โอกาสในการเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ตามชุมชน จากอาชีพรับวัดสายตาประกอบแว่นเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ทำให้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้าน รวมถึงวัตถุดิบในท้องถิ่นที่เหลือใช้ จากการนำไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ และหนึ่งในนั้นคือกะลามะพร้าวที่ไร้ค่า จึงคิดเพิ่มมูลค่าด้วยการนำไปสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ จนกลายมาเป็นกะลาทองคำ ที่เกิดจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกะลาอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลา 12 ปี
นายสุวิทย์ แก้วจันทร์ เจ้าของผลิตภัณฑ์กะลาทองคำ ย้อนแนวคิดธุรกิจก่อนจะสร้างสรรค์ผลงานกะลาทองคำ ว่า หากย้อนไปเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมา ตนเองยึดอาชีพวัดสายตาประกอบแว่นตามชุมชนต่างๆ และบ่อยครั้งที่พบเห็นกะลามะพร้าวเหลือทิ้งจากการที่ชาวบ้านนำเนื้อมะพร้าวไปใช้ประโยชน์แล้วถูกกองทิ้งไว้เป็นจำนวนมาก จึงคิดนำมาเศษกะลาชิ้นเล็กชิ้นน้อย มาเพิ่มค่าทำเป็นพวงกุญแจ ซึ่งตลอดระยะเวลา 1-2 ปี ของการเริ่มต้นธุรกิจ สินค้าจากเศษกะลาขายแทบไม่ไดเลย ซึ่งอาจเกิดจากการออกแบบยังไม่ตรงใจลูกค้า รวมถึงสินค้าที่ทำจากเศษกะลายังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร แต่นายสุวิทย์ก็ไม่ท้อ กลับพัฒนารูปแบบสินค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับยึดอาชีพวัดสายตาประกอบแว่นควบคู่ไปด้วย
และแล้วโอกาสในการนำผลงานแสดงสู่สายตาสาธารณชนก็มาถึง เมื่อห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ได้ติดต่อให้นำสินค้าไปโชว์ในธีมงานเกี่ยวกับสินค้ามีดีไซน์ เนื่องจากสินค้าจากกะลามะพร้าวเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ยังไม่แพร่หลาย และมีผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจนี้ยังมีไม่มีมากนักในตลาด จึงทำให้กลายเป็นสินค้าที่แปลกตาแต่ผู้พบเห็น รวมถึงยังเป็นสินค้าที่สามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้คนในชุมชนได้อีกด้วย
“สินค้าที่ทำจากกะลา ในช่วงแรกเราเลือกชิ้นส่วนเล็กๆ มาทำเป็นพวงกุญแจ จนกระทั่งพัฒนาสินค้าให้มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งาน เช่น นำมาเป็นโคมไฟ ก๊อกน้ำ ซึ่งสินค้าที่ออกแบบผมเน้นการออกแบบตามใจตนเองไม่ได้ศึกษาความต้องการของตลาด จนกระทั่งสินค้าเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ก็มีสินค้าเลียนแบบ อย่างที่เห็นในปัจจุบันสินค้าที่ทำจากกะลามะพร้าวมีมากมาย ทำให้เราต้องออกแบบให้แตกต่างออกไป รวมถึงนำวัสดุอื่นมาผสมผสานเพื่อเพิ่มมูลค่า”
การคิดนอกกรอบในเรื่องการออกแบบสินค้าของนายสุวิทย์ เลือกใช้เงินและทอง มาตกแต่งลงบนสินค้าที่ออกแบบ หวังสร้างความแตกต่าง ซึ่งในช่วงแรกตนองไม่คิดว่าจะขายได้ เนื่องจากราคาสูงกว่าเท่าตัว แต่เมื่อทดลองจำหน่ายกลับได้รับการตอบรับดีจากลูกค้าคนไทย รวมถึงลูกค้าต่างชาติ อย่าง ประเทศ จีน อิตาลี ออสเตรเลีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และอินเดีย ที่ส่วนใหญ่นำไปตกแต่งบ้านเพิ่มความหรูหรา
“หลังจากที่เรานำเงิน และทองทำตกแต่งลงบนผลิตภัณฑ์กะลา สินค้าก็เป็นที่สนใจของลูกค้ามากขึ้น แม้ราคาจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งลูกค้าคนไทย นิยมนำไปตกแต่งรีสอร์ท โรงแรม และบ้าน เพราะรู้สึกว่าสินค้าที่ทำจากกะลาไม่เชยอีกต่อไป สามารถนำไปตกแต่งสถานที่ตามต้องการได้อย่างลงตัว โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะชอบผลงานที่ผมออกแบบเองประมาณ 90% ส่วนอีก 10% จะออกแบบโดยการต่อยอดจากรูปแบบเดิมซึ่งผมก็ผลิตให้ได้ โดยราคาเริ่มต้นที่ 100-หลักหมื่นบาท”
ความได้เปรียบในเรื่องการออกแบบ และเป็นผู้ผลิตเอง ถือเป็นจุดแข็งหนือคู่แข่ง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่รับสินค้าเพื่อมาจำหน่ายต่อ จะเสียเปรียบในเรื่องราคาและยอดการสั่งผลิตจากลูกค้า แต่สำหรับนายสุวิทย์ สามารถเจรจาธุรกิจให้จบได้ในครั้งเดียวทั้งเรื่องราคาสินค้า และรูปแบบ จากประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 10 ปี สามารถนำต้นมะพร้าวเกือบทั้งต้นมาใช้สร้างสรรค์เป็นผลงานของตนได้หมด รวมถึงยังเลือกแหล่งกะลามะพร้าวให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ด้วย เช่น กะลาลูกใหญ่ต้องนำมาจากภาคใต้ เหมาะนำมาทำเป็นโคมไฟติดผนัง ส่วนมะพร้าวลูกเล็ก มาจากจังหวัดทางภาคเหนือ ส่วนใหญ่นำมาทำเป็นโคมไฟระย้า ที่ต้องใช้มะพร้าวหลายลูก ในขณะที่มะพร้าวผิวหยาบ ต้องนำมาจากพัทยา ทำให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใช้เป็นส่วนประกอบ หรือนำมาทำเป็นโมเสก ประดับลงบนภาชนะที่ต้องการ
แม้จุดเด่นของกะลาทองคำจะอยู่ที่ราคา และรูปแบบ ที่เหนือกว่าคู่แข่ง ทำให้ลูกค้ายอมรับในคุณภาพ แต่ปัญหาหลักคือเป็นงานแฮนด์เมดทั้งหมด ทำให้กว่าจะได้งานแต่ละชิ้นต้องใช้เวลา โดยอาศัยแรงงานชาวบ้านในชุมชนจังหวัดแพร่ ให้ผลิตชิ้นส่วน ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ขั้นต่ำประมาณ 200 บาท/วัน ซึ่งถือเป็นรายได้ที่สามารถหล่อเลี้ยงครอบครัวได้
สำหรับผู้ที่สนใจสินค้ากะลาทองคำ สามารถชมผลงานได้ที่จตุจักร พลาซา ห้อง 56 ซอย 4 โซน B โทร. 08-5038-3049


