xs
xsm
sm
md
lg

(ชมคลิป) เปิดอาชีพ “นักออกแบบการตาย (ดี)” จากเพจ "เบาใจแฟมมิลี่" “ตัวกลาง” การคุยเรื่องการตาย อยู่อย่างเบาใจ จากไปอย่างใจเบา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมื่อความตายอยู่ใกล้ตัวเราทุกคน ทุกคนล้วนเกิดมาและตายไป แต่จะดีหรือไม่ถ้าหากเราสามารถวางแผนการตายของเราเอาไว้ได้ พารู้จักกับอาชีพ “นักออกแบบการตาย(ดี) หรือ Death Planner จาก Baojai Family” ที่ก่อตั้งอาชีพนี้ขึ้นมาจากประสบการณ์ชีวิตที่ได้วางแผนการตายให้กับคนที่รักได้จากไปเบาใจเพราะเตรียมตัวล่วงหน้าเอาไว้แล้ว


นางสาวปิญชาดา ผ่องนพคุณ หรือ กอเตย ผู้ก่อตั้ง Baojai Family เล่าว่า จุดเริ่มต้นการทำเพจเบาใจ แฟมิลี่ นั้นเริ่มต้นมาจากประสบการณ์ตรง โดยพื้นฐานเธอสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นทุนเดิมและทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มาก่อน แต่เธอเองก็ไม่คิดว่าสิทธิการตายใกล้กับชีวิตคนเรามากแค่ไหน จนกระทั่งวันหนึ่งคุณพ่อของเธอได้ป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ซึ่งคุณหมอบอกว่าคุณพ่อจะมีอายุอยู่ได้อีกประมาณ 6 เดือน สิ่งนี้เองทำให้เธอกลับมาคิดทบทวนว่า “ความตาย” มาอยู่ใกล้ตัวแล้ว

ทำให้เธอสนใจเรื่องการดูแลคุณพ่อมากขึ้นจนกระทั่งคุณหมอบอกกับเธอว่าคุณพ่อรักษาไม่หายแล้วในกระบวนทางการแพทย์ ให้ดูแลคุณภาพชีวิตที่เหลือ ในวันนั้นเธอไม่เข้าใจว่าสิ่งที่คุณหมอบอกคืออะไร จนกระทั่งเธอศึกษาและหาข้อมูลมากขึ้นจน
ทำให้เข้าใจว่าสิ่งที่หมอบอกคือการดูแลเรื่องความเข้าใจ ความต้องการของคุณพ่อให้มากขึ้น ซึ่งในช่วงที่เตรียมตัวเธอพูดคุยกับคุณพ่อทุกวันจนทำให้รู้ว่า “ความยาก” ของการคุยเรื่องความตายกับคนใกล้ตายเป็นอย่างไร เพราะทำให้ทั้งสองอ่อนไหวเป็นอย่างมาก แต่เธอเองก็พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แต่อย่างไรคุณพ่อของคุณกอเตยสามารถใช้ชีวิตต่อได้นานอีก 3 ปี

เมื่อถึงวันสุดท้ายที่คุณพ่อต้องจากไป คุณพ่อจากไปแบบที่คุณพ่อบอกไว้ทุกอย่างว่าต้องการจากไปแบบไหน เช่น จากไปที่บ้าน ขอให้เธออยู่ตรงนั้นด้วย ขอฟังธรรมมะที่ชื่นชอบ ให้เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ก่อนเรียกคนอื่นมา ซึ่งเธอทำตามที่คุณพ่อบอกไว้ทั้งหมด ทั้งนี้คุณพ่อของคุณกอเตยยังได้มีโอกาสเห็นโลงศพของตัวเองก่อนจากไป รวมถึงเห็นรูปที่ได้เลือกเอง ออกแบบของชำร่วยเอง แม้กระทั่งการลอยอังคารที่คุณพ่อไม่ต้องการให้เก็บอะไรไว้ คุณกอเตยทำตามทุกขั้นตอนและคำขอของคุณพ่อจนครบทุกอย่างจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตคุณพ่อ

