โคดำลำตะคอง อีกหนึ่งความหวัง และเป็นเป้าหมายความมุ่งมั่นของประเทศไทย ที่จะนำพาเนื้อโคคุณภาพเกรดพรีเมี่ยมจากประเทศไทย ออกไปสู่เวทีการแข่งขันระดับนานาชาติ และเพื่อลดการนำเข้าเนื้อโคเกรดพรีเมี่ยม เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยมีการนำเข้าเนื้อโคเกรดพรีเมี่ยมจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงถึง 7,000 ล้านบาทต่อปี
ยกระดับการเลี้ยงโคเกรดพรีเมี่ยมไทยเพื่อการส่งออก
นายอรรควัฒน์ วิริยะขจรเกียรติ เจ้าของแบรนด์ N.V.K. Farm ตัวแทนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคดำลำตะคอง เล่าว่า “โคดำลำตะคอง” แบรนด์เนื้อเกรดพรีเมียมไทย โดยแหล่งผลิตเนื้อโคมาจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อลำตะคอง และเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ (นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์) ซึ่งที่ผ่านมา ได้รับการสนับสนุน จากทางNIA ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ตามแนวทางการสนับสนุน 2 ด้านหลัก ได้แก่ การสร้างแบรนด์ "โคดำลำตะคอง" จากจังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทยในอนาคต และการพัฒนาระบบนิเวศด้านการตลาดซึ่งเป็นส่วนปลายน้ำของอุตสาหกรรม เพื่อขยายผลออกสู่ตลาดในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ
ทำไมโคดำลำตะคอง ถึงได้รับการยอมรับผู้บริโภคเนื้อเกรดพรีเมี่ยม
จุดเริ่มต้นของ การมาทำโคดำลำตะคอง มาจาก ส่วนตัวผมมองว่า คนไทยมีวัฒนธรรมการบริโภคเนื้อที่ “ชอบเนื้อติดมัน แต่ไม่เลี่ยน” ขณะที่โควากิวมีจุดเด่นด้านไขมันแทรกสูงแต่โตช้าและต้นทุนสูง จึงนำไปสู่แนวคิดการผสมข้ามสายพันธุ์ ที่นำโคพื้นเมืองโคราช ซึ่งมีความอึดทน ปรับตัวเก่ง และไม่เลือกอาหาร มาผสมกับแองกัส เพื่อเพิ่มอัตราแลกเนื้อและปริมาณเนื้อ จากนั้นจึงผสมต่อกับวากิวเพื่อให้ได้มาร์บลิ่งสวยกำลังดีโดยไม่เลี่ยน จนเกิดเป็นชุดพันธุกรรมที่ตรงกับความต้องการบริโภคของคนไทยมากที่สุด
โดยโคดำลำตะคองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากการใช้ 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ สายพันธุ์ที่ดีจากการผสมพันธุ์อย่างมีหลักวิทยาศาสตร์โดยใช้เทคโนโลยีผสมเทียมและย้ายฝากตัวอ่อน อาหารที่ดีจากการจัดการด้านอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการที่โคต้องการ โดยใช้ธัญพืชท้องถิ่นของนครราชสีมาเป็นหลัก และสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยฟาร์มตั้งอยู่ที่ตำบลหนองน้ำใส อำเภอสีคิ้ว ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 280-300 เมตร ทำให้มีลมพัดผ่านตลอดปี อากาศโปร่งสบาย และน้ำในลุ่มน้ำลำตะคองมีค่า pH อยู่ที่ 7.3 เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์
ทั้งนี้ คุณภาพของเนื้อโคดำลำตะคองนั้นจะมีการจัดเกรดเนื้อตามแนวทางการพัฒนาระบบเกรดไทยจำนวน 6 ระดับ และแบ่งเป็น 3กลุ่ม คือ Standard , Premium , Super Premium โดยกลุ่มสูงสุดมีความใกล้เคียงระดับ A4ของญี่ปุ่น แต่ถูกปรับให้สอดคล้องกับความชอบของผู้บริโภคไทย พร้อมสร้างโครงสร้างราคาแบบเพิ่มขั้นราวร้อยละ 15 ต่อระดับเกรด เกิดเป็นระบบคุณค่าที่ผู้บริโภคเข้าใจได้และพร้อมจ่ายตามคุณภาพ
สร้างอาชีพ 8 วิสาหกิจชุมชน กว่า 420 ครัวเรือน
นายอรรควัฒน์ กล่าวต่อว่า หลังการพัฒนาจนได้เนื้อโคคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด ได้มีการขยายเครือข่ายโดยถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนร่วมทำฟาร์มโคดำลำตะคองแล้ว 8 วิสาหกิจชุมชน มีเกษตรกรเป็นสมาชิกกว่า 420 ครัวเรือน โดยตลาดหลักยังคงเป็นตลาดในประเทศ
