เริ่มจะคุ้นหูกันบ้างแล้วกับคำว่า 'สังคมผู้สูงอายุ' เทรนด์ที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัว จากจำนวนประชากรในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา ที่เข้าสู่ยุคแห่งผู้สูงวัยมากขึ้น หากมองในเชิงธุรกิจถือเป็นความท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องตั้งรับพร้อมปรับตัว เพื่อช่วงชิงโอกาสโกยเงินในกระเป๋าของลูกค้ากลุ่มนี้หรือลูกหลานที่ 'เลือกมากขึ้น' สำหรับการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดแก่บุพการี
เมื่อเทรนด์นี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นการตั้งรับจึงเป็นทางออกเดียวที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ...
ศึกครั้งนี้อาวุธประจำกายของผู้ประกอบการ คือ 'ข้อมูล' หมัดเด็ดพิชิตคู่แข่ง ซึ่งงานนี้ “ทีมงาน SMEsผู้จัดการออนไลน์” เก็บมาฝากจากเวทีเสวนา “ปลดล็อค SME จับตลาดวัยซีเนียร์ (Aging Society)” จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
เริ่มจากการปูพื้นฐานความรู้เรื่องสังคมผู้สูงอายุกันก่อน เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน โดยองค์การสหประชาชาติได้แบ่งสังคมผู้สูงอายุออกเป็น 3 ระดับ คือ 1. Aging Society ยุคแห่งการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย มีสัดส่วนอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% ของประชากรรวมทั้งประเทศ หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 7% 2. Aged Society สังคมที่มีผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ มีสัดส่วนอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% หรือ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 14% และ 3. Super-age Society คือ สังคมที่อุดมไปด้วยผู้สูงอายุ คือมีสัดส่วนอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 20%
ซึ่งประเทศไทยอยู่เพียงระดับที่ 1 เท่านั้น ถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่อย่าชะล่าใจไปเพราะอีกไม่กี่ปีไทยจะก้าวเข้าสู่ระดับที่ 2 อย่างรวดเร็ว จากการแต่งงานช้าลง ส่งผลมีบุตรยาก หรืออาจไม่มีเลย จากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย ดังนั้นพฤติกรรมของผู้บริโภคย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย
โจทย์ใหญ่จึงมาตกที่ผู้ประกอบการต้องพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับวิถีที่เปลี่ยนแปลง ซึ่ง “นายเจน นำชัยศิริ” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสังคมผู้สูงอายุว่า ปัจจุบันประเทศไทยนับเป็น 1 ใน 2 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ต่อจากประเทศสิงคโปร์ โดยในปี 2557 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 10,014,699 คน หรือประมาณร้อยละ 15 และจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นประมาณ 600,000 คนต่อปี ทำให้คาดว่าปี 2564 ไทยจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ และคาดว่าอีก 20 ปีประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30
โดยกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มในการตอบสนองความต้องการของสังคมผู้สูงอายุ แบ่งออกเป็น 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ 1. อาหารแปรรูปเพื่อสุขภาพและอาหารจากธรรมชาติ เช่น อาหารไขมันต่ำไม่มีคอเลสเตอรอล วิตามิน และผลิตภัณฑ์อาหารเสริม 2. เฟอร์นิเจอร์ เช่น เตียงนอนปรับระดับ ที่นอนยางพารา เก้าอี้ไม้ที่มีพนักพิง และหมอนเพื่อผู้สูงอายุ 3. แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ เช่น เครื่องสำอางออร์แกนิก ผลิตจากธรรมชาติที่มีสรรพคุณต่อต้านริ้วรอย 4. วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างสำหรับผู้สูงอายุ และ 5. เครื่องมือแพทย์ ที่มีผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างตรงต่อความต้องการของผู้บริโภค
“ตลาดกลุ่มผู้สูงอายุเป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีอำนาจในการซื้อค่อนข้างสูง ด้วยเหตุนี้การเจาะตลาดกลุ่มดังกล่าวผู้ผลิตจะต้องมีการนำเสนอสินค้าที่มุ่งเน้นเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยเป็นสำคัญ รวมไปถึงการพัฒนานวัตกรรมให้สามารถอำนวยความสะดวก หรือสร้างความแปลก แตกต่างมากกว่าสินค้าที่มีวางจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไป ภายใต้ระดับราคาที่เหมาะสมและคุ้มค่า ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับการตอบสนองจากผู้บริโภคดังกล่าวอย่างมาก” นายเจนให้ข้อมูลเพิ่มเติม
ส่วนการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทยนั้น “นายวิพล วรเสาหฤท” รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้เผยข้อเท็จจริงว่า ขณะนี้สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยได้มีการวิเคราะห์ไว้ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าอัตราส่วนของประชากร 1 ใน 5 ของประเทศไทยจะเป็นกลุ่มประชากรสูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่งผลให้เกิดกลุ่มผู้บริโภคใหม่ที่มีกำลังซื้อ และมีความต้องการสินค้าและบริการที่ต่างออกไปจากเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ อาหาร สุขภาพ อิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่ด้านการบริการทางการเงิน ที่ต่างก็ต้องการนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อมาตอบโจทย์ในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้นี้
ขณะที่มุมมองจากหน่วยงานภาครัฐฯ อย่างกระทรวงพาณิชย์ ก็ไม่ได่นิ่งนอนใจเกี่ยวกับเทรนด์นี้ โดยได้ดำเนินโครงการต่างๆ เช่น 60+ Project เพื่อรองรับและให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ต้องมีการปรับตัวและพัฒนาสินค้าไปในทิศทางใด เพื่อฉกฉวยโอกาสนี้ “นิธิมา ศิริโภคากิจ” ตัวแทนจากสำนักพัฒนาการค้าและธุรกิจไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้วิเคราะห์ข้อได้เปรียบและจุดอ่อนของผู้ประกอบการไทย โดยบอกว่าโอกาสของผู้ประกอบการไทยถือว่ายังมีสำหรับการเจาะตลาดกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากตลาดยังเปิดกว้าง ผู้คนต้องการสินค้านวัตกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการ ไม่เว้นแม้กระทั่งสินค้าไอที โดยได้เปรียบจากการเป็นผู้ผลิตสินค้าประเภทรับจ้างผลิตมาก่อน (OEM) และพัฒนาเป็นการสร้างแบรนด์ของตัวเอง รวมถึงยังเป็นผู้ผลิตสินค้าอาหารในเวทีโลก ทำให้รู้ทิศทางความต้องการการบริโภคสินค้าของกลุ่มประเทศ ยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มตัว
ขณะที่จุดอ่อนของผู้ประกอบการไทยคือ ไม่ค่อยมีการพัฒนาในเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น แม้ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐฯ และเอกชนจะเร่งดำเนินการแต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งหากกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ ผู้ประกอบการจะผลิตสินค้าได้ตรงตามเป้ามากขึ้น
เห็นอย่างนี้แล้วเชื่อว่าหลายคนคงมองเห็นโอกาสในการปรับแผนธุรกิจให้เข้ากับเทรนด์ผู้สูงอายุ หรือเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่จะช่วงชิงโอกาสนี้ ในการเริ่มต้นธุรกิจ ณ ห้วงเวลาที่ยังไม่สายเกินไป เพราะหากเพิกเฉยอาจตกขบวนสำคัญนี้ได้
* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมาย คลิกที่นี่เลย!! * * *


