รายงานพิเศษชุด “Rewine” เจาะเวลาหาอดีต มาถึงปัจจุบัน “กฐินทาน” คืนสู่เหย้าชาวอีสาน สะท้อนพระพุทธศาสนาไม่ได้เสื่อม พาท่านผู้อ่านไปพบกับแง่มุมของพุทธศาสนิกชน ที่ยังรักษาไว้ซึ่งการทำบุญมหาทาน ที่เรียกว่า “กฐินทาน” ในจังหวัดอุดรธานี หนึ่งในจังหวัดทางภาคอีสานที่เต็มไปด้วยวัดป่าและพ่อแม่ครูอาจารย์พระกัมมัฏฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตฺโต
วัดสายป่าในปฏิปทาของหลวงปู่มั่น ทอดกฐินทานวันเดียว
พร้อมกัน 3 วัด
วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2569 วันเริ่มต้นแห่งฤดูกฐินทาน โดยเฉพาะวัดป่าในจังหวัดอุดรธานี ที่เดินตามปฏิปทาขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีวัดที่ทอดกฐินในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ถึง 3 วัดด้วยกัน ได้แก่ วัดป่านาคำน้อย อำเภอนายูง โดย “หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก” ท่านเป็นเจ้าอาวาส ก็มีการตักบาตรพระสงฆ์พร้อมด้วยพิธีทอดกฐิน เช่นเดียวกับ “วัดหินหมากเป้ง” จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นวัดที่ก่อตั้งโดย “พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์” หรือ องค์หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และ ปัจจุบันเจ้าอาวาสคือ “พระครูมงคลญาณโสภณ” หรือ “พระอาจารย์บุญทวี สีตจิตฺโต” ได้มีพิธีทอดกฐินสามัคคีในวันเดียวกัน
ส่วนวันที่ 3 ได้แก่ “วัดภูย่าอู่” ตำบลคำด้วง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ได้จัดพิธีตักบาตรพระกัมมัฏฐาน โดยมีพระสงฆ์ร่วมงานทั้งหมด 30 รูป ซึ่งนับว่ามีการจัดพิธีทอดกฐินสามัคคีอันเป็นต้นแบบที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยสงฆ์ ตั้งแต่การออก “ใบฏีกากฐิน” ที่จะกำหนดให้เป็นเรื่องของฆราวาสญาติโยม ที่ประกอบด้วยประธานในการทอดกฐิน และ ผู้ร่วมเป็นบริวารการทอดกฐินตามมา ทำให้การทอดกฐินสามัคคีในวันงานจริงนั้น มีภาพของความสามัคคีร่วมแรงร่วมร่วมใจของคณะกรรมการวัด , มัคนายก และ ไวยาวัจกรวัด รวมทั้งการมีครูบาอาจารย์ในท้องถิ่นมาร่วมกันทำหน้าที่อย่างแข็งขัน เพื่อให้กฐินสามัคคีเป็นงานที่ฝ่ายฆราวาสได้จัดขึ้น เพื่อน้อมถวายกฐินทานอันเป็นมหาทาน ที่ศรัทธาญาติโยมจะได้รวบรวมปัจจัยถวายแด่วัดเพื่อประโยชน์ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยมีพิธีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล คือ การถวายผ้ากฐินแด่พระสงฆ์ที่จำพรรษาครบถ้วนไตรมาส 3 เดือน เพื่อให้พระสงฆ์นำไปใช้ผลัดเปลี่ยนแทนผ้าจีวรเก่า โดยจัดเป็นกาลทานเป็นสังฆทานที่พุทธศาสนิกชนให้ความสำคัญ
“วัดภูย่าอู่” โดย “หลวงพ่ออุทัย ธมฺมวโร” เจ้าอาวาส วัดภูย่าอู่ จ.อุดรธานี ท่านให้ความสำคัญกับการดำเนินการจัดพิธีกฐินสามัคคีให้ถูกต้องตามธรรมวินัยของพระสงฆ์ โดยไม่ให้พระสงฆ์นั้นข้องเกี่ยวกับการบอกบุญใดๆในกฐินทาน ให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายฆราวาสญาติโยมอย่างเต็มที่
ศรัทธาญาติโยมภาคอีสาน
กลับบ้านช่วงกฐิน
