ธุรกิจเครื่องกดน้ำหยอดเหรียญเป็นธุรกิจที่เข้าสู่ตลาดมานานไม่ต่ำกว่า 10 ปี แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากลับได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างสูงจนสามารถมองเห็นเครื่องกดน้ำหยอดเหรียญได้เกือบทุกมุมถนน เป็นผลให้เกิดแบรนด์ใหม่ๆ ขึ้นในตลาดเป็นจำนวนมาก

'วอเตอร์ เน็ท' 'วอเตอร์ เซ็นเตอร์' และ 'เซฟไลฟ์' 3 ผู้ประกอบการแบรนด์ใหญ่ ซึ่งอยู่ในตลาดมาไม่ต่ำกว่า 5 ปีต่างเห็นตรงกันว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ จะเหลือผู้เล่นในอุตสาหกรรมเพียงไม่กี่รายเท่านั้น และการแข่งขันมุ่งที่คุณภาพเป็นหลัก รวมถึงการเร่งสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ด้วยการขยายทำเลพื้นที่ ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้มากที่สุด ซึ่งแตกต่างจากที่ผ่านมาที่เน้นเรื่องราคาขายต่อลิตร จะเห็นถึงกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ของแต่ละรายในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจดึงแฟรนไชซีเข้าร่วมลงทุนอีกด้วย
ลีดเดอร์ตลาด มั่นใจอีก 2 ปี ผู้บริโภคต้องมองแบรนด์
ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอเตอร์ เน็ท จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการตู้กดน้ำดื่มหยอดเหรียญแบรนด์ "วอเตอร์ เน็ท" และ "เดลี่ เฟรช" กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันในตลาดธุรกิจตู้กดน้ำดื่มหยอดเหรียญบริษัทจะมองเรื่องของทำเลและการให้บริการหลังการขายเป็นสำคัญต่างจากในอดีตที่จะมองเรื่องของราคาการจำหน่ายตู้ ซึ่งในส่วนของบริษัทเรื่องของทำเลบริษัทจะมีการส่งทีมงานเข้าไปสำรวจทำเลให้กับผู้ประกอบการทุกแห่ง ส่วนด้านบริการหลังการขายผู้ประกอบการส่วนใหญ่กลัวว่าหากลงทุนไปแล้วจะไม่คุ้มบริษัทจึงปิดช่องทางด้วยการรับประกันการลงทุนหากลงทุนแล้วไม่ดีบริษัทยินดีที่จะซื้อธุรกิจคืน
ด้านปัจจัยในการเลือกที่จะเติมน้ำนั้นปัจจุบันจะมองเรื่องของความสะดวกมาเป็นอันดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าหลังจากนี้อีก 2 ปีการเติมน้ำดื่มผู้บริโภคจะมีมองเรื่องของแบรนด์มากขึ้น ซึ่งตรงนี้บริษัทได้มีการเตรียมการสำหรับการสร้างแบรนด์โดยใช้บีโลว์เดอะไลน์ซึ่งปีหน้าบริษัทได้ตั้งงบการตลาดไว้ที่ 10 ล้านบาทจะเป็นงบสำหรับบีโลว์เดอะไลน์ประมาณ 70% โดยปีหน้าบริษัทจะให้ความรู้กับผู้บริโภค และผู้ประกอบการในธุรกิจเดียวกันโดยจะให้ความรู้เกี่ยวกับการทำตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญที่ดี การดูแลรักษาภาชนะ และอุปกรณ์ภายในเพื่อเป็นประโยชน์กับสาธารณะในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ บริษัทจะกระจายเครื่องออกสู่ตลาดเพื่อเป็นการสร้างความรู้ใจในแบรนด์อย่างหนึ่งด้วยการเปิดโครงการเครื่องเก่าแลกเครื่องใหม่ภายใต้แบรนด์เดลี่เฟรชซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีเครื่องน้ำดื่มหยอดเหรียญที่ด้อยคุณภาพได้เปลี่ยนเป็นเครื่องน้ำดื่มหยอดเหรียญที่มีคุณภาพแทนในแลกซื้อสูงสุดถึง 20,000 บาทคาดว่าถึงมิถุนายนปี 2549 จะแลกตู้เก่าได้ 80-100 ตู้ โดยตู้เก่าที่รับคืนมาส่วนหนึ่งจะถูกนำมาจัดแสดงเพื่อให้เห็นความแตกต่างของตู้ที่ไม่ได้คุณภาพกับตู้ที่มีคุณภาพ ส่วนที่เหลือจะถูกนำมาปรับปรุงใหม่และนำไปบริจาคเพื่อเป็นสาธารณะประโยชน์ต่อไป
"เราพยายามทำตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเราจะไม่มองว่าคู่แข่งวันนี้ว่าเขาทำอะไรกันอยู่แต่ผมจะมองว่าวันนี้เราจะไปทำตลาดกับลูกค้าคือใครเราจะแยกตามเซ็กเม้นต์เลยตามไลฟ์สไตล์ อย่างเครื่องกดน้ำหยอดเหรียญเกิดจากไลฟ์สไตล์ของคนเมืองคือวิถีมันเปลี่ยนคนที่ยังต้องอยู่คอนโดเขาต้องซื้อน้ำกิน"
ทางด้านการแข่งขันกับอุตสาหกรรมน้ำถังตนเชื่อว่าไม่มีวันถูกลงมีแต่นับวันจะแพงขึ้นหากค่าน้ำมันและค่าแรงยังคงแพงขึ้น ซึ่งเป็นการสวนทางกับธุรกิจน้ำดื่มแบบหยอดเหรียญที่นับวันจะมีราคาถูกลง ส่วนการแข่งขันกับธุรกิจน้ำดื่มขวดตนมองว่าเป็นคนละตลาดกัน เพราะตลาดน้ำดื่มแบบขวดเป็นพวก Ready to drink ซึ่งเน้นจับตลาดร้านอาหารหรือแหล่งท่องเที่ยวในขณะที่ธุรกิจน้ำดื่มแบบหยอดเหรียญจะเน้นสถานที่ตามแหล่งที่พักอาศัยหรือว่าคอนโด
สำหรับภาพรวมของธุรกิจเครื่องน้ำดื่มหยอดเหรียญในปี 2549 เชื่อว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นการเติบโตที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพมากขึ้นจนสามารถเทียบเท่ากับคุณภาพของต่างประเทศได้ อย่างไรก็ดีตนเชื่อว่าในอนาคตเครื่องน้ำดื่มหยอดเหรียญที่ไม่มีคุณภาพจะหายไปจากตลาด ปัจจุบันตลาดมีตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญประมาณ 30-40 แบรนด์แต่มีผู้เล่นหลักๆ แค่ 3-4 แบรนด์ ซึ่งปีนี้ถือเป็นที่มีผู้ประกอบการเข้าและออกจากตลาดมากที่สุด
"ผมเชื่อว่าปีนี้ตลาดรวมน่าจะมีประมาณ 8,000 ตู้อยู่ในต่างจังหวัด 2,500-3,000 ตู้ส่วนที่เหลืออยู่ในกรุงเทพฯ ถือว่าตลาดในไทยยังเป็นตลาดที่เล็กหากเทียบกับรัฐแคริฟอร์เนียซึ่งแค่เพียงรัฐเดียวมีเกือบ 20,000 ตู้ ผมเชื่อว่าธุรกิจน้ำดื่มหยอดเหรียญเป็นธุรกิจหนึ่งที่น่าจะเข้าไปทำการศึกษาให้มากขึ้นถึงคุณภาพหรือเรื่องของกระบวนการผลิต จะเห็นได้ว่าวันนี้มีผู้ประกอบการที่ทำตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญเลิกทำกันเป็นจำนวนมากทำให้บางแบรนด์ที่มีอยู่ไม่ได้รับการบำรุงรักษา"
ส่วนการทำตลาดในปี 2549 จะมีผู้เล่นใหม่ๆ เข้ามาอีก เนื่องจากตลาดยังมีช่องว่างอยู่แต่คงเข้ามาด้วยความลำบากมากขึ้นเนื่องจากคนที่เข้ามาในธุรกิจนี้ถ้าไม่ขนาดเล็กก็ต้องใหญ่ไปเลย หากเข้ามาในธุรกิจกลางๆ จะไม่สามารถอยู่ในธุรกิจนี้ได้เพราะจะถูกเบียดทั้งในเรื่องของกำไรและคุณภาพ
