xs
xsm
sm
md
lg

“เกาะหมาก” วิถี Low carbon ชุมชนต้นแบบเนรมิตสุขยั่งยืน (ชมคลิป)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

แผนการโปรโมทโครงการ Low Carbon เกาะหมาก จ.ตราด
ใครจะคิดว่า 'เกาะหมาก' จ.ตราด มีเจ้าของผู้ครอบครองเพียง 5 ตระกูลเท่านั้น และมีเพียง 10% ของพื้นที่ที่ขายกรรมสิทธิ์ให้คนนอกมาครอบครอง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ธรรมชาติยังคงอยู่ วิถีชาวบ้านยังคงรักษาไว้ได้ ไม่มีร้านสะดวกซื้อชื่อดัง ไร้ตึกสูงเสียดฟ้า จุดขายเหล่านี้กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ชาวต่างชาติต้องมาเยือนทุกปี ล่าสุดสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรุกโครงการต่อยอดภาพลักษณ์เกาะหมากด้วย Low Carbon

กระแสการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กำลังเป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวตามเพื่อความอยู่รอด แต่สำหรับ 'เกาะหมาก' เลือกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ พร้อมเพิ่มกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวเพื่อดึงเม็ดเงินแทนการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว เพราะนั่นจะกลายเป็นบ่อเกิดของปัญหาขยะ การใช้พลังงานไฟฟ้า รวมถึงสิ่งแวดล้อมจะถูกทำลายไปอย่างรวดเร็ว
รีสอร์ทสวยๆ ในเกาะหมาก
***โมเดลท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แบบยั่งยืน***

ด้วยความที่ผู้บริหารเกาะหมากจะเป็นเครือญาติกัน ทำให้ความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเกาะหมากเป็นไปในทิศทางเดียวกัน การบริหารจัดการง่ายขึ้น ทำให้สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเลือกเข้ามาเป็นที่ปรึกษาในโครงการต่อยอดภาพลักษณ์เกาะหมาก หวังเนรมิตสู่โมเดลตัวอย่าง 'ชุมชน Low Carbon' เริ่มจากการลดใช้พลังงานไฟฟ้า เลือกใช้แผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าเพิ่มแสงสว่างตามทางเดิน, หมุนเวียนน้ำในสระว่ายน้ำของเกาะหมากรีสอร์ท ขณะที่การกำจัดขยะ มีการสร้างเตาเผาขยะคุณภาพเยี่ยมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และมีการคัดแยกขยะ ซึ่งขยะเปียกที่เกิดจากอาหารสดนำมาหมักทำเป็นไบโอแก๊ส และปุ๋ย รวมถึงมีการปลูกผักสลัด ผักสวนครัว รับประทานเองในเกาะ ลดการขนส่งวัตถุดิบทางเรือ ซึ่งอนาคตเตรียมเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้บริโภคภายในเกาะ
นายจักรพรรดิ ตะเวทีกุล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว จ.ตราด และผู้บริหารเกาะหมาก
ขณะที่กิจกรรมภายในเกาะ “นายธนันธน์ อภิวันทนาพร” ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจต่างประเทศและการตลาด สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เน้นกิจกรรมให้นักท่องเที่ยว อย่าง การขี่จักรยาน ชมวิถีชุมชนเกาะหมาก เช่น แปลงปลูกผัก รีสอร์ตวิวสวยๆ รับประทานอาหารท้องถิ่น ชมสวนมะพร้าว ร้านค้า วัด โรงเรียน พิพิธภัณฑ์เกาะหมาก เป็นต้น กิจกรรมการปล่อยเต่า ปลูกต้นไม้ พายเรือคยัค
แปลงปลูกผักออร์แกนิก และพืชผักสวนครัว สำหรับรับประทานในเกาะหมาก รีสอร์ท
“ในปีที่ผ่านมาทางสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้เปิดตัว 3 แคมเปญหลัก ได้แก่ แคมเปญ Eat it Fresh, แคมเปญ Help Keep Koh Mak counting to 10,000 trees และแคมเปญหน้าบ้านน่ามอง ตลอดจนผลักดันให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีส่วนร่วมกับ 3 แคมเปญนี้ และในปี 2558 งาน Koh Mak Unplugged Fest จะมีการเปิดตัว 2 เส้นทางจักรยาน-เส้นทางชอปปิ้งสุดฟิน และเส้นทางโลว์ คาร์บอน อินเลิฟ”
ชมวิวสวยหน้าเกาะหมาก รีสอร์ท
นอกจากนี้ ทางผู้ประกอบการการท่องเที่ยวท้องถิ่นยังประกาศประชาคมหลัก 3 ข้อ ได้แก่ 1. ไม่สนับสนุนให้นำรถยนต์ข้ามมาบนเกาะ 2. ไม่สนับสนุนการเล่นกีฬาทางน้ำด้วยเครื่องเล่นที่มีเครื่องยนต์ เจ็ตสกี สกูตเตอร์ และ 3. ไม่สนับสนุนให้เปิดสถานเริงรมย์ยามวิกาล เช่น ผับ บาร์ ร้านเหล้า ลานเบียร์ ซึ่งจะเป็นแหล่งมั่วสุมของนักท่องเที่ยว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกาะหมากคงสภาพแวดล้อมความเป็นธรรมชาติที่สวยงาม เงียบสงบ และรักษาวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นไว้ได้ท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวหลักที่เน้นความสะดวกสบาย แต่กลับทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติทั้งทางตรงและทางอ้อม
นายธานินทร์ สุทธิธนกุล ผู้บริหารร้านอาหารเกาะหมาก ซีฟู้ด และผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์เกาะหมาก
***ทำไม? ต้อง Low Carbon***

