กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าทำแผนผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจฮาลาล (Thailand Halal Hub) เปิดตัวสินค้าอาหารไทยเจาะตลาดผู้บริโภคชาวมุสลิมและผู้บริโภคทั่วไป หวังชิงส่วนแบ่งตลาดอาหารฮาลาลที่มีอยู่ 6-8 ล้านล้านบาท
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ร่วมกับสถาบันอาหาร ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดประชุมสัมมนา Thailand Halal Hub เพื่อระดมสมองจากผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในการกำหนดแผนปฏิบัติการภายใต้ยุทธศาสตร์การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจฮาลาล
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เป็นแกนนำในการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจฮาลาล โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย จากนั้นจะนำมาจัดทำแผนปฏิบัติการ เพราะปัจจุบันนี้ ตลาดอาหารฮาลาลใหญ่มาก และการผลิตอาหารฮาลาล
ไม่ใช่ว่าจะผลิตขายเฉพาะแค่คนมุสลิมเท่านั้น แต่สามารถขายให้กับผู้บริโภคทั่วโลกได้ เนื่องจากขั้นตอนและกระบวนการผลิตอาหารฮาลาล มีการควบคุมอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำให้สินค้าอาหารที่ผลิตออกมาได้มีคุณภาพและมาตรฐาน
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ประเทศไทยส่งออกสินค้าอาหารโดยรวม มีมูลค่าปีละประมาณ 4 แสนล้านบาท เป็นการส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลประมาณ 1.2-1.3 แสนล้านบาท ซึ่งสามารถผลักดันให้มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นได้
ด้านนางสาวอรจิต สิงคาลวณิช อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมฯ เป็นองค์กรหลักในการดำเนินโครงการพัฒนาธุรกิจไทยสู่สากล (Modernizing Thai Enterprises) โดยมีธุรกิจเป้าหมายที่จะผลักดัน คือ ธุรกิจอาหาร แฟรนไชส์ ค้าส่งค้าปลีก การพิมพ์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งในส่วนของธุรกิจอาหาร
ได้เลือกอาหารฮาลาลเป็นธุรกิจนำร่อง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจฮาลาล และยังเป็นกลไกหนึ่งที่จะสนับสนุนให้นโยบายโครงการครัวไทยสู่โลกสัมฤทธิ์ผลเร็วขึ้น
โดยในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารที่สำคัญของโลก และผลิตภัณฑ์ของไทยเป็นที่นิยมในตลาดโลก โดยจำแนกเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ข้าว อาหารทะเลและไก่แช่แข็งและแปรรูป ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ สามารถจัดอยู่ในกลุ่มอาหารฮาลาลได้ เพียงปรับกระบวนการให้ถูกต้องตามมาตรฐานฮาลาล
“ขณะนี้การส่งออกสินค้าอาหารของไทยในกลุ่มฮาลาลยังมีสัดส่วนน้อย เมื่อเทียบกับขนาดตลาดอาหารฮาลาลที่มีมูลค่าประมาณ 6-8 ล้านล้านบาท และอาหารฮาลาลดังกล่าว ไม่ใช่ว่าจะจำกัดวงเฉพาะแค่ชาวมุสลิมเท่านั้น แต่ยังได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป จึงนับว่ามีโอกาสสูงที่ผู้ผลิตผู้ส่งออกของไทยจะขยายไปสู่ตลาดโลก”นางสาวอรจิตกล่าว
นางสาวอรจิตกล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกอาหารฮาลาล เฉลี่ยปีละ 1.2-1.3 แสนล้านบาท กลุ่มประเทศที่ส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลมากที่สุด ได้แก่ NAFTA EU และ AN (ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ไม่ใช่กลุ่มประเทศที่เป็นมุสลิม
หากแต่ประเทศเหล่านี้มีศักยภาพในด้านเทคโนโลยี มาตรฐาน และวิสัยทัศน์ ที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าฮาลาลของโลก เช่น ประเทศแคนาดา ประกาศจะเป็น Halal Food Hub ในขณะที่มีประชากรที่เป็นมุสลิมเพียง 3 แสนคนเท่านั้น
ส่วนประเทศไทย มีขีดความสามารถในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจอาหารฮาลาลได้ เพราะเป็นประเทศที่มีศักยภาพประเทศหนึ่งในด้านอาหาร เนื่องจากมีความได้เปรียบในด้านวัตถุดิบ มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนซึ่งเป็นที่ยอมรับ พร้อมที่จะผลักดันด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าอาหารฮาลาลได้
