บ้านสวนอินนา จ.ร้อยเอ็ด ผู้ปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ด้วยระบบโรงเรือน IoT Smart Farm ที่ช่วยเรื่องสภาพอากาศ อุณหภูมิ โรค และแมลงศัตรูพืช รวมถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการดูแลการเพาะปลูกมะเขือเทศ อีกทั้งยังส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเพาะปลูกมะเขือเทศมากขึ้นเพราะได้ผลผลิตที่ดีและสามารถส่งขายให้กับห้างสรรพสินค้าในราคาที่เหมาะสมได้ สร้างรายได้กว่า 2 ล้านบาท
นายอดิศักดิ์ พานา ประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านสวนอินนา ผู้เสนอโครงการ V-PROMPT ซึ่งเป็นระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในโรงเรือนด้วยระบบ IoT Smart Farm สำหรับผักเศรษฐกิจ เล่าว่า เกษตรกรในพื้นที่จะใช้หลักการตลาดนำการผลิตเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด จึงเน้นปลูกพืชที่มีตลาดรองรับแน่นอน โดยปัจจุบันเน้นการปลูกมะเขือเทศสายพันธุ์ต่าง ๆ เป็นหลัก อย่างไรก็ตามเกษตรกรก็ประสบปัญหาจากการปลูกมะเขือเทศเช่นกัน โดยมีปัญหาหลัก 3 ประการ ได้แก่ สภาพอากาศและอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม โรคและแมลงศัตรูพืช และปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการดูแล แม้ว่ามะเขือเทศจะปลูกได้ในพื้นที่ร้อยเอ็ด แต่ต้องปลูกตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงอุณหภูมิเย็นหรือฤดูหนาวจึงจะให้ผลผลิตที่ดี
โดยโครงการ V-PROMPT ที่ได้รับการสนับสนุนจาก NIA โดยการนำนวัตกรรมระบบ IoT Smart Farm เข้ามาช่วยลดข้อจำกัดด้านการปลูกพืชได้หลายด้าน ทั้งการควบคุมสภาพแวดล้อม ซึ่งระบบสามารถปรับอุณหภูมิในโรงเรือนให้เหมาะสมกับพืช ช่วยให้สามารถปลูกได้นอกฤดูกาล การป้องกันศัตรูพืช โดยโรงเรือนช่วยควบคุมแมลงได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ลดการใช้สารเคมี ส่งผลดีต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต การประหยัดแรงงาน เนื่องจากระบบให้น้ำและปุ๋ยอัตโนมัติ
ทั้งนี้ยังช่วยช่วยลดภาระงานจากการรดน้ำด้วยมือ ทำให้เกษตรกรมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นได้มากขึ้น และการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบควบคุมการให้น้ำตรงเวลาและปริมาณที่แม่นยำ ทำให้ประหยัดน้ำและพืชเจริญเติบโตได้ดี
นอกจากนี้เมื่อเทียบพื้นที่ขนาดเท่ากันกับการปลูกแบบดั้งเดิม ผลผลิตจากโรงเรือนที่ใช้นวัตกรรมระบบ IoT จะเพิ่มขึ้น 30-40% นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์เพิ่มเติม คือช่วยลดภาระงานของเกษตรกร ทำให้มีเวลาไปทำกิจกรรมอื่น ๆ มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำและสามารถลดการใช้สารเคมีด้วยการควบคุมที่แม่นยำ
ปัจจุบันชุมชนจะปลูกมะเขือเทศหลายสายพันธุ์ โดยมะเขือเทศจะมีรอบการปลูกใช้เวลา 6 เดือนต่อรอบ ในรอบการปลูกล่าสุดได้ลงปลูกต้นกล้า 20,000 ต้น คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 40 ตันต่อรอบ สามารถสร้างรายได้ให้เครือข่ายเกษตรกรรวมประมาณ 2 ล้านบาท
เดิมทีชาวบ้านในชุมชนนิยมปลูกแตงกวา แต่พอหันมาปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบันทางสวนได้มีการปลูกและขายมะเขือเทศเชอร์รี่ให้กับห้างสรรพสินค้าแม็คโครช่องทางเดียว แต่กำลังวางแผนขยายตลาดไปยังผู้บริโภคโดยตรงเนื่องจากในตอนนี้มีผลผลิตไม่เพียงพอต่อการกระจายสินค้าเพิ่ม เพราะแม็คโครต้องการเดือนละ 10 ตันแต่ในตอนนี้สามารถส่งได้เดือนละ 6 ตัน ปัจจุบันปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ทั้งหมด 2 สายพันธุ์ได้แก่ 1. มะเขือเทศเชอร์รี่สีเหลืองมันเดย์ และ 2. มะเขือเทศเชอร์รี่สีแดงโกเมน
การปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่นั้นทางบ้านสวนอินนาปลูกในโรงเรือน เนื่องจากได้ผลผลิตดีกว่าปลูกในพื้นที่ด้านนอก และทำให้สร้างมูลค่าทางการเกษตรได้สูงขึ้น ปัจจุบันเกษตรกรซื้อโรงเรือนเองทั้งหมด 4 โรงเรือน และมีทางสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติหรือ NIA สนับสนุนเพิ่มให้อีก 3 โรงเรือนในปีแรก ส่วนปีที่สองเพิ่มให้อีก 2 โรงเรือน
ทั้งนี้ โรงเรือนที่มีเป็นโรงเรือนอัจฉริยะ โดยสามารถสั่งการทำงานผ่านมือถือได้และสามารถตรวจสอบค่าความชื้น พร้อมกับรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ผ่านระบบมือถือได้อย่างง่าย ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเวลาในการใช้ชีวิตของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้าร่วมทั้งหมด 50 ครัวเรือน เกิดการจ้างงานกว่า 200 ราย
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัญหาด้านเงินทุนในการขยายโรงเรือนในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย แต่โครงการ V-PROMPT ก็เป็นแบบอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหา และการสร้างเครือข่ายการผลิตร่วมกัน เป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับผลผลิตและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชน สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมในระดับชุมชน ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริงของชุมชน ทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสร้างการมีส่วนร่วมและการยอมรับในการใช้นวัตกรรม แต่ก็ต้องควรคำนึงถึงความเหมาะสมของผู้ใช้ด้วย เนื่องจากเกษตรกรบางรายโดยเฉพาะผู้สูงอายุอาจมีปัญหาในการใช้งานระบบ IoT ซึ่งต้องมีการถ่ายทอดความรู้และให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลสำเร็จสูงสุด
* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด* * *