หลังจากส่งคุณพ่อเสร็จเรียบร้อยคุณกอเตยเจอกับปัญหาความรู้สึกเคว้งคว้าง เนื่องจากลาออกจากงานมาเพื่อดูแลคุณพ่อ จึงเกิดความคิดที่ว่า “แล้วชีวิตฉันจะไปยังไงต่อ” ทำให้สนใจเรื่อง “สิทธิการตายดี” ส่งผลให้เธอศึกษาและเรียนรู้แล้วพบว่าคนในประเทศไทยเจอปัญหาการคุยเรื่องการตายกันเองไม่ได้ ซึ่งทำให้เธอคิดว่าถ้าคุยกันเองไม่ได้งั้นให้เราคุยให้ดีหรือไม่ หลังจากนั้นเธอก็ได้ศึกษาด้านการวางแผนดูแลล่วงหน้า เก็บสถิติต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลและเกิดเป็นอาชีพ Death Planner หรือ นักวางแผนการตาย (ดี) และเป็นคนแรกที่ทำเรื่องนี้ในประเทศไทยและก่อตั้ง Baojai Family ปัจจุบันเดินหน้าเข้าปีที่ 6

อาชีพนักออกแบบการตาย (ดี) นั้นไม่จำเป็นต้องทำให้คนป่วยเสมอไปเพราะลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการกับทางคุณกอเตยมีคนที่สุขภาพดีที่ต้องการวางแผนชีวิตในอนาคตของตัวเองเอาไว้เพื่อไม่ให้เป็นภาระคนที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งหน้าที่หลักของนักออกแบบความตาย(ดี) คือการเข้าไปเป็นตัวกลางในการพูดคุยและวางแผนให้ลูกค้า ยกตัวอย่างกลุ่มครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคนอาจจะไม่สามารถพูดคุยเรื่องการตายหรือวางแผนไว้ก่อนวันที่จะตายได้ จุดนี้เองทำให้นักออกแบบเข้าไปมีส่วนร่วมและเป็นพื้นที่ให้กับลูกค้าเหล่านี้ได้เข้าใจในกระบวนการของการวางแผนการตาย (ดี)

ปัจจุบันมีหลักสูตรใหญ่ๆ คือ หลักสูตรอยู่อย่างเบาใจ จากไปอย่างใจเบา ทำขึ้นมาสำหรับบุคลากรในองค์กรต่างๆ เพราะมีความเชื่อมั่นว่าองค์กรไหนที่ให้ความสำคัญเรื่องความตายของพนักงานคือองค์กรที่มีการดูแลใจพนักงานได้อย่างลึกซึ้งที่สุด ทางแบรนด์ก็นำเอาหลักสูตรดังกล่าวเข้าไปทำการอบรม 3-6 ชั่วโมงให้กับองค์กรนั้นๆ เพื่อให้ทราบว่าถ้าหากความตายมาอยู่ใกล้ตัว คุณค่าในการทำงานของแต่ละบุคคลจะเป็นอย่างไร รวมถึงการดูแลใจพนักงานอีกด้วย

นอกจากนี้สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาและศึกษาเกี่ยวกับการวางแผนความตายกับทางเพจ Baojai Family นั้นจะต้องเตรียมตัวอย่างไร ทางเพจแนะนำว่าให้เตรียมตัวด้วยใจโล่งๆ พร้อมสำหรับคำปรึกษาและติดต่อเข้ามาที่ทางเพจและบอกว่าต้องการปรึกษาเรื่อง Death Planner นั่นเอง ซึ่งสามารถเดินทางเข้าไปหาที่บริษัทหรือสะดวกให้ทางแบรนด์เข้าไปให้คำปรึกษาที่บ้านก็ได้เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ลูกค้าหลักในตอนนี้จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมากกว่าต่างจังหวัด โดยจะมีบางครั้งที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดที่ห่างไกล เช่น นครศรีธรรมราช เชียงใหม่ ขอนแก่น เป็นต้น นอกจากนี้สามารถใช้บริการทางออนไลน์ได้ รวมถึงการบริการสำหรับลูกค้าจากต่างประเทศก็มีเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษให้ ปัจจุบันมีผู้มาใช้บริการรวมทั้งหมดกว่า 400 เคส

