xs
sm
md
lg

'เอ-โกะ' มิติใหม่ขายส่งทุกอย่างยี่สิบ เปิดรุกระบบสมาชิกขยายอาณาจักร

เผยแพร่:

การดำเนินธุรกิจขายส่งสินค้าทุกอย่าง 20 บาทของบริษัท เอกดำรงมาร์เก็ตติ้ง จำกัด แบรนด์ “เอ-โกะ” (AEKO)ได้สร้างมิติใหม่ให้แก่วงการนี้ โดยเฉพาะการดึงลูกค้าร้านขายปลีกมาเข้าระบบสมาชิก จูงใจด้วยราคาขายส่งถูกกว่า พร้อมบริการเสริมช่วยลดความเสี่ยงธุรกิจ มีส่วนอย่างยิ่งผลักดันให้เอสเอ็มอีรายนี้เติบโตอย่างรวดเร็วก้าวสู่ผู้นำขายส่งสินค้าทุกอย่าง 20 บาทในประเทศ
สุพจน์ เลาหพัฒนวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เล่าว่า ครอบครัวทำธุรกิจนำเข้าเครื่องมือช่างจากต่างประเทศ มากว่า 50 ปี ทำให้ซึมซับการค้าส่งสินค้านำเข้า จนหลังเรียนจบปริญญาโท การตลาด จากประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 8 ปีที่แล้ว เริ่มต้นนำเข้าสินค้าเกรดเอ จากญี่ปุ่นทุกอย่าง 60 บาท ขายส่ง 48.50 บาท ตามห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารญี่ปุ่น และตัวแทนขายต่างๆ ซึ่งเวลานั้น สินค้าญี่ปุ่นทุกอย่าง 60 บาท ในเมืองไทยยังแปลกใหม่ มีคู่แข่งน้อย
อย่างไรก็ตาม หลังดำเนินธุรกิจมาประมาณ 4 ปี ธุรกิจใกล้ถึงจุดอิ่มตัว ประกอบกับมีร้านสินค้าทุกอย่าง 60 บาทแบรนด์ดังจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาชิงตลาด จึงคิดขยายหาตลาดใหม่เพิ่มเติม จนมองมาที่สินค้าทุกอย่าง 20 บาท ซึ่งพบว่า ยังมีช่องว่างให้เจาะได้

“ผมลงสำรวจตลาด พูดคุยกับคนที่ทำอาชีพนี้ ทำให้รู้ว่า ทุกรายจะไปหาซื้อสินค้าจากแหล่งขายส่งย่านสำเพ็ง โดยเป็นสินค้านำเข้ามาจากเมืองจีน ราคาขายส่งอยู่ที่ 15-18 บาทต่อชิ้น ผู้ซื้อต้องรับผิดชอบค่าขนส่งเอง ทำให้ผมได้ไอเดียที่จะนำเข้าสินค้าพวกนี้ แต่ขายราคาส่งถูกลง” สุพจน์ เผยจุดเริ่มต้น
วิธีช่วยให้ลดต้นทุนสินค้าลง คือ เดินทางไปเลือกซื้อสินค้าถึงโรงงานผลิตที่เมืองจีนด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านตัวแทนคนกลาง

สุพจน์ ฉายภาพให้ฟังว่า ที่เมืองกวางเจา ประเทศจีน แทบทั้งเมืองจะเป็นโรงงานผลิตสินค้าราคาถูก แต่ละโรงงานจะผลิตสินค้าแตกต่างกันไป ผู้ค้าส่งสินค้าทั่วโลกต่างเดินทางมาหาซื้อสินค้าไปขายต่อยังประเทศของตน โดยราคาหน้าโรงงานจะตกเป็นเงินไทยที่ชิ้นละประมาณ 8 บาท เมื่อบวกค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าภาษี และค่าขนส่ง ต้นทุนต่อชิ้นจะอยู่ที่ประมาณ 11 บาทกว่า นำมาขายส่งในราคา 14 บาท ซึ่งถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป ซึ่งจากต้นทุนดังกล่าว บริษัทจะได้กำไรประมาณชิ้นละ 2 บาท ส่วนผู้ซื้อไปขายต่อได้กำไรชิ้นละ 5-6 บาท
สำหรับการคัดสินค้าเน้นไปที่โรงงานของจีนที่ผลิตสินค้าส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ ซึ่งสินค้าจะมีคุณภาพดีกว่าทั่วไป และเนื่องจากส่วนตัวมีสายสัมผัสที่ดีกับโรงงานผลิตสินค้าญี่ปุ่น จึงมีสินค้าส่วนหนึ่งที่เป็น “เมด อิน เจแปน” ถือเป็นผู้นำเข้าสินค้า 20 บาทรายเดียวในเมืองไทยที่มีสินค้าลักษณะนี้
เอสเอ็มอีรายนี้โดดเด่นด้วยการทำตลาด ใช้ระบบสร้างสมาชิกเพื่อขยายฐานลูกค้า มีเงื่อนไขผู้เป็นสมาชิก ต้องสั่งซื้อสินค้าครั้งแรก จำนวน 20,000 บาทขึ้นไป จะได้ราคาพิเศษ ชิ้นละ 13 บาท พร้อมกับได้อุปกรณ์ส่งเสริมการตลาด ป้ายร้าน “เอ-โกะ”กับชุดฟอร์ม และทุกครั้งที่สั่งออเดอร์ ยอดเกิน 10,000 บาทขึ้นไป จะจัดส่งฟรีทั่วประเทศ ส่งของให้ได้ใน 1-2 วันหลังโอนเงิน ที่สำคัญสามารถเปลี่ยนสินค้าที่ขายไม่ดี ภายใน 30 วัน ช่วยลดความเสี่ยงสินค้าค้างสต๊อก

