xs
xsm
sm
md
lg

ชีวิตสุดดราม่า! จากชาวสวนธรรมดา สู่เจ้าของโรงงานผลไม้แปรรูป “เสวย” ส่งขายเซเว่นฯ สร้างรายได้ปีละ 50 ล้าน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




กว่าจะมาเป็นโรงงานแปรรูปผลไม้ แบรนด์ “เสวย” ต้องฝ่าฟันวิกฤติมากมาย กว่าจะได้กลับมาในธุรกิจการแปรรูปผลไม้อย่างราบรื่น แม้จะท้อมาก็หลายครั้ง แต่ก็กลับมาตั้งหลักได้เพราะคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของ บมจ.ซีพี ออลล์ จนทำให้ธุรกิจเติบโต สร้างรายได้ปีละ 50 ล้าน ส่งขายเซเว่นฯ ทั่วไทย



นางสาวนันทภรณ์ ชะเสริมไพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสวย ผลไม้แช่อิ่ม จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป “เสวย” เล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจ ว่า ก่อนหน้าที่จะมีธุรกิจโรงงานผลไม้แปรรูป ครอบครัวประกอบอาชีพชาวสวนมาก่อน เมื่อก่อนนั้นปลูกเป็นสวนผลไม้ หลากหลายชนิด จนเมื่อปี พ.ศ. 2538 เกิดวิกฤติน้ำท่วม สวนผลไม้เสียหายทั้งหมด แต่มีเพียงแค่ต้นเดียวเท่านั้นที่เหลือรอด คือ ต้นมะกอกน้ำ หลังจากที่สถานการณ์ดีขึ้น ก็มีชาวบ้านเห็นว่า มีต้นมะกอกน้ำ ที่สามารถทนทานและอยู่รอดได้ จึงมีความสนใจมาขอไปปลูกกันมากขึ้น

หลังจากที่เหลือเพียงแค่ต้นมะกอกน้ำ ครอบครัวจึงหาช่องทางที่จะสามารถแปรรูปผลมะกอกน้ำได้ จึงเริ่มศึกษาและทดลองแปรรูปในรูปแบบต่างๆ ครั้งแรกทดลองเป็นการดองเค็ม แต่รสชาติก็ยังไม่ถูกปาก พยายามปรับแล้ว ปรับอีกก็ได้รสชาติที่ยังไม่ถูกใจ จึงเปลี่ยนมาแปรรูปเป็นแบบแช่อิ่ม แจกให้คนรอบตัวได้ทดลองชิมรสชาติ ผลปรากฏว่า มีหลายคนชื่นชอบในรสชาติ จึงพัฒนาทำเป็นผลิตภัณฑ์ออกขาย พัฒนาเป็นธุรกิจ และต่อยอดไปเป็น ผลไม้ชนิดอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น อาทิ มะม่วง, มะดัน, กระท้อน, มะปราง, มะขาม รวมไปถึงผลไม้ที่มีตามฤดูกาล อีกด้วย

ขณะนั้นก็ได้นำผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีแพ็คเกจจิ้ง อยู่ในถุงใสธรรมดา ออกไปทดลองขายตามงานแสดงสินค้าต่างๆ จนมี เจ้าหน้าที่จาก บมจ.ซีพี ออลล์ ได้พัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ เข้าไปวางขายใน เซเว่น อีเลฟเว่น เมื่อปี พ.ศ. 2542 เดือนแรกสร้างยอดขายได้เพียง 30,000 บาท คุณพ่อก็เริ่มมีอาการท้อ แต่ก็ยังไม่ถอยจึงสู้ต่อ และพัฒนาธุรกิจ ตามคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็แนะนำในทุกๆ ด้าน หลายๆ อย่าง ยอดสามารถขยับยอดขายขึ้นมาได้ จนยอดขายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดการขยายฐานการผลิต เริ่มจ้างพนักงาน จ้างคนมาช่วยทำ แต่ก็ยังถือว่าเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน

จนเมื่อในปี พ.ศ. 2553 ได้ลงทุนกู้เงินทุน เพื่อมาซื้อที่ดินกว่า 15 ไร่ ที่เป็นที่ตั้งของโรงงานในปัจจุบัน แต่ก็ต้องพบสถานการณ์หนักใจอีกครั้ง ในระหว่างการสร้างโรงงานที่แห่งนี้ คือเกิดวิกฤติน้ำท่วม ที่ได้รับผลกระทบมากจนต้องรื้อผังโรงงานใหม่ทั้งหมด ใช้เวลานานจนถึงขั้นคิดว่าคงจะไม่รอดแน่ๆ แต่ก็ผ่านวิกฤตินั้นมาได้