ด้านการทำตลาดของ วอเตอร์ เน็ท นั้นมีด้วยกัน 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งบริษัทเป็นผู้ให้บริการพัฒนาคุณภาพน้ำสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและพัฒนาคุณภาพน้ำตามความต้องการของอุตสาหกรรมนั้นๆ หรือตามข้อตกลงและความต้องการของอุตสาหกรรม ซึ่งตลาดกลุ่มนี้บริษัทให้ความสนใจเป็นอย่างมากที่ผ่านมาสร้างได้ประมาณ 10% ของรายได้ทั้งหมดแต่เชื่อว่าในอนาคตจะสร้างรายได้เพิ่มเป็น 2-3 เท่าตัวโดยจะมุ่งทำตลาดไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปัญหาเรื่องน้ำ
2.การให้บริการตู้น้ำหยอดเหรียญอัตโนมัติทั้งแบรนด์ วอเตอร์ เน็ท ซึ่งปัจจุบันมี 231 ตู้ และเดลี่เฟรช 1,500 ตู้ 3.ลูกค้ากลุ่มที่ผู้ใช้ในครัวเรือน 4.กลุ่มผู้ผลิตในอุตสาหกรรมน้ำดื่มโดยบริษัทเป็นผู้สนับสนุนอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับตู้หรือขายชุดหยอดเหรียญ

'วอเตอร์ เซ็นเตอร์' เผยแผน ช่วยตู้น้ำถูกทิ้งหวังสร้างความรู้จัก
ภัคจิรา แจ้งจรัส กรรมการผู้จัดการ หจก.วอเตอร์ เซ็นเตอร์ โปรดักซ์ ผู้ให้บริการตู้กดน้ำหยอดเหรียญ “วอเตอร์ เซ็นเตอร์” กล่าวว่า ปัจจุบันมีคู่แข่งในตลาดจำนวนมาก และราคาในการลงทุนต่อตู้มีการถูกลงมากเนื่องจากบางแบรนด์ไม่ได้เน้นเรื่องของคุณภาพข้างในตู้ และบางแบรนด์ก็ทำไปทำมาหายไปจากตลาดซึ่งตรงนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องประสบกับปัญหาไม่สามารถหาผู้มาดูแลสินค้าให้กับเขาได้ ซึ่งทางบริษัทต้องการแนะนำให้ผู้ประกอบการเลือกแบรนด์ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน
ปัจจุบันก็ยังมีแบรนด์เล็กๆ ที่เข้ามาทำตลาดแล้วออกจากตลาดไปโดยไม่ได้ใส่ใจผู้ประกอบการก็ยังมีอยู่ ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงเปิดการให้บริการช่วยเหลือตรวจสอบคุณภาพและซ่อมแซมเครื่องให้กับผู้ประกอบการเหล่านี้ ซึ่งจุดนี้จะเป็นหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจในการเลือกมาใช้บริการหากผู้ประกอบการต้องการที่จะซื้อตู้ใหม่
ด้านการแข่งขันนั้นในตลาดเครื่องกดน้ำหยอดเหรียญตนเชื่อว่าผู้บริโภคมองในเรื่องความสะดวกเป็นสำคัญยิ่งหากอยู่ใกล้กับที่พักอาศัยจะได้เปรียบ และปัจจัยที่สองคือดูเรื่องของคุณภาพของน้ำซึ่งตรงนี้เครื่องบริษัทได้รับการตรวจสอบเสมอทำให้รสชาติเหมือนเดิมตลอดในขณะที่บางแบรนด์ไม่ได้มีการเช็คหรือทำความสะอาดน้ำที่ได้อาจจะมีรสชาติที่เปลี่ยนไป ปัจจุบันตู้กดน้ำหยอดเหรียญกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้บริโภคไปแล้ว
อย่างไรก็ดี ตนเชื่อว่าในอนาคตผู้บริโภคจะมีการมองเรื่องของแบรนด์ก่อนที่จะตัดสินใจเติมน้ำมากขึ้นซึ่งตรงนี้บริษัทได้พยายามกระจายสินค้าออกสู่ตลาดให้มากขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคเห็นแบรนด์ของบริษัทมากขึ้น ส่วนเรื่องของราคาน้ำนั้นคาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่านี้เนื่องจากลิตรละ 1 บาทก็ถือว่าต่ำอยู่แล้ว
ปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนในธุรกิจเครื่องกดน้ำหยอดเหรียญ 3 ขนาด คือ เครื่องกดน้ำหยอดเหรียญขนาดใหญ่ 600 ลิตร เหมาะกับพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีผู้แข่งขันหรือมีตู้เดียวในพื้นที่ ขนาดกลาง 380 ลิตรเหมาะกับพื้นที่ที่มีคู่แข่งอยู่ในระยะ 500 เมตร และขนาดเล็ก 200 ลิตรเหมาะกับพื้นที่ที่อยู่ในตึก สำหรับทำเลในการเปิดสาขาบริษัทมองทำเลไปที่ตลาด และหอพักขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังมองไปที่กลุ่มหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ 300 หลังคาเรือน โดยผู้ประกอบการของบริษัทจะได้รับการเทรนนิ่งในเรื่องของการทำความสะอาดเครื่องซึ่งตรงนี้จะช่วยยืดระยะเวลาการเสียของอุปกรณ์
'เซฟไลฟ์' ขอบุกต่างจังหวัด แก้ปัญหาตลาดกทม.เริ่มเต็ม
กนกอร ธัญญะวิเศษศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เซฟไลฟ์ อาร์.โอ.เทค (1999) จำกัด ผู้ให้บริการตู้น้ำดื่มเซฟไลฟ์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทหันไปเน้นทำตลาดตามต่างจังหวัดมากขึ้น เนื่องจากยังไม่มีบริษัทใดเข้าไปทำตลาดมากนักโดยเฉพาะตลาดทางภาคตะวันออก เนื่องจากภาคดังกล่าวประสบกับปัญหาเรื่องของน้ำอยู่ในขณะนี้ และตลาดดังกล่าวก็ถือว่าเป็นตลาดที่กว้างมาก
โดยบริษัทได้ไปเปิดสาขาเพื่อเป็นเซ็นเตอร์สำหรับภาคตะวันออกไว้ที่พัทยา และคาดว่าจะไปเปิดที่ขอนแก่นต่อไปเพื่อให้เป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งการที่ไปเปิดสาขาไว้ตามต่างจังหวัดก็เพื่อให้บริการผู้ประกอบการได้อย่างทั่วถึงเนื่องจากเครื่องกดน้ำหยอดเหรียญเป็นสินค้าที่ต้องให้บริการ 24 ชั่วโมงดังนั้นหากมีศูนย์อยู่ในพื้นที่การแก้ปัญหาสามารถทำได้ง่าย
อย่างไรก็ดี ตนมองตลาดกรุงเทพฯ ยังไม่เต็มแต่เริ่มมีพื้นที่สำหรับเปิดน้อยลงเท่านั้นเอง โดยการทำตลาดในกรุงเทพฯ บริษัทจะเน้นพื้นที่ไปยังอาคารสูง หรือตามสำนักงานต่างๆ เนื่องจากสำนักงานเหล่านี้ต้องประสบกับปัญหาเรื่องของน้ำถึงที่มีการส่งไม่ตรงเวลา ซึ่งขณะนี้บริษัทได้รับอนุญาตให้เข้าไปเปิดที่อาคารว่องวานิชบีแล้ว และในอนาคตจะขยายไปยังตึกต่างๆ อีก นอกจากนี้บริษัทยังเข้าไปทำตลาดตามจุดบ้านพักข้าราชการ อย่าง สภอ.เตาปู, สภอ.วัดพระยาไกร และบ้านพักกองการทหารสื่อสาร
ด้านการแข่งขันของตลาดนั้นในมุมมองของผู้บริโภคจะมองในเรื่องของความสะดวกและการคุณภาพของน้ำ ในขณะที่ผู้ประกอบการในอดีตจะมองเรื่องของราคาเป็นสำคัญแต่ปัจจุบันก็หันมามองเรื่องคุณภาพและการบริการหลังการขายมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ประกอบการที่ถูกทิ้งอยู่เยอะ ส่วนการแข่งขันกับอุตสาหกรรมน้ำถังนั้นตนมองว่าต่อไปตลาดจะลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดกรุงเทพฯ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่มีคุณภาพและการส่งมอบที่ไม่ตรงเวลา
