ที่ผ่านมาหลายคนไม่ทราบว่า ผู้อยู่เบื้องหลังพลังงานไฟฟ้า ในประเทศไทย และในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก เป็นใคร วันนี้ เลยจะพามารู้จัก บริษัท Black & Veatch ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ที่มีผู้ถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ถือกำเนิดมามากกว่า 100 ปี และอยู่ในประเทศไทย มานานกว่า 60 ปี ผลงานแรกของบริษัทในประเทศไทย เกิดขึ้นในปี 1967 โดยบริษัทมีบทบาทในการออกแบบโรงไฟฟ้าขนาด 200 เมกะวัตต์ ให้กับการไฟฟ้ายันฮี (Yanhee Electricity Authority) ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศเป็นสองเท่า ปัจจุบัน บริษัทมีพนักงานที่เป็นคนไทย 250 คน และปัจจุบันยังคงทำงานร่วมกับ การไฟฟ้าไทยอีกหลายโครงการ
มิสเตอร์ เจริน ราจ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและอินเดีย โดยมีบทบาทสำคัญในการนำทีมงานขับเคลื่อนความสำเร็จให้แก่ลูกค้า ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับองค์กร บนพื้นฐานความแข็งแกร่งของบริษัทในภูมิภาคนี้ กล่าวถึง Black & Veatch ว่า เป็นบริษัทมีบทบาทโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในหลายประเทศ โดยมีสำนักงานในอินเดีย (มุมไบ) ไทย (กรุงเทพฯ) มาเลเซีย (กัวลาลัมเปอร์) สิงคโปร์ อินโดนีเซีย (จาการ์ตา) จีน (ปักกิ่ง) ฟิลิปปินส์ (มะนิลา) และออสเตรเลีย (เมลเบิร์น) โดยทั่วทั้งภูมิภาค บริษัทมีผู้เชี่ยวชาญเกือบ 1,600 คน โดยตัวอย่างโครงการสำคัญในภูมิภาคเอเชียแปซิก ได้แก่ โครงการโซลาร์ลอยน้ำในฟิลิปปินส์ โรงไฟฟ้า Combined-Cycle ขนาด 1,200 เมกะวัตต์ ในฟิลิปปินส์ และโรงไฟฟ้าบางปะกงในประเทศไทย (EPC)
และ โครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านเหมืองแร่ในอินโดนีเซีย โครงการ LNG นอกชายฝั่งซาบาห์ของ Petronas ประเทศมาเลเซีย โครงการพลังงานแสงอาทิตย์หลายแห่งในประเทศไทยในฐานะที่ปรึกษาด้านเทคนิค และสุดท้ายโครงการ ACES Delta Green Hydrogen Facility — โรงงานผลิตไฮโดรเจนสีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเพิ่งเปิดดำเนินการ ซึ่ง โครงการไฮโดรเจนความมุ่งมั่นของ Black & Veatch ในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสำคัญของโลกในอนาคตแบบยั่งยืน
ทั้งนี้ Black & Veatch ดำเนินธุรกิจและมีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ ประกอบด้วย 4 กลุ่มธุรกิจหลัก กลุ่มแรกคือด้านพลังงาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของเรา กลุ่มที่สองคือเชื้อเพลิงและทรัพยากรธรรมชาติ ครอบคลุมอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงเชื้อเพลิงแห่งอนาคต ได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปัจจุบันทั่วโลกเพียง 13 หน่วย และ และในจำนวนนี้ 6 หน่วยใช้เทคโนโลยีการทำให้ก๊าซเป็นของเหลวที่พัฒนาโดย Black & Veatch
กลุ่มที่สามคือโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เชิงพาณิชย์ และอุตสาหกรรม ครอบคลุมโครงข่ายไฟฟ้า สถานีไฟฟ้าย่อย ระบบส่งไฟฟ้า รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ ไมโครกริด และระบบพลังงานที่รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและภาคอุตสาหกรรม และ กลุ่มสุดท้ายคือระบบน้ำสำหรับภาครัฐและอุตสาหกรรม ตั้งแต่ระบบผลิตน้ำดื่ม การจัดการน้ำเสีย การแยกเกลือออกจากน้ำทะเล (desalination) ไปจนถึงระบบน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม ทั้งสี่ด้านนี้เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ Black & Veatch สามารถให้บริการโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจรที่ตอบโจทย์ระยะยาวให้กับลูกค้าได้
มิสเตอร์เจริน กล่าวถึงแนวโน้มภาพรวมบริการด้านวิศวกรรม และ EPC ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สรุปออกมาเป็นประเด็น ดังนี้ 1. ความต้องการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Combined Cycle Power Plant) ยังคงเติบโตสูง หลายโครงการอยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจลงทุน ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของ Black & Veatch ที่มีบริการรองรับอย่างครบวงจร
ประเด็นที่สอง คือการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า จากนโยบายและพันธสัญญาของรัฐบาลในหลายประเทศอาเซียน เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ที่ตั้งเป้าเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด ส่งผลให้เกิดโอกาสในการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น และประเด็นที่สาม คือ โครงสร้างพื้นฐาน LNG จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการเข้าถึงก๊าซธรรมชาติอย่างมั่นคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายกำลังผลิตไฟฟ้า
สำหรับประเทศไทย แนวโน้มที่เห็นได้ชัดคือการเติบโตของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต้องการไฟฟ้า ความสามารถของโครงข่าย และเสถียรภาพของระบบ ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยยังมีการกำหนดนโยบายและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุนในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับ Black & Veatch ในการขยายธุรกิจ และสนับสนุนลูกค้าด้วยโซลูชันแบบบูรณาการ
ส่วนการลงทุนในประเทศไทย ปี 2026 หากประเมินในภาพรวม คาดว่าจะมีโครงการในประเทศไทยประมาณ 4–5 โครงการที่มีแนวโน้มจะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยหลายโครงการยังอยู่ในขั้นตอนที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเบื้องต้น การศึกษาความเป็นไปได้ ไปจนถึงขั้นตอนการออกแบบวิศวกรรมและการวางแผนเชิงลึก
