“แตงโม” เสื้อยืดที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 20 ปี มียอดขายปีละหลายร้อยล้านบาท ส่งออกไปมากกว่า 16 ประเทศทั่วโลก รวมถึงได้ลิขสิทธิ์ผลิตเสื้อให้แบรนด์อื่นๆ มีหลายราย ความสำเร็จที่เกิดขึ้น หลักที่เจ้าของธุรกิจ อย่าง “อมรา พวงชมภู” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามแฮนดส จำกัด ยึดถือมาตลอด คือ ยืนอยู่บนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง และเลือกที่จะเติบโตควบคู่กับสนองคุณแผ่นดิน
“เมื่อก่อนเราไม่รู้หรอกว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียง คืออะไร รู้แค่ว่า มีความสุข ได้ทำงานที่ตัวเองรัก และกิจการ มีส่วนช่วยให้คนกลุ่มหนึ่งมีงานทำ ลูกค้าที่คบกันมากว่า 20 ปี คบด้วยใจมาตลอด ในช่วงเกิดวิกฤต ก็ดูแลซึ่งกันและกัน โตก็โตมาด้วยกัน ถึงวันนี้ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่รู้จักของคนไทยมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับหลักที่ดิฉันยึดถือมาตลอด คือ ทำธุรกิจอย่างรู้ตัวเอง และพอประมาณ แนวทางนี้ จึงเป็นสิ่งถูกต้องที่สุดสำหรับคนไทย”
เธอ อธิบายว่า การนำเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ไม่ได้หมายถึงต้องทำธุรกิจแบบอนุรักษ์นิยม ส่วนตัวจะยึดหลัก หวังกำไรสูงสุดในการค้าขายกับต่างประเทศ ส่วนตลาดในประเทศ ทำกำไรพอประมาณ ขายในราคาไม่สูง แต่คุณภาพดี ซึ่งเป็นแนวทางให้สินค้าเติบโตได้ยั่งยืน
“อยากให้คิดว่า ไม่ว่า ตลาดต่างประเทศจะโตแค่ไหน ขาเราก็ยังยืนอยู่ในเมืองไทย ดังนั้น ต้องช่วยกันนำเงินเข้ามาสร้างฐานให้แข็งแรง เมื่อฐานดีแล้ว ธุรกิจของเราก็จะดีไปด้วย เศรษฐกิจของประเทศก็จะดีไปด้วย รวมถึงบ้านเมือง สังคมของเราได้รับผลดีตามไปด้วย”
โรงงานผลิตเสื้อยืด “แตงโม” มีเนื้อที่กว่า 60 ไร่ ใช้งานจริงประมาณ 10 ไร่ ตั้งอยู่ที่ จ.นครปฐม มีพนักงานรวมกว่า 1,000 คน ซึ่งโรงงานแห่งนี้ จะเน้นผลิตเฉพาะแบรนด์ของตัวเอง ส่วนด้านรับจ้างผลิต หรือโออีเอ็ม จะส่งไปที่โรงงานฐานผลิตในเวียงจันทน์ ประเทศลาว ด้วยเหตุผลว่า ต้องการให้สินค้าที่ออกมาจากโรงงานแม่ มีคุณค่า และภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์ตัวเอง ถ้ามุ่งเน้นผลิตโออีเอ็มเป็นหลัก ระยะยาวไม่มีทางจะสู้ผู้ผลิตจากจีนได้
จุดเด่นของเสื้อยืด “แตงโม” อยู่ที่สีสันสดใส แสดงออกถึงความเป็นเอเชีย ประกอบกับเนื้อผ้าคุณภาพดี และที่สำคัญราคาไม่แพง เฉลี่ยประมาณ 100-300 บาท มุ่งเจาะลูกค้าระดับกลาง ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างเครื่องแต่งกายเกรดเอ ระดับแพงจากยุโรป หรืออเมริกา กับสินค้าราคาถูกจากจีน ต่อเดือนมียอดผลิตกว่าแสนตัว แบ่งสัดส่วนเป็นตลาดในประเทศ 70% ส่วนส่งออกอยู่ที่ 30% เน้นตลาดขายส่งผ่านตัวแทนจำหน่าย ที่มีอยู่กว่า 2,000 รายทั่วประเทศ