รู้หรือไม่ว่า...ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยเฉลี่ย 20 กิโลกรัม/นักท่องเที่ยว หลักๆ เกิดจากการเปิดเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น พลังงานไฟฟ้าในห้องพัก อาหารที่บริโภคในแต่ละมื้อ ฯลฯ ทำให้ “นายจักรพรรดิ ตะเวทีกุล” นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว จ.ตราด และผู้บริหารเกาะหมาก จึงวางกลยุทธ์การท่องเที่ยวเกาะหมากเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน พร้อมชูภาพลักษณ์ Low Carbon destination ตั้งแต่ปี 2554 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นปีละ 3-5% จากปี 2556 ที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยว 120,000 คน
เกาะหมากมีผู้ครอบครอง 5 ตระกูล
ด้านนายธานินทร์ สุทธิธนกุล ผู้บริหารร้านอาหารเกาะหมาก ซีฟู้ด ซึ่งเป็นนักธุรกิจรายแรกๆ ที่นำนโยบาย Low Carbon destination มาปรับใช้ด้วยการซื้ออาหารทะเลจากชาวประมงในเกาะหมาก ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งอาหารทะเลจากฝั่งเมืองตราดเข้ามาที่เกาะหมาก ทำให้นักท่องเที่ยวได้รับประทานอาหารทะเลที่สดใหม่
กิจกรรมปล่อยเต่ากลับคืนสู่ธรรมชาติ
***ก้าวต่อไป 'เกาะหมาก'***

เมื่อทั้งผู้บริหารและชาวบ้านในชุมชนเกาะหมากมุ่งสู่แนวนโยบาย Low Carbon การบริหารจัดการจึงต้องเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้น แผนพัฒนาเกาะหมากในอนาคตจึงหนีไม่พ้นเรื่องของ Low Carbon พร้อมชูเป็นจุดขายนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นิยมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มากขึ้น แต่ทางผู้บริหารยังไม่มีแนวคิดที่จะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็วเพราะเกรงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่จะตามมา ดังนั้นจึงตัดสินใจเพิ่มกิจกรรมสันทนาการ เพื่อเพิ่มยอดค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มเส้นทางจักรยาน การแล่นเรือใบ ปล่อยเต่าทะเล รวมทั้งมีการระดมทุนเพื่อสร้างเรือต้นแบบโซลาร์เซลล์ ร่วมกับสำนักงานอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง หากทำสำเร็จเรือพลังงานโซลาร์เซลล์จะลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ รวมถึงยังมีแผนพัฒนารถกอล์ฟโซลาร์เซลล์เพื่อเป็นแนวทางควบคุมจำนวนรถมอเตอร์ไซค์บนเกาะหมากที่เพิ่มจำนวน 1,300 คันในปี 2558 ในขณะที่จักรยานมีเพียง 200 คันเท่านั้น