อย่างไรก็ดี หากมองในภาพรวม ความท้าทายด้านพลังงานของประเทศไทยไม่ได้แตกต่างจากประเทศอื่นในเอเชียมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจุดเด่นของประเทศไทย เป้าหมายตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่ค่อนข้างสูง โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็นประมาณ 51% ภายในปี 2037 ซึ่งถือว่าสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องใช้พลังงานที่แตกต่างจากภาคครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมทั่วไป เพราะต้องใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูงและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมีช่วงพีคที่ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์สูงที่สุดในภูมิภาค เมื่อเทียบกับประเทศอย่างฟิลิปปินส์ที่ยังมีขนาดตลาดเล็กกว่า
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากตลาดที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา จะเห็นได้ว่าความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเติบโตของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้มีการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตใหม่จำนวนมาก หนึ่งในบทเรียนสำคัญคือ โครงการในปัจจุบันไม่สามารถพึ่งพารูปแบบ EPC แบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป การนำพันธมิตรด้านวิศวกรรมเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโครงการ จะช่วยให้สามารถเริ่มการออกแบบและจัดหาวัสดุได้เร็วขึ้น ลดความเสี่ยงด้านระยะเวลาดำเนินงาน และเพิ่มความแม่นยำในการวางแผนลงทุน
ท้ายสุดนี้ Black & Veatch ยังได้ให้มุมมอง ถึงการเติบโตด้านการลงทุนของเทคโนโลยีดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ว่า สาเหตุที่บริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายบริษัท เลือกสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย เป็นเพราะศักยภาพด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งของไทย ส่วนหนึ่งมาจากจำนวนประชากรราว 70 ล้านคน จึงถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ และมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มั่นคง พร้อมโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ระบบโครงข่ายไฟฟ้ามีความน่าเชื่อถือในระดับที่ดี และระบบนิเวศโดยรวมเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจด้วยความคาดการณ์ได้และมีเสถียรภาพ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ในการตัดสินใจลงทุน ทำให้หลายบริษัทขนาดใหญ่ให้ความสนใจประเทศไทย ขณะเดียวกัน เมื่อความต้องการยังคงเพิ่มขึ้น การพัฒนาและปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่องก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพในระยะยาว
ในมุมมองของนักลงทุนด้านพลังงานในประเทศไทย มองว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จำเป็ฯที่จะมีการร่วมงานกับพันธมิตรที่มีประสบการณ์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโครงการ ช่วยลดความเสี่ยงของโครงการ ด้วยการระบุความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นทั้งด้านเทคนิค เชิงพาณิชย์ และการส่งมอบงานได้ตั้งแต่ระยะแรก การจัดการประเด็นเหล่านี้ล่วงหน้าย่อมดีกว่าการมาพบปัญหาในภายหลัง ซึ่งมักมีต้นทุนสูงกว่าและแก้ไขได้ยากกว่าในช่วงพัฒนาโครงการ พิจารณาแนวทางการทำสัญญาที่นอกเหนือจากรูปแบบดั้งเดิม เมื่อตลาดมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและโครงการมีความซับซ้อนมากขึ้น การบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ และการดึงพันธมิตรเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้น และเน้นความร่วมมือ ช่วยเพิ่มความชัดเจนของโครงการ จัดการความซับซ้อนได้ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสในการส่งมอบโครงการได้สำเร็จตามเป้าหมาย
อย่างไรก็ดี การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้ใช้ทรัพยากรสูง จนอาจก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนไฟฟ้าและน้ำหรือไม่ นั้น ทางผู้บริหาร Black & Veatch ผมมองว่าเป็นไปได้ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์มีแนวโน้มที่จะต้องการพลังงานและน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เว้นแต่จะเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่ทำให้ชิปสามารถประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยใช้พลังงานลดลงอย่างชัดเจน ด้วยการเติบโตของบริการดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์จึงมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงและอาจเพิ่มขึ้นต่อไปด้วยเหตุนี้ การจัดหาพลังงานที่ยั่งยืน ไฟฟ้าที่มีความมั่นคง และทรัพยากรน้ำที่เพียงพอ จะกลายเป็นความท้าทายร่วมที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันบริหารจัดการ อย่างไรก็ตาม ดาต้าเซ็นเตอร์ยังคงเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และไม่ได้มีแนวโน้มจะหายไป ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะยังเติบโตต่อเนื่อง ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการหาแนวทางที่เหมาะสมและยั่งยืนเพื่อรองรับการเติบโตนี้อย่างมีความรับผิดชอบ


