรด

และนี่คือภาพของผู้ประกอบการ OTOP ภาคกลางที่กำลังเขียนนิยามใหม่ของ "ธุรกิจชุมชน" ด้วยการผสานจุดแข็งที่เป็น 'เอกลักษณ์ท้องถิ่น' เข้ากับพลังของแพลตฟอร์ม TikTok Shop และเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนยุคใหม่

ตัวเลขที่เติบโตของจำนวนสินค้า OTOP ภาคกลางถึง 110% จากปี 2023 ถึง 2025 ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ภาคกลางเข้าใจดีว่าอะไรคือจุดแข็งของสินค้าที่สามารถสร้างรายได้ และ “ดิจิทัล” คือเครื่องมือที่ทำให้ "ของดีใกล้กรุง" เข้าถึงทุกคนได้แบบไร้ขีดจำกัด

ติดต่อเพิ่มเติม
Facebook : 
ส้มโอหอม กุลแก้วเฮิร์บ

* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด* * *