'วอเตอร์ เน็ท' 'วอเตอร์ เซ็นเตอร์' และ 'เซฟไลฟ์' 3 ผู้ประกอบการแบรนด์ใหญ่ ซึ่งอยู่ในตลาดมาไม่ต่ำกว่า 5 ปีต่างเห็นตรงกันว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ จะเหลือผู้เล่นในอุตสาหกรรมเพียงไม่กี่รายเท่านั้น และการแข่งขันมุ่งที่คุณภาพเป็นหลัก รวมถึงการเร่งสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ด้วยการขยายทำเลพื้นที่ ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้มากที่สุด ซึ่งแตกต่างจากที่ผ่านมาที่เน้นเรื่องราคาขายต่อลิตร จะเห็นถึงกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ของแต่ละรายในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจดึงแฟรนไชซีเข้าร่วมลงทุนอีกด้วย
ลีดเดอร์ตลาด มั่นใจอีก 2 ปี ผู้บริโภคต้องมองแบรนด์
ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอเตอร์ เน็ท จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการตู้กดน้ำดื่มหยอดเหรียญแบรนด์ "วอเตอร์ เน็ท" และ "เดลี่ เฟรช" กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันในตลาดธุรกิจตู้กดน้ำดื่มหยอดเหรียญบริษัทจะมองเรื่องของทำเลและการให้บริการหลังการขายเป็นสำคัญต่างจากในอดีตที่จะมองเรื่องของราคาการจำหน่ายตู้ ซึ่งในส่วนของบริษัทเรื่องของทำเลบริษัทจะมีการส่งทีมงานเข้าไปสำรวจทำเลให้กับผู้ประกอบการทุกแห่ง ส่วนด้านบริการหลังการขายผู้ประกอบการส่วนใหญ่กลัวว่าหากลงทุนไปแล้วจะไม่คุ้มบริษัทจึงปิดช่องทางด้วยการรับประกันการลงทุนหากลงทุนแล้วไม่ดีบริษัทยินดีที่จะซื้อธุรกิจคืน
ด้านปัจจัยในการเลือกที่จะเติมน้ำนั้นปัจจุบันจะมองเรื่องของความสะดวกมาเป็นอันดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าหลังจากนี้อีก 2 ปีการเติมน้ำดื่มผู้บริโภคจะมีมองเรื่องของแบรนด์มากขึ้น ซึ่งตรงนี้บริษัทได้มีการเตรียมการสำหรับการสร้างแบรนด์โดยใช้บีโลว์เดอะไลน์ซึ่งปีหน้าบริษัทได้ตั้งงบการตลาดไว้ที่ 10 ล้านบาทจะเป็นงบสำหรับบีโลว์เดอะไลน์ประมาณ 70% โดยปีหน้าบริษัทจะให้ความรู้กับผู้บริโภค และผู้ประกอบการในธุรกิจเดียวกันโดยจะให้ความรู้เกี่ยวกับการทำตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญที่ดี การดูแลรักษาภาชนะ และอุปกรณ์ภายในเพื่อเป็นประโยชน์กับสาธารณะในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ บริษัทจะกระจายเครื่องออกสู่ตลาดเพื่อเป็นการสร้างความรู้ใจในแบรนด์อย่างหนึ่งด้วยการเปิดโครงการเครื่องเก่าแลกเครื่องใหม่ภายใต้แบรนด์เดลี่เฟรชซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีเครื่องน้ำดื่มหยอดเหรียญที่ด้อยคุณภาพได้เปลี่ยนเป็นเครื่องน้ำดื่มหยอดเหรียญที่มีคุณภาพแทนในแลกซื้อสูงสุดถึง 20,000 บาทคาดว่าถึงมิถุนายนปี 2549 จะแลกตู้เก่าได้ 80-100 ตู้ โดยตู้เก่าที่รับคืนมาส่วนหนึ่งจะถูกนำมาจัดแสดงเพื่อให้เห็นความแตกต่างของตู้ที่ไม่ได้คุณภาพกับตู้ที่มีคุณภาพ ส่วนที่เหลือจะถูกนำมาปรับปรุงใหม่และนำไปบริจาคเพื่อเป็นสาธารณะประโยชน์ต่อไป
"เราพยายามทำตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเราจะไม่มองว่าคู่แข่งวันนี้ว่าเขาทำอะไรกันอยู่แต่ผมจะมองว่าวันนี้เราจะไปทำตลาดกับลูกค้าคือใครเราจะแยกตามเซ็กเม้นต์เลยตามไลฟ์สไตล์ อย่างเครื่องกดน้ำหยอดเหรียญเกิดจากไลฟ์สไตล์ของคนเมืองคือวิถีมันเปลี่ยนคนที่ยังต้องอยู่คอนโดเขาต้องซื้อน้ำกิน"
ทางด้านการแข่งขันกับอุตสาหกรรมน้ำถังตนเชื่อว่าไม่มีวันถูกลงมีแต่นับวันจะแพงขึ้นหากค่าน้ำมันและค่าแรงยังคงแพงขึ้น ซึ่งเป็นการสวนทางกับธุรกิจน้ำดื่มแบบหยอดเหรียญที่นับวันจะมีราคาถูกลง ส่วนการแข่งขันกับธุรกิจน้ำดื่มขวดตนมองว่าเป็นคนละตลาดกัน เพราะตลาดน้ำดื่มแบบขวดเป็นพวก Ready to drink ซึ่งเน้นจับตลาดร้านอาหารหรือแหล่งท่องเที่ยวในขณะที่ธุรกิจน้ำดื่มแบบหยอดเหรียญจะเน้นสถานที่ตามแหล่งที่พักอาศัยหรือว่าคอนโด
สำหรับภาพรวมของธุรกิจเครื่องน้ำดื่มหยอดเหรียญในปี 2549 เชื่อว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นการเติบโตที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพมากขึ้นจนสามารถเทียบเท่ากับคุณภาพของต่างประเทศได้ อย่างไรก็ดีตนเชื่อว่าในอนาคตเครื่องน้ำดื่มหยอดเหรียญที่ไม่มีคุณภาพจะหายไปจากตลาด ปัจจุบันตลาดมีตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญประมาณ 30-40 แบรนด์แต่มีผู้เล่นหลักๆ แค่ 3-4 แบรนด์ ซึ่งปีนี้ถือเป็นที่มีผู้ประกอบการเข้าและออกจากตลาดมากที่สุด
"ผมเชื่อว่าปีนี้ตลาดรวมน่าจะมีประมาณ 8,000 ตู้อยู่ในต่างจังหวัด 2,500-3,000 ตู้ส่วนที่เหลืออยู่ในกรุงเทพฯ ถือว่าตลาดในไทยยังเป็นตลาดที่เล็กหากเทียบกับรัฐแคริฟอร์เนียซึ่งแค่เพียงรัฐเดียวมีเกือบ 20,000 ตู้ ผมเชื่อว่าธุรกิจน้ำดื่มหยอดเหรียญเป็นธุรกิจหนึ่งที่น่าจะเข้าไปทำการศึกษาให้มากขึ้นถึงคุณภาพหรือเรื่องของกระบวนการผลิต จะเห็นได้ว่าวันนี้มีผู้ประกอบการที่ทำตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญเลิกทำกันเป็นจำนวนมากทำให้บางแบรนด์ที่มีอยู่ไม่ได้รับการบำรุงรักษา"
ส่วนการทำตลาดในปี 2549 จะมีผู้เล่นใหม่ๆ เข้ามาอีก เนื่องจากตลาดยังมีช่องว่างอยู่แต่คงเข้ามาด้วยความลำบากมากขึ้นเนื่องจากคนที่เข้ามาในธุรกิจนี้ถ้าไม่ขนาดเล็กก็ต้องใหญ่ไปเลย หากเข้ามาในธุรกิจกลางๆ จะไม่สามารถอยู่ในธุรกิจนี้ได้เพราะจะถูกเบียดทั้งในเรื่องของกำไรและคุณภาพ