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบธุรกิจอาหารของไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงในสินค้าอาหารฮาลาล
อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังขาดทิศทางที่ชัดเจนในการกำหนดยุทธศาสตร์ ที่จะผลักดันให้ธุรกิจอาหารฮาลาลของไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และมุ่งไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารฮาลาล กรมฯ
จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการขึ้นมาเพื่อผลักดันไทยให้ไปสู่เป้าหมายการเป็น Thailand Halal Hub
ขณะที่เสียงจากภาคเอกชน โดยนายโอฬาร อุยะกุล ประธานกิตติมศักดิ์ สภาธุรกิจชายแดนภาคใต้ แสดงความเห็นว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีประชากรมุสลิมประมาณ 1,500 ล้านคน หรือ 25% ของประชากรโลกทั้งหมด นำเข้าสินค้าอาหารฮาลาลปีละประมาณ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งไทยสามารถขยายตลาดส่งออก
และชิงส่วนแบ่งตลาดมาได้ ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบรับรองมาตรฐานฮาลาลให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
และพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการรับรองมาตรฐานให้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลควรจะมีบทบาทในการสนับสนุนเอกชนมากกว่านี้ โดยในช่วงแรกอาจจะร่วมลงทุนกับภาคเอกชน หรือลงทุนสร้างโรงงานให้เอกชนเช่าผลิตสินค้า และควรมีมาตรฐานด้านภาษีเพื่อจูงใจการลงทุน
และผลักดันให้ภาคใต้เป็นฐานในการผลิตสินค้าอาหารฮาลาล
ทางด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า การควบคุมการผลิตสินค้าอาหารฮาลาล รัฐต้องมีกฎระเบียบที่ไม่สร้างภาระให้กับผู้ผลิตในอนาคต รวมทั้ง จะต้องช่วยพัฒนาให้โรงงานอาหารแปรรูปของไทยเข้าสู่ระบบมาตรฐาน เพื่อปูทางไปสู่การผลิตอาหารฮาลาลที่ได้คุณภาพและมาตรฐานต่อไป
อย่างไรก็ตามทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะประมวลความคิดข้อเสนอแนะต่างๆนำไปจัดทำ White Paper และบูรณาการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ร่วมกับสถาบันอาหาร ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดประชุมสัมมนา Thailand Halal Hub เพื่อระดมสมองจากผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในการกำหนดแผนปฏิบัติการภายใต้ยุทธศาสตร์การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจฮาลาล
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เป็นแกนนำในการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจฮาลาล โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย จากนั้นจะนำมาจัดทำแผนปฏิบัติการ เพราะปัจจุบันนี้ ตลาดอาหารฮาลาลใหญ่มาก และการผลิตอาหารฮาลาล
ไม่ใช่ว่าจะผลิตขายเฉพาะแค่คนมุสลิมเท่านั้น แต่สามารถขายให้กับผู้บริโภคทั่วโลกได้ เนื่องจากขั้นตอนและกระบวนการผลิตอาหารฮาลาล มีการควบคุมอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำให้สินค้าอาหารที่ผลิตออกมาได้มีคุณภาพและมาตรฐาน
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ประเทศไทยส่งออกสินค้าอาหารโดยรวม มีมูลค่าปีละประมาณ 4 แสนล้านบาท เป็นการส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลประมาณ 1.2-1.3 แสนล้านบาท ซึ่งสามารถผลักดันให้มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นได้
ด้านนางสาวอรจิต สิงคาลวณิช อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมฯ เป็นองค์กรหลักในการดำเนินโครงการพัฒนาธุรกิจไทยสู่สากล (Modernizing Thai Enterprises) โดยมีธุรกิจเป้าหมายที่จะผลักดัน คือ ธุรกิจอาหาร แฟรนไชส์ ค้าส่งค้าปลีก การพิมพ์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งในส่วนของธุรกิจอาหาร
ได้เลือกอาหารฮาลาลเป็นธุรกิจนำร่อง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจฮาลาล และยังเป็นกลไกหนึ่งที่จะสนับสนุนให้นโยบายโครงการครัวไทยสู่โลกสัมฤทธิ์ผลเร็วขึ้น
โดยในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารที่สำคัญของโลก และผลิตภัณฑ์ของไทยเป็นที่นิยมในตลาดโลก โดยจำแนกเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ข้าว อาหารทะเลและไก่แช่แข็งและแปรรูป ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ สามารถจัดอยู่ในกลุ่มอาหารฮาลาลได้ เพียงปรับกระบวนการให้ถูกต้องตามมาตรฐานฮาลาล
“ขณะนี้การส่งออกสินค้าอาหารของไทยในกลุ่มฮาลาลยังมีสัดส่วนน้อย เมื่อเทียบกับขนาดตลาดอาหารฮาลาลที่มีมูลค่าประมาณ 6-8 ล้านล้านบาท และอาหารฮาลาลดังกล่าว ไม่ใช่ว่าจะจำกัดวงเฉพาะแค่ชาวมุสลิมเท่านั้น แต่ยังได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป จึงนับว่ามีโอกาสสูงที่ผู้ผลิตผู้ส่งออกของไทยจะขยายไปสู่ตลาดโลก”นางสาวอรจิตกล่าว
นางสาวอรจิตกล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกอาหารฮาลาล เฉลี่ยปีละ 1.2-1.3 แสนล้านบาท กลุ่มประเทศที่ส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลมากที่สุด ได้แก่ NAFTA EU และ AN (ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ไม่ใช่กลุ่มประเทศที่เป็นมุสลิม
หากแต่ประเทศเหล่านี้มีศักยภาพในด้านเทคโนโลยี มาตรฐาน และวิสัยทัศน์ ที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าฮาลาลของโลก เช่น ประเทศแคนาดา ประกาศจะเป็น Halal Food Hub ในขณะที่มีประชากรที่เป็นมุสลิมเพียง 3 แสนคนเท่านั้น
ส่วนประเทศไทย มีขีดความสามารถในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจอาหารฮาลาลได้ เพราะเป็นประเทศที่มีศักยภาพประเทศหนึ่งในด้านอาหาร เนื่องจากมีความได้เปรียบในด้านวัตถุดิบ มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนซึ่งเป็นที่ยอมรับ พร้อมที่จะผลักดันด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าอาหารฮาลาลได้
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบธุรกิจอาหารของไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงในสินค้าอาหารฮาลาล
อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังขาดทิศทางที่ชัดเจนในการกำหนดยุทธศาสตร์ ที่จะผลักดันให้ธุรกิจอาหารฮาลาลของไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และมุ่งไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารฮาลาล กรมฯ
จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการขึ้นมาเพื่อผลักดันไทยให้ไปสู่เป้าหมายการเป็น Thailand Halal Hub
ขณะที่เสียงจากภาคเอกชน โดยนายโอฬาร อุยะกุล ประธานกิตติมศักดิ์ สภาธุรกิจชายแดนภาคใต้ แสดงความเห็นว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีประชากรมุสลิมประมาณ 1,500 ล้านคน หรือ 25% ของประชากรโลกทั้งหมด นำเข้าสินค้าอาหารฮาลาลปีละประมาณ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งไทยสามารถขยายตลาดส่งออก
และชิงส่วนแบ่งตลาดมาได้ ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบรับรองมาตรฐานฮาลาลให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
และพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการรับรองมาตรฐานให้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลควรจะมีบทบาทในการสนับสนุนเอกชนมากกว่านี้ โดยในช่วงแรกอาจจะร่วมลงทุนกับภาคเอกชน หรือลงทุนสร้างโรงงานให้เอกชนเช่าผลิตสินค้า และควรมีมาตรฐานด้านภาษีเพื่อจูงใจการลงทุน
และผลักดันให้ภาคใต้เป็นฐานในการผลิตสินค้าอาหารฮาลาล
ทางด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า การควบคุมการผลิตสินค้าอาหารฮาลาล รัฐต้องมีกฎระเบียบที่ไม่สร้างภาระให้กับผู้ผลิตในอนาคต รวมทั้ง จะต้องช่วยพัฒนาให้โรงงานอาหารแปรรูปของไทยเข้าสู่ระบบมาตรฐาน เพื่อปูทางไปสู่การผลิตอาหารฮาลาลที่ได้คุณภาพและมาตรฐานต่อไป
อย่างไรก็ตามทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะประมวลความคิดข้อเสนอแนะต่างๆนำไปจัดทำ White Paper และบูรณาการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป


