เพียงผ้าผืนหนึ่งที่บางคนใช้แทนผ้าขนหนู โพกหัว คาดเอว หรือทำเปลเด็ก ทั้งๆ ที่หากนำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ก็สร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่น้อย เช่นเดียวกับแบรนด์ “บุษบา” ที่ต่อยอดเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างลงตัว
อดีตนักข่าวการเมือง “พรเทพ แซ่ลี้” ที่ดูจะไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจผ้าขาวม้า แต่เมื่อได้ส่วนผสมที่ลงตัวอย่างหุ้นส่วนธุรกิจ “บุศรา ทั่วสุภาพ” ที่มีไอเดียการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวม้าอยู่เดิม รวมถึงมีโอกาสเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเห็นมีการนำเอาผ้ามาชุบเรซิ่นให้ดูคล้ายพลาสติก จึงคิดนำผ้าไทยๆ มาพัฒนาบ้างซึ่งผ้าขาวม้าเป็นสิ่งแรกที่คิดถึงเพราะลวดลายมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และต่างชาติจะมองว่าเป็นลายสก็อตที่คุ้นเคย แต่แฝงกลิ่นอายความเป็นไทย
“ผมได้มีโอกาสรู้จักกับพี่บุษรา ซึ่งมีความรู้ในเรื่องงานศิลป์ และทำงานอยู่แผนกจัดซื้อของห้างเซ็นทรัล ซึ่งเราก็มานั่งคุยกันในเรื่องไอเดียธุรกิจ และหนึ่งในนั้นคือการนำผ้าขาวม้ามาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ โดยเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งาน ใส่อารมณ์ความรู้สึกลงไป ทำให้สินค้าดูน่าซื้อไปใช้มากขึ้น รวมถึงผ้าขาวม้ายังมีเสน่ห์ในตัวเอง ที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนานโดยไม่เคยตกยุค”
ขึ้นชื่อว่า “ผ้า” ย่อมมีความอ่อนนุ่มในตัวเอง ดังนั้นการนำมาออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์จึงต้องนำมาแปรรูปหรือนำวัตถุดิบอื่นมาผสมผสานเพิ่มความแข็งแรง เช่น การนำผ้าตาข่ายมาบุลงไป หรือนำไปเย็บติดกับแผ่นลามิเนต (คล้ายพสาสติกมีทั้งแบบใสและแบบขุ่น) ขึ้นรูปเย็บเป็นกระเป๋าผ้าลายผ้าขาวม้า ภายใต้แบรนด์ “Busaba” (บุษบา) เป็นกระเป๋าสะพายใช้ได้ทั้งชายและหญิง เนื่องจากลายผ้าที่ทางร้านเลือกมานั้น จะเน้นโทนสีเรียบๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีสีสันโทนหวาน ออกแนวน่ารัก เอาใจลูกค้าผู้หญิงโดยเฉพาะ ต่อมาผลิตกระเป๋าหลากหลายขนาดให้เหมาะกับการนำไปใช้งาน รวมถึงเสื้อผ้า หมอนอิง ผ้าพันคอ และล่าสุดนำผ้าขาวม้ามาทำเป็นเคสไอโฟน และไอแพด ฉีกแนวสินค้าที่มีอยู่เดิม จนกลายเป็นสินค้ายอดนิยมของร้านบุษบา ณ เวลานี้
“ต้องยอมรับว่าลวดลายผ้าขาวม้ามีให้เลือกมากมาย ดังนั้นเราก็ต้องเลือกผ้าให้เหมาะสมกับชิ้นงานที่จะทำ เช่น หากทำเป็นเสื้อผ้าหรือสิ่งที่ต้องสัมผัสกับผิวหนังของลูกค้าโดยตรง เราจะเลือกเนื้อผ้าคอตตอนอย่างดี หรือผ้าพันคอเราก็ออกแบบโดยนำผ้าสปันที่มีความนิ่มเป็นพิเศษมาเย็บติดกับผ้าขาวม้า ทำให้ได้ผ้าพันคอ 2 ลายในผืนเดียว ส่วนลวดลายของกระเป๋าก็มีทั้งสีเรียบๆ ให้ผู้ชายใช้ได้ และสีหวานเพื่อลูกค้าผู้หญิง ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าที่ตัดสินใจได้ซื้อสินค้าได้เร็วและง่ายกว่าเพศชายเยอะ โดยราคาสินค้าร้านบุษบาเริ่มต้นที่ 95-900 บาท”
ด้วยเอกลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นไทยของผ้าขาวม้า กลับสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการนำมาสร้างสรรค์และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ทำให้สินค้าร้านบุษบา ถูกคัดเลือกให้เข้าเป็นสมาชิกศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. เนื่องจากมีการนำเอาสินค้าท้องถิ่นมาประยุกต์ให้เข้ากับสินค้าสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี
การออกแบบสินค้าจากผ้าขาวม้าแบรนด์บุษบา มีความโดดเด่นในเรื่องสินค้าสามารถทำให้คนไทยซื้อใช้ได้ ต่างชาติให้การตอบรับดี ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง King Power ติดต่อให้นำสินค้าไปจำหน่ายในร้าน (ในนามสินค้าสมาชิกของ ศ.ศ.ป.) ทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะชาวต่างชาติ
อนาคตพรเทพ ตั้งเป้าไว้ว่าต้องการให้สินค้าแบรนด์บุษบาเป็นตัวแทนวัฒนธรรมในรูปแบบของสินค้า และเป็นตัวแทนวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย รวมถึงจะพัฒนาสินค้าในรูปแบบใหม่ เช่น เฟอร์นิเจอร์ กระเป๋าเดินทาง แต่ไม่ทิ้งคอนเซ็ปต์การนำผ้าขาวม้าเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ รวมถึงมองตลาดส่งออกเพื่อขยายธุรกิจให้เติบโตมากขึ้น
ปัจจุบันสินค้าแบรนด์บุษบามีหน้าร้านที่ ตลาดน้ำอโยธยา จ.พระนครศรีอยุธยา, ตลาดน้ำหัวหิน, ร้าน King Power สนามบินสุวรรณภูมิ, ศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศ บางไทร อยุธยา และกำลังจะเปิดอีกหนึ่งสาขาที่ Santorini Park ชะอำ ในวันที่ 24 มีนาคมนี้
***สนใจติดต่อ 08-1371-9975, 08-1751-1703 หรือที่ facebook.com/busaba.shop***