นอกจากนั้นยังไม่พอยังมีวิกฤติที่คิดว่าใหญ่กว่าครั้งไหนๆ ก็คือตอนที่ คุณพ่อที่เป็นเสาหลักของครอบครัว และธุรกิจ ทำให้ทุกอย่างได้หยุดชะงัก คนในครอบครัว จึงทำตัวไม่ถูก เนื่องจากคุณพ่อจากไปอย่างกะทันหัน โดยที่ไม่ได้เตรียมอะไรไว้เนื่องจากไปไม่คิดมาก่อนว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ทำให้เกิดปัญหาทางด้านการเงิน เนื่องจากอยู่ในช่วงที่กำลังขยายธุรกิจ สร้างโรงงานที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น ต้องมาขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด

“ตอนนั้นเหตุการณ์ที่กระทบต่อทั้งจิตใจของคนในครอบครัว และธุรกิจมากที่สุด คงจะเป็นเรื่องของคุณพ่อ ที่ได้จากไปอย่างกะทันหัน ช่วงนั้นเราก็ทำตัวไม่ถูก แต่ก็ต้องดูและครอบครัวที่อยู่ และพนักงานทุกคน แต่ก็ได้พี่ๆ จากทีม ซีพี ออลล์ เข้ามาคอยบอกว่าให้ใจเย็นๆ และช่วยแนะแนวทางว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป เรื่องธุรกิจทั้งหมด ก็ต้องมารับช่วงต่อ
จากคุณพ่อทันที ”




ปัจจุบัน โรงงานก็ได้รับรองมาตรฐาน GMP-HACCP ทุกวันนี้มีผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในร้านเซเว่นฯ ทั่วประเทศ 3 ตัว คือ มะกอกแช่อิ่ม มะม่วงแช่อิ่ม และกระท้อนแช่อิ่ม มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 20,000 - 25,000 ชิ้น/วัน ล่าสุดได้คว้ารางวัลเซเว่น อีเลฟเว่น เอสเอ็มอีไทยยั่งยืน ปี 2561 ประเภท SME สินค้าเกษตร มาครองอีกด้วย

สาเหตุที่เลือกเป็นการแปรรูปแบบแช่อิ่ม คือ ผลไม้แช่อิ่มเป็นของที่รับประทานง่าย เก็บไว้ได้นาน สมัยก่อนอาจจะนึกถึงผลไม้รถเข็น แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลาขาย เนื่องจากรถเข็น และในตลาด ก็จะเปิดเพียงแค่เวลากลางวันเท่านั้น แต่ตอนนี้ดึกแค่ไหนก็เข้าไปซื้อในเซเว่นฯ ได้ และผู้บริโภคก็สามารถมั่นใจได้ว่า สินค้าผลไม้แช่อิ่มจาก “เสวย” จะสะอาดและปลอดภัย

ตอนนี้พนักงานในโรงงานแปรรูป มีอยู่ทั้งหมด 50 คน เป็นคนในพื้นที่ทั้งหมด เนื่องจากบริษัทต้องการช่วยเหลือให้คนในชุมชนสามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว เนื่องจากขั้นตอนต่างๆ ในการผลิต ยังจำเป็นต้องใช้แรงงานคนอยู่ เช่น ขั้นตอนการปอกเปลือก การหั่นผลไม้ เพราะต้องมีความประณีต ความสวยงามเอาไว้ รวมไปถึงช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกได้มีรายได้จากการส่งวัตถุดิบ ให้โรงงาน อย่างมะกอกน้ำ ส่วนใหญ่จะรับมาจากทางภาคเหนือ ในสุพรรณก็มีรับมาบ้าง เนื่องจากมีบางครอบครัวที่ปลูกต้นมะกอกน้ำตามคันนา จะใช้อยู่ประมาณ 500 ตัน แต่ถ้าเป็นมะม่วงส่วนใหญ่จะมีในพื้นที่ อ.ดอนเจดีย์ อ.ศรีประจันต์ จะใช้อยู่ประมาณ 1,000 ตัน

อย่างไรก็ตามในส่วนของการส่งออกได้มีการแวางแผนไว้ แต่ยังติดปัญหาในเรื่องวัตถุดิบของผลไม้ที่นำมาแปรรูป ยังขาดตลาดอยู่ ซึ่งขณะนี้มีพียงพอแค่การส่งออเดอร์ให้ เซเว่นฯ เท่านั้น หากได้แหล่งปลูกของวัตถุดิบที่สามารถส่งอย่างเพียงพอ เชื่อว่าสามารถพัฒนาธุรกิจให้ส่งออกไปได้ และมีตลาดรองรับแน่นอน



* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมายคลิกที่นี่เลย!! * * *

กำลังโหลดความคิดเห็น...