ในส่วนของอาชีพนักออกแบบการตาย (ดี) นั้น ในประเทศไทยเรียกได้ว่ามีน้อยมาก ซึ่งเมื่อคุณกอเตยก่อตั้งอาชีพนี้ขึ้นมาก็เริ่มมีคนสนใจเกี่ยวกับอาชีพนี้ไม่น้อย เพราะได้มีการติดต่อเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับการทำอาชีพดังกล่าวว่าต้องเริ่มทำอย่างไร ซึ่งทางคุณกอเตยเองก็ได้มีการพัฒนาหลักสูตรการรับรองมาตรฐานของวิชาชีพเพื่อให้สามารถเปิดอบรมและเป็นเทรนเนอร์ให้กับผู้ที่สนใจในอาชีพนี้ได้


ทั้งนี้ทางแบรนด์ยังมีเครื่องมือที่เรียกว่า “สมุดเบาใจ” ให้เพื่อสำรวจและแสดงความต้องการของตัวเองได้อีกด้วย ซึ่งสมุดเบาใจคือเครื่องมือที่ช่วยวางแผนและดูแลล่วงหน้า และสื่อสารเจตนาล่วงหน้าเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่วงสุดท้ายให้ครอบครัวและบุคลากรด้านสุขภาพรับทราบ ซึ่งสมุดเบาใจเป็นเอกสารแสดงถึงเจตนาเลือกวิธีการรักษาล่วงหน้าในวาระสุดท้ายของชีวิตตาม พรบ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 นั่นเอง

นอกจากพัฒนาหลักสูตรแล้วคุณกอเตยมองว่าในอนาคตมีความต้องการทำเรื่องให้คนสามารถจัดการงานศพของตัวเองก่อนตัวเองจากไปได้ ทั้งนี้คุณกอเตยยังมีการจัดงาน Death Fest ที่รวบรวมองค์ความรู้และให้คนมาศึกษาและช็อปปิ้งได้ว่าถ้าหากจะจากไปสามารถเลือกอะไรได้บ้าง ในส่วนของราคาการปรึกษาและวางแผนการตายนั้นเริ่มต้นที่ราคา 3,500 บาทสำหรับ 1 คน ราคา 5,500 สำหรับ 2 คน และราคา 7,500 บาทสำหรับครอบครัว ทั้งนี้เฉลี่ยช่วงอายุลูกค้าจะอยู่ที่ประมาณ 35-45 ปี แต่อายุน้อยสุดคือ 7-9 ขวบ ซึ่งทำให้เห็นว่าเด็กสามารถอยู่ในกระบวนการเตรียมตัวได้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามจากนักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอดและพบเจอความตายที่ใกล้ตัวจนตระหนักถึงการวางแผนล่วงหน้าสำหรับคนข้างหลังหรือเจตนาของบุคคลถ้าหากวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง สู่การสร้างแบรนด์และต่อยอดเป็นอาชีพ “นักวางแผนการตาย(ดี)” หรือ Death Planner ของคุณกอเตย ซึ่งคุณกอเตยพูดถึงความรู้ที่มีต่ออาชีพนี้ว่า

“ตลอดเวลา 6 ปีที่ผ่านมาเตยคิดว่าสิ่งนี้คือภารกิจของชีวิตที่ต้องทำ ถ้าย้อนกลับไป ณ วันแรกที่รู้จักความตายคือเตยอยากตาย เพราะเตยรู้สึกว่าความหมายของชีวิตคืออะไร เราเกิดมาทำไม ไม่เห็นจะมีอะไรที่ตอบได้เลย แต่พอวันที่เราได้มารู้จักคนมากขึ้นผ่านงานของเรา เหมือนเราได้อ่านหนังสือวันละเล่มที่แตกต่างกัน เรารู้สึกว่าเรารู้แล้วว่าเราเกิดมาทำไม ภารกิจของชีวิตคืออะไร เราเกิดมาเพื่อทำอะไร แล้วพอวันที่เราเห็นว่าสิ่งที่เราทำมันเกินกว่าเรื่องของตัวเอง มันทำให้คนอื่นมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นทั้งกับตัวเองและคนรอบตัว มันทำให้เห็นถึงคุณค่าตรงนี้และเห็นถึงชีวิตที่ถูกต้อง ก็ทำให้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้เรายังมีชีวิตอยู่”
คุณกอเตย ระบุ

ติดต่อเพิ่มเติม
Facebook :
Baojai Family อยู่อย่างเบาใจ จากไปอย่างใจเบา



* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด* * *