“ดิฉันมองว่า การขายผ่านตัวแทน เป็นวิธีที่เหมาะที่สุดสำหรับเสื้อ “แตงโม” ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเข้าห้างสรรพสินค้า หรือดิสเคาท์สโตร์ แม้จะเป็นช่องทางที่ดี แต่การเข้าไปต้องใช้ทุนสูงมาก คืนทุนยาก แต่การขายส่ง เป็นวิธีแบบไทยๆ ผู้ขายส่งกับตัวแทน ทำธุรกิจกันมายาวนาน มีความผูกพันเอื้ออาทรกัน ดิฉันจึงคิดว่า การขยายตลาด ไม่จำเป็นต้องเพิ่มช่องทางเสมอไป แต่เราเน้นเพิ่มกลุ่มลูกค้า จากเดิมแตงโมมีลูกค้าประจำอยู่แล้ว ปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่ นิยมใส่แตงโมมากขึ้น และปีหน้า (2550) เราจะมุ่งไปเน้นที่กลุ่มผู้ชาย”
สำหรับยอดขายในปีนี้ (2549) อมราบอกว่า จากบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ช่วยให้ผู้ผลิตเสื้อเหลืองแทบทุกราย มีงานเข้ามาสูงต่อเนื่อง ในส่วนของแตงโม ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยอดผลิตเฉพาะแค่เสื้อเหลือง สูงที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยทำธุรกิจนี้มา จำนวนกว่าแสนตัวต่อเดือน ส่งให้ผลประกอบการทั้งปีบริษัทสูงขึ้นกว่า 30% ซึ่งได้นำรายได้จำนวน 60 ล้านบาทจากการขายเสื้อเหลืองถวายแด่พระสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย ส่วนเป้าปีหน้า คาดว่า ผลประกอบการลดมาเหลือประมาณ 15%
อีกบทบาทของนักธุรกิจอย่างอมรา คือ การตอบแทนสังคม เป็นที่มาของโครงการ “เสื้อแตงโมสมานฉันท์” เปลี่ยน “อาวุธ” เป็น “อาชีพ” แรงบันดาลใจเกิดจากได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องความรุนแรงในภาคใต้กับ พล.ต.พิเชษฐ์ วิสัยจร ตำแหน่งในเวลานั้นคือ รองแม่ทัพภาคที่ 4 รับผิดชอบงานด้านกิจการพลเรือนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีแนวคิดร่วมกันว่า ทางออกของปัญหา คือ สร้างอาชีพให้คนในท้องถิ่น นำร่องด้วยการพากลุ่มแม่บ้านบอเกาะ ต.สากอ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส จำนวน 11 คน ขึ้นมาฝึกเย็บเสื้อเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์ ฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี เมื่อช่วงต้นปี 2549 ที่ผ่านมา
“เราให้ฝึก 1 เดือน และบอกเขาว่า ที่กำลังเย็บอยู่ไม่ได้เป็นแค่เสื้อนะคะ แต่นี่คือ อนาคตของคนรุ่นลูกหลาน เย็บความมั่นคงให้กับหมู่บ้าน ซึ่งเขาเรียนรู้ได้เร็วมาก พัฒนาฝีมือได้ดี และอีกสิ่งสำคัญ เขาได้ออกมาพบเจอคนไทยพุทธ รู้ว่า เราจริงใจ และเป็นห่วงใยกันจริงๆ กลายเป็นความรักผูกพันระหว่างกัน”