ในช่วงฤดูกฐินทานแต่ละปี โดยเฉพาะในปี 2569 นี้ พบว่า ชาวไทยที่มีถิ่นกำเนิดทางภาคอีสาน นิยมเดินทางกลับบ้านเกิดในช่วง “กฐินทาน” เพื่อไปทอดกฐินวัดที่ตนเองศรัทธา ยังภูมิลำเนาบ้านเกิดของตนเอง หนึ่งในนั้น คือ “นายเศรษฐ์ แพงน้อย” ชาวจังหวัดอุดรธานี ซึ่งไปทำงานในภาคเกษตรกรรมที่ประเทศอิสราเอล ได้เดินทางกลับมาที่ไทยอย่างถาวรเมื่อช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2569 ได้เดินทางกลับมายังภูมิลำเนาเดิมในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี และ มาเป็นกำลังสำคัญอย่างแข็งขันในการทำงานทอดกฐินสามัคคียัง “วัดภูย่าอู่” ซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอบ้านผือเช่นกัน ด้วยการมาเป็นผู้ร่วมจัดสถานที่ให้พร้อมในการทอดกฐินสามัคคี และ ถ่ายรูป บันทึกภาพวันงานทอดกฐิน
“ในช่วงที่ทำงานอยู่ที่ประเทศอิสราเอล ได้มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจคือ พ่อแม่ครูอาจารย์พระกัมมัฎฐาน และ ได้กำลังใจในการใช้ชีวิตในประเทศอิสราเอล จนได้รับความปลอดภัยกลับมา ด้วยกำลังใจของหลวงพ่ออุทัยฯ ทำให้ปีนี้เมื่อเดินทางกลับไทยถาวรแล้ว ก็ตั้งใจมาร่วมงานกฐิน” นายเศรษฐ์เล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเอง ระหว่างขับรถมาส่งทีมข่าวเพื่อมาทำข่าวงานกฐินทาน ที่จะต้องใช้เวลาเดินทางจากอำเภอบ้านผือประมาณ 50 นาที และ ด้วยระยะทางที่ต้องขึ้นภูเขา ทำให้พอมีเวลาสัมภาษณ์อดีตผู้ที่ใช้แรงงานไทยในประเทศอิสราเอล ซึ่งสามารถรอดชีวิตจากเหตุระเบิดในช่วงแรกของการโจมตีของกลุ่มฮามาสในประเทสอิสราเอล เมื่อปี 2566
การเดินทางกลับบ้านของชาวอึสาน เพื่อร่วมบุญกฐินทานที่มีเพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น ไม่เพียงแต่กรณีของนายเศรษฐ์ แพงน้อย เท่านั้น แม้แต่พี่ชายของเขาซึ่งรับราชการอยู่ที่ศาลปกครอง ก็เดินทางกลับบ้านในจังหวัดอุดรธานี เพื่อตั้งใจมาร่วมงานกฐินทานที่วัดภูย่าอู่ด้วย
“กฐินทาน” สะท้อน “พุทธศาสนา” ไม่ได้เสื่อม
“กฐินทาน” ซึ่งมีเพียงปีละหนึ่งครั้ง และ วัดป่ากัมมัฏฐานได้จัดในวันเดียวกัน ยังทำให้สายการบินที่เดินทางจากกรุงเทพมหานครมายังจัดหวัดอุดรธานีมีราคาเกือบ 3,000 บาทต่อเที่ยวบิน เช่นเดียวกับราคาตั๋วเครื่องบินในวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ.2569 เดินทางจากอุดรธานีไปกรุงเทพ มีที่นั่งเต็มในสายการบินโลคอสแอร์ไลน์บางสายการบิน
เพราะฉะนั้น การเดินทางของชาวไทยที่มีถิ่นกำเนิดในภาคอีสาน และ ชาวไทยในภาคอื่นๆที่นิยมเดินทางไปทอดกฐินทานยังวัดต่างๆในภาคอีสาน ในช่วงที่มีระยะเวลาสั้นๆ ของการทอดกฐินที่เรียกว่า "กฐินกาล" ซึ่งกำหนดระยะเวลา 1 เดือนเต็ม ช่วงฤดูจันทรคติหลังออกพรรษา ตั้งแต่วันเริ่มต้น แรม 1 ค่ำ เดือน 11 และ ไปสิ้นสุดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 (วันลอยกระทง)
สะท้อนให้เห็นว่า พุทธศาสนาไม่ได้เสื่อม และ พุทธศานิกชนยังให้ความสำคัญไม่เสื่อมคลายกับ “กฐินทาน” โดยยังมีการสืบทอดการกรานกฐิน และยังรักษาความหมายของกฐินมาจนถึงปัจจุบัน โดยความหมายของกฐินนั้น หมายถึงไม้สะดึง หรือ กรอบไม้แม่แบบ ซึ่งเดิมหมายถึงกรอบไม้สำหรับขึงผ้าเพื่อเย็บจีวรในสมัยครั้งพุทธกาล รวมถึงผ้าที่นำมาถวาย คือ ผ้าไตรจีวรที่มาจากศรัทธาญาติโยม และ การทำสังฆกรรมของพระสงฆ์ที่ได้รับผ้าไตรจีวรต้องทำการ “กรานกฐิน” เป็นอันเรียบร้อยในมหาทานที่เรียกว่า “กฐินทาน”