ขณะที่ลูกค้าทั่วไป ขายส่งในราคาชิ้นละ 14 บาท ต้องซื้อขั้นต่ำ 5,000 บาท โดยหน้าร้านขายส่งอยู่ที่แถวสายใต้เก่า และอีกสาขาที่สำเพ็ง

“การนำระบบสมาชิกมาใช้ ช่วยตอบความต้องการของลูกค้าที่จะได้สินค้าต้นทุนต่ำลงไปอีก และยังลดความเสี่ยง สามารถเปลี่ยนสินค้าได้ ในส่วนของผม กำไรจะลดลงเหลือประมาณชิ้นละบาทกว่าๆ แต่ก็แลกด้วยปริมาณการสั่งที่มากขึ้น ซึ่งระบบสมาชิกที่เราใช้ ทำให้มัดใจลูกค้าไว้กับแบรนด์อย่างดี ปัจจุบัน ผมมีฐานลูกค้าประมาณ 200 ราย เป็นสมาชิกถึง 110 ราย และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ” สุพจน์ กล่าวและอธิบายต่อว่า
กุญแจสำคัญอีกดอกของธุรกิจนี้ คือ ซื้อขายกันเป็น “เงินสด” เท่านั้น ตั้งแต่ไปซื้อสินค้าที่โรงงานจีน และซื้อขายกับลูกค้าในประเทศ ดังนั้น ต้องมีเงินสดหมุนเวียนดีมาก ซึ่งระบบสมาชิกเข้ามาช่วยสนับสนุนอย่างดี กล่าวคือ ทางบริษัทจะติดต่อกับโรงงานต่างๆ ของจีน ให้ส่งตัวอย่างสินค้าใหม่มาก่อนล่วงหน้า จากนั้น บริษัทจะนำสินค้าใหม่ โฆษณาผ่านทางเว็บไซต์ที่ www.20บาท.com รวมถึง ส่งอีเมลแจ้งสินค้าใหม่ไปยังสมาชิก เพื่อให้มียอดคำสั่งซื้อล่วงหน้ามาเสียก่อน เมื่อได้ยอดสั่งซื้อที่แน่นอนแล้ว จึงค่อยไปสั่งจำนวนซื้อจากโรงงานจีน วิธีนี้บริษัทได้กำไรส่วนต่างของราคา โดยแทบไม่มีความเสี่ยง ที่ผ่านมา บริษัทจะมีอัตราปล่อยสินค้าหมดในเวลา 2-3 สัปดาห์เท่านั้น ไม่เคยมีปัญหาสินค้าค้างสต๊อกเลย
สุพจน์ เผยว่า สินค้าหมุนเวียนขายในร้าน มีประมาณ 3,000 รายการ แบ่งเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องเขียน ของเล่น เครื่องมือช่าง อุปกรณ์เสริมความงาม ฯลฯ โดยส่วนตัวจะเดินทางไปเลือกซื้อสินค้าที่เมืองกวางเจา ปีละ 5 ครั้ง ครั้งละประมาณ 12 วัน เน้นสินค้าบรรจุภัณฑ์ดูดี ใช้งานได้จริง หากเป็นสินค้าใช้กับร่างกายโดยตรง เจาะจงสีขาว ขณะนี้ มีแหล่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตกว่า 60 โรงงาน แบ่งเป็นโรงงานจีน 60% จากโรงงานญี่ปุ่น 20% และโรงงานเกาหลีใต้ 20%
ทั้งนี้ รายได้บริษัท มาจากส่วนขายส่งสินค้า 20 บาท ประมาณ 80% และขายส่งสินค้าญี่ปุ่น 60 บาท 20% ฐานลูกค้าแบ่งเป็นกรุงเทพฯ 30% และต่างจังหวัด 70% นอกจากนั้น ครองสัดส่วนตลาดกว่า 50% ในกลุ่มผู้นำเข้าสินค้า 20 บาท ซึ่งจากฐานสมาชิกที่มีคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่องค่อนข้างแน่นอน ประกอบแนวโน้มสินค้าราคาประหยัด ยังเป็นที่นิยมของผู้บริโภค เชื่อว่า ธุรกิจจะยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

โทร.0-2433-6758 หรือ www.20บาท.com
กำลังโหลดความคิดเห็น...