อมรา ระบุว่า สิ่งสำคัญในการสร้างอาชีพในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ต้องให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม โดยหลังที่พวกเขากลับจากฝึกงาน ชาวบ้านบอเกาะช่วยกันสร้างโรงงานเล็กๆ กันเอง โดยมีกลุ่มเพื่อนนักธุรกิจของเธอ สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง เช่น ดูราเกรส ให้กระเบื้องปูพื้น กระเบื้องโอลิมปิคให้หลังคา แกรนด์โฮมมาร์ทให้ทุน เป็นต้น ขณะที่ผ้า และอุปกรณ์ รวมถึงเครื่องมือ และจักรเย็บผ้า ส่งไปจากโรงงานของแตงโม ชาวบ้านเย็บอย่างเดียว ทุกตัวที่เย็บบนป้ายจะติดว่าผลิตจาก “บอเกาะ” เมื่อเสร็จแล้วนำไปวางขายในร้านของแตงโมทุกสาขา รวมถึงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายให้แก่ชาวบ้าน
“การเริ่มสร้างอาชีพให้ง่าย แต่ยาก คือ ทำให้เขามีอาชีพตลอดไป ถ้าเราทำอะไรให้หมด อาจจะไม่ได้ผล แต่เมื่อเขามามีส่วนช่วยกันสร้างโรงงาน กลายเป็นสมบัติส่วนรวม ทำให้ชาวบ้านช่วยกันดูแล เสื้อแตงโมสมานฉันท์ล็อตแรก ที่ส่งกลับมาขาย 1,000 กว่าตัว ชาวบ้านได้เงินไป 3 แสนบาท ถึงทุกวันนี้ พวกเขามีรายได้จากการเย็บเสื้อ รวมกันวันละ 150 ตัว เฉลี่ยเดือนละ 150,000 บาท และมีออเดอร์ต่อเนื่อง แม้จะไม่มากมาย แต่ผลตามมา คือ มีชาวบ้านคนอื่นๆ ในหมู่บ้านนำอาหาร ผลไม้วางขายหน้าโรงงาน เกิดเป็นชุมชนที่มีเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งสักวันหนึ่งข้างหน้า หวังว่าเขาจะนำความรู้ที่ได้ ไปสร้างงานของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเย็บให้แตงโมก็ได้”
เธอ เล่าต่อว่า จากเดิมบ้านบอเกาะเป็นพื้นที่สีแดง แต่ปัจจุบันแม้ จ.นราธิวาส จะเกิดความรุนแรงรายวัน แต่บ้านบอเกาะกลับไม่มีเหตุร้ายขึ้นเลย ทำให้มั่นใจว่า แนวทางสร้างอาชีพให้ชาวบ้าน ช่วยสร้างสันติสุขได้อย่างแท้จริง ซึ่งขณะนี้ กำลังเริ่มโครงการดังกล่าว สาขาสอง ที่หมู่บ้านบาลูกา จ..ปัตตานี คาดจะเริ่มได้ในเดือนธันวาคมนี้ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนที่แตงโมทำอยู่เล็กน้อยมาก จึงอยากให้โครงการดังกล่าว เป็นการจุดประกายให้นักธุรกิจรายอื่นๆ เข้ามามีบทบาทสร้างงานให้ชาวบ้านภาคใต้มากยิ่งขึ้น
“ทุกวันนี้ ประเทศถูกกำหนดด้วยนายทุน ดังนั้น ถ้าเราจำเป็นต้องอยู่ด้วยระบบทุนนิยม เราอยากให้นักธุรกิจเป็นผู้มีคุณธรรม เชื่อเถอะค่ะว่า เราอยู่ด้วยกันได้ เขาบอกว่า รักเมืองไทย รักความสงบ รักในหลวงเหมือนกัน เขาอยากให้เสียงนี้ ลอดออกไปจากป่ายางที่หนาทึบบ้าง”
* * * * * * * * * * * *
| ทำไมแบรนด์ต้องเป็น “แตงโม” |
| อมรา เล่าถึงที่มาของ “แตงโม” เริ่มตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ราวปี 2518 -2522 ในยุคนั้น นักศึกษามีบทบาททางการเมืองสูง จึงเกิดแรงบันดาลใจทำเสื้อยืดพิมพ์ข้อความที่เป็นแนวคิด หรือปรัชญาทางเมืองออกขายให้แก่นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เวลานั้น ยังไม่รู้จะตั้งชื่อแบรนด์ว่าอะไรดี บังเอิญไปเห็นลูกแตงโมผ่าซีก รู้สึกสวยดี จึงเลือกมาเป็นโลโก้เสียเลย ส่วนที่เลือกอักษรบนโลโก้เป็นภาษาญี่ปุ่น คำว่า “ซึยขะ” แปลว่า “แตงโม” ด้วยเหตุผลความสวยงามของตัวอักษร |