อย่างไรก็ตาม โคดำลำตะคอง มีความต้องการจากต่างประเทศอย่างล้นหลามทั้งจากจีน ตะวันออกกลาง มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ รสชาติที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ และมาตรฐานฟาร์มที่ครบถ้วน ตอบโจทย์ความต้องการอาหารปลอดภัย (Food Safety) ที่เป็นเทรนด์โลก แต่ด้วยกำลังการผลิตที่มีอย่างจำกัด เพียงไม่เกิน 50 ตัวต่อเดือน จึงอาจยังไม่สามารถขยายตลาดไปต่างประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ
เตรียมผลักดันสู่ตลาดส่งออก
ด้าน ผศ.ดร.ปภากร พิทยชวาล ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 กล่าวว่า ในส่วนของตลาดต่างประเทศ ที่ผ่านมา ได้มีผู้ประกอบการ ได้นำเนื้อโคดำลำตะรองไปแปรรูป ทำ “แกงพะแนงโคดำลำตะคอง” ซึ่งเมื่อนำมาทดสอบตลาดในประเทศ ได้รับการตอบรับที่ดีมาก หลังจากนั้นได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ซึ่งมีคำสั่งซื้อในล็อตแรกประมาณ 20,000 ซอง รวมถึงได้รับความสนใจจากสายการบินและผู้นำเข้าจากญี่ปุ่น สะท้อนถึงศักยภาพของเนื้อโคไทยในตลาดพรีเมียมระดับภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม การผลิตเพื่อการส่งออกยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและมาตรฐาน เนื่องจากโรงงานต้นแบบภาครัฐไม่สามารถผลิตเชิงอุตสาหกรรมหรือยื่นขอมาตรฐานฮาลาลได้ ทำให้ผู้ประกอบการต้องพึ่ง OEM ซึ่งมีต้นทุนสูงและต้องลงทุนเพิ่มเติมด้านบรรจุภัณฑ์ เอกสารประกอบการส่งออก และการขอรับรองมาตรฐานสากล หากมีการสนับสนุนด้านนโยบาย เช่น งบประมาณเริ่มต้น แหล่งทุนเฉพาะมาตรฐาน หรือมาตรการส่งเสริมเพื่อการส่งออก จะช่วยเร่งการเติบโตของแบรนด์และสร้างโมเดลเศรษฐกิจพื้นที่สู่ระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม
การเติบโตต่อเนื่อง ทุกปี มากกว่า 8 เท่า
สำหรับการเติบโตทางธุรกิจที่ผ่านมา โคดำลำตะคอง มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสัดส่วนการขายได้มีการเปลี่ยนจากเดิมที่ขายแบบ B2B (ขายซาก) ร้อยละ 50-60 และขายให้กับร้านอาหารร้อยละ 10-20 ส่วนการขายตรงถึงผู้บริโภคแบบ B2C เดิมจะขายส่วนนี้เพียงร้อยละ 10 แต่ด้วยความต้องการของผู้บริโภคมีมากขึ้น ทำให้ที่ผ่นมาสัดส่วนการขายซากลดน้อยลงไปเหลือเพียงแค่ ร้อยละ10 และเปลี่ยนมาเป็นการขายตรงผู้บริดภคแบบ B2C ร้อยละ 80 และขายให้ร้านอาหารร้อยละ 10 คิด ส่งผลให้ที่ผ่านมามีการเติบโตมากถึง 8 เท่า
นอกจากนี้ ในส่วนของการทำตลาด จากการสนับสนุนของ เอ็นไอเอ โคดำลำตะคอง ยังได้เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการ ได้เข้าร่วมงาน Thailand Beef Fest 2024 ที่ผ่านมา ส่งผลให้โคดำลำตะคองเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 300 และปีนี้ 2569 โคดำลำตะคองยังได้เข้าร่วมงานอีกครั้ง และเป็นการจัดงานที่กรุงเทพฯ ทางโคดำลำตะคอง จึงตั้งเป้าการเพิ่มยอดขาย B2C ให้มากขึ้น ร้อยละ 300 และเน้นขยายฐานลูกค้าเป็นร้านอาหารระดับพรีเมียม ซึ่งงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ตลาดนัดเลียบด่วน-แดนเนรมิต กรุงเทพมหานคร ภายใต้ธีม "Thai Innovative Beef, Global Taste" เป็นการขยายบทบาทจากงานแสดงสินค้า สู่การเป็น แพลตฟอร์มเศรษฐกิจโคเนื้อ
* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด* * *