ด้านการทำตลาดของ วอเตอร์ เน็ท นั้นมีด้วยกัน 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งบริษัทเป็นผู้ให้บริการพัฒนาคุณภาพน้ำสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและพัฒนาคุณภาพน้ำตามความต้องการของอุตสาหกรรมนั้นๆ หรือตามข้อตกลงและความต้องการของอุตสาหกรรม ซึ่งตลาดกลุ่มนี้บริษัทให้ความสนใจเป็นอย่างมากที่ผ่านมาสร้างได้ประมาณ 10% ของรายได้ทั้งหมดแต่เชื่อว่าในอนาคตจะสร้างรายได้เพิ่มเป็น 2-3 เท่าตัวโดยจะมุ่งทำตลาดไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปัญหาเรื่องน้ำ
2.การให้บริการตู้น้ำหยอดเหรียญอัตโนมัติทั้งแบรนด์ วอเตอร์ เน็ท ซึ่งปัจจุบันมี 231 ตู้ และเดลี่เฟรช 1,500 ตู้ 3.ลูกค้ากลุ่มที่ผู้ใช้ในครัวเรือน 4.กลุ่มผู้ผลิตในอุตสาหกรรมน้ำดื่มโดยบริษัทเป็นผู้สนับสนุนอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับตู้หรือขายชุดหยอดเหรียญ
'วอเตอร์ เซ็นเตอร์' เผยแผน ช่วยตู้น้ำถูกทิ้งหวังสร้างความรู้จัก
ภัคจิรา แจ้งจรัส กรรมการผู้จัดการ หจก.วอเตอร์ เซ็นเตอร์ โปรดักซ์ ผู้ให้บริการตู้กดน้ำหยอดเหรียญ “วอเตอร์ เซ็นเตอร์” กล่าวว่า ปัจจุบันมีคู่แข่งในตลาดจำนวนมาก และราคาในการลงทุนต่อตู้มีการถูกลงมากเนื่องจากบางแบรนด์ไม่ได้เน้นเรื่องของคุณภาพข้างในตู้ และบางแบรนด์ก็ทำไปทำมาหายไปจากตลาดซึ่งตรงนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องประสบกับปัญหาไม่สามารถหาผู้มาดูแลสินค้าให้กับเขาได้ ซึ่งทางบริษัทต้องการแนะนำให้ผู้ประกอบการเลือกแบรนด์ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน
ปัจจุบันก็ยังมีแบรนด์เล็กๆ ที่เข้ามาทำตลาดแล้วออกจากตลาดไปโดยไม่ได้ใส่ใจผู้ประกอบการก็ยังมีอยู่ ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงเปิดการให้บริการช่วยเหลือตรวจสอบคุณภาพและซ่อมแซมเครื่องให้กับผู้ประกอบการเหล่านี้ ซึ่งจุดนี้จะเป็นหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจในการเลือกมาใช้บริการหากผู้ประกอบการต้องการที่จะซื้อตู้ใหม่
ด้านการแข่งขันนั้นในตลาดเครื่องกดน้ำหยอดเหรียญตนเชื่อว่าผู้บริโภคมองในเรื่องความสะดวกเป็นสำคัญยิ่งหากอยู่ใกล้กับที่พักอาศัยจะได้เปรียบ และปัจจัยที่สองคือดูเรื่องของคุณภาพของน้ำซึ่งตรงนี้เครื่องบริษัทได้รับการตรวจสอบเสมอทำให้รสชาติเหมือนเดิมตลอดในขณะที่บางแบรนด์ไม่ได้มีการเช็คหรือทำความสะอาดน้ำที่ได้อาจจะมีรสชาติที่เปลี่ยนไป ปัจจุบันตู้กดน้ำหยอดเหรียญกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้บริโภคไปแล้ว
อย่างไรก็ดี ตนเชื่อว่าในอนาคตผู้บริโภคจะมีการมองเรื่องของแบรนด์ก่อนที่จะตัดสินใจเติมน้ำมากขึ้นซึ่งตรงนี้บริษัทได้พยายามกระจายสินค้าออกสู่ตลาดให้มากขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคเห็นแบรนด์ของบริษัทมากขึ้น ส่วนเรื่องของราคาน้ำนั้นคาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่านี้เนื่องจากลิตรละ 1 บาทก็ถือว่าต่ำอยู่แล้ว
ปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนในธุรกิจเครื่องกดน้ำหยอดเหรียญ 3 ขนาด คือ เครื่องกดน้ำหยอดเหรียญขนาดใหญ่ 600 ลิตร เหมาะกับพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีผู้แข่งขันหรือมีตู้เดียวในพื้นที่ ขนาดกลาง 380 ลิตรเหมาะกับพื้นที่ที่มีคู่แข่งอยู่ในระยะ 500 เมตร และขนาดเล็ก 200 ลิตรเหมาะกับพื้นที่ที่อยู่ในตึก สำหรับทำเลในการเปิดสาขาบริษัทมองทำเลไปที่ตลาด และหอพักขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังมองไปที่กลุ่มหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ 300 หลังคาเรือน โดยผู้ประกอบการของบริษัทจะได้รับการเทรนนิ่งในเรื่องของการทำความสะอาดเครื่องซึ่งตรงนี้จะช่วยยืดระยะเวลาการเสียของอุปกรณ์
'เซฟไลฟ์' ขอบุกต่างจังหวัด แก้ปัญหาตลาดกทม.เริ่มเต็ม
กนกอร ธัญญะวิเศษศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เซฟไลฟ์ อาร์.โอ.เทค (1999) จำกัด ผู้ให้บริการตู้น้ำดื่มเซฟไลฟ์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทหันไปเน้นทำตลาดตามต่างจังหวัดมากขึ้น เนื่องจากยังไม่มีบริษัทใดเข้าไปทำตลาดมากนักโดยเฉพาะตลาดทางภาคตะวันออก เนื่องจากภาคดังกล่าวประสบกับปัญหาเรื่องของน้ำอยู่ในขณะนี้ และตลาดดังกล่าวก็ถือว่าเป็นตลาดที่กว้างมาก
โดยบริษัทได้ไปเปิดสาขาเพื่อเป็นเซ็นเตอร์สำหรับภาคตะวันออกไว้ที่พัทยา และคาดว่าจะไปเปิดที่ขอนแก่นต่อไปเพื่อให้เป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งการที่ไปเปิดสาขาไว้ตามต่างจังหวัดก็เพื่อให้บริการผู้ประกอบการได้อย่างทั่วถึงเนื่องจากเครื่องกดน้ำหยอดเหรียญเป็นสินค้าที่ต้องให้บริการ 24 ชั่วโมงดังนั้นหากมีศูนย์อยู่ในพื้นที่การแก้ปัญหาสามารถทำได้ง่าย
อย่างไรก็ดี ตนมองตลาดกรุงเทพฯ ยังไม่เต็มแต่เริ่มมีพื้นที่สำหรับเปิดน้อยลงเท่านั้นเอง โดยการทำตลาดในกรุงเทพฯ บริษัทจะเน้นพื้นที่ไปยังอาคารสูง หรือตามสำนักงานต่างๆ เนื่องจากสำนักงานเหล่านี้ต้องประสบกับปัญหาเรื่องของน้ำถึงที่มีการส่งไม่ตรงเวลา ซึ่งขณะนี้บริษัทได้รับอนุญาตให้เข้าไปเปิดที่อาคารว่องวานิชบีแล้ว และในอนาคตจะขยายไปยังตึกต่างๆ อีก นอกจากนี้บริษัทยังเข้าไปทำตลาดตามจุดบ้านพักข้าราชการ อย่าง สภอ.เตาปู, สภอ.วัดพระยาไกร และบ้านพักกองการทหารสื่อสาร
ด้านการแข่งขันของตลาดนั้นในมุมมองของผู้บริโภคจะมองในเรื่องของความสะดวกและการคุณภาพของน้ำ ในขณะที่ผู้ประกอบการในอดีตจะมองเรื่องของราคาเป็นสำคัญแต่ปัจจุบันก็หันมามองเรื่องคุณภาพและการบริการหลังการขายมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ประกอบการที่ถูกทิ้งอยู่เยอะ ส่วนการแข่งขันกับอุตสาหกรรมน้ำถังนั้นตนมองว่าต่อไปตลาดจะลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดกรุงเทพฯ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่มีคุณภาพและการส่งมอบที่ไม่ตรงเวลา