ขี่จักรยานชมวิถีชุมชนเกาะหมาก
ความเป็นมา 'เกาะหมาก'
เกาะหมากมีพื้นที่เกือบ 9,000 ไร่ มีเจ้าของเป็นทายาทของตระกูล “ตะเวทีกุล" เพียงตระกูลเดียวจากอดีตถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 100 ปีเศษ ทั้งนี้ นายจักรพรรดิ์ ตะเวทีกุล เจ้าของเกาะหมากรีสอร์ต ผู้เป็นทายาทรุ่นที่ 4 โดยมีหลวงพรหมภักดี (นายเปลี่ยน ตะเวทีกุล) ผู้มีศักดิ์เป็นคุณชวด เป็นผู้เข้ามาครอบครองเกาะหมากเป็นคนแรกเมื่อปี พ.ศ. 2447 โดยซื้อจากเจ้าของเดิมชื่อเจ้าสัวเส็ง ปลัดจีนในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเข้ามาจับจองทำสวนมะพร้าวไว้ในราคา 300 ชั่ง (ชั่งละ 80 บาท )

หลวงพรหมภักดีขณะนั้นเป็นปลัดจีนอยู่ที่จังหวัดประจันตคีรีเขตร์ (เกาะกง ของกัมพูชาในปัจจุบัน) ขณะนั้นเป็นของไทยอยู่ แรกทีเดียวได้ส่งบุตรชาย 3 คนมาทำสวนมะพร้าวอยู่ก่อน คือ นายอู๋ นายเอิบ และนายอาบ ตะเวทีกุล ต่อมาเมื่อไทยเสียเมืองตราด หมู่เกาะต่างๆ รวมทั้งเมืองประจันตคีรีเขตร์ให้แก่ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับการที่ฝรั่งเศสถอนทหารออกจากเมืองจันทบุรี หลวงพรหมภักดียังคงทำมาค้าขายอยู่ที่เกาะปอ เมืองประจันตคีรีเขตร์ หลวงพรหมภักดีจนกระทั่งอีก 6 ปีต่อมา คือ พ.ศ. 2453 จึงได้อพยพครอบครัวมาตั้งรกรากที่เกาะหมาก ทำสวนมะพร้าวขนาด 3,000-4,000 ไร่ และสร้างบ้านเรือนอยู่ที่บริเวณอ่าวสวนใหญ่ซึ่งมีหาดทรายอันสวยงาม มองเห็นเกาะข้างเคียงได้ชัดเจน เรียกกันว่า บ้านสวนใหญ่

หลวงพรหมภักดีได้แต่งงานกับนางมู่ลี่ มีบุตร 7 คน ธิดา 4 คน รวม 11 คน และต่อมาแต่งงานกับนางทิม มีบุตรชายอีก 1 คน เมื่อบุตรสาวโตขึ้นแต่งงานไปใช้นามสกุลของฝ่ายชาย ฝ่ายชายสืบตระกูลตะเวทีกุลมาถึงปัจจุบัน 5-6 ช่วงอายุคนแล้ว

เมื่อสิ้นหลวงพรหมภักดี ปี พ.ศ. 2458 สวนมะพร้าวและที่ดินทั้งหมดบนเกาะถูกแบ่งเป็นมรดกให้ลูกๆ หลานๆ ทายาทของหลวงพรหมภักดี ซึ่งในยุครุ่นลูกนี้เองได้มีการนำยางพาราเข้ามาปลูกเป็นจำนวนนับ 1,000 ไร่ และมีการสร้างโรงบ่มยางขึ้นภายในบริเวณบ้านสวนใหญ่ ดังนั้น ในปัจจุบันจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าพื้นที่ เกาะหมาก ทั้งหมด 9,500 ไร่ เป็นที่สาธารณประโยชน์ 500 ไร่ ที่เหลือ 9,000 ไร่ล้วนแต่เป็นของพี่ๆ น้องๆ ในสายตระกูลตะเวทีกุลเพียงตระกูลเดียวเท่านั้น มีบ้างเล็กน้อยที่ขายให้คนต่างถิ่นที่มาลงทุนสร้างรีสอร์ตแต่เป็นส่วนน้อยมาก

นักท่องเที่ยวเตรียมพร้อม
ชาวต่างชาติขอปักหลักที่เกาะหมากปลูกพืชปลอดสารเคมี
ปั่นกันต่อ

วิวแบบนี้ต้องกลับมาอีก เกาะหมาก ...
แผงโซล่า เซลล์ พบเห็นได้ทั่วไปบนเกาะหมาก
***สนใจท่องเที่ยวเกาะหมากแบบ Low carbon โทร. 09-0130-7655 หรือที่ 
http://www.slowlifeatkohmak.blogspot.com/***
* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SME ผู้จัดการออนไลน์" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมาย คลิกที่นี่เลย!! * * *