ที่ จ.กำแพงเพชร – วันนี้ (11 ต.ค.69) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ปฏิบัติราชการ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร พร้อมแสดงปาฐกถาพิเศษเพื่อผลักดันมหาวิทยาลัยสู่การเป็นคลังสมองและเปลี่ยนพื้นที่วิชาการให้เป็นเครื่องมือพัฒนาท้องถิ่นที่ประชาชนจับต้องได้อย่างยั่งยืน
ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยตอนหนึ่งว่า มหาวิทยาลัยต้องตั้งโจทย์ให้ได้ว่า “ในอีก 10 ปีข้างหน้า จังหวัดจะดีขึ้นเพราะมหาวิทยาลัยได้อย่างไร” กำแพงเพชรจำเป็นต้องดึงจุดแข็งที่สุดออกมาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยกำแพงเพชรมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรที่เข้มแข็งอยู่แล้ว โดยเฉพาะกล้วยไข่ GI ปัญหาจึงไม่ใช่ไม่มีของดี แต่ต้องขยี้ให้ลึกด้วยการนำนวัตกรรมมาต่อยอด
“AI อาจทำเรื่องทั่วไปได้ดี แต่เรื่องความรู้เชิงลึกในสิ่งที่เราเก่ง AI ยังลงลึกไม่ได้เท่ามนุษย์ ความรู้เชิงลึกตรงนี้จะเปลี่ยนทุกอย่าง ถ้านำผลผลิตไปขายต่างประเทศได้ รายได้จะเข้าชุมชน และคนกำแพงเพชรจะได้ใช้ของดีในราคาที่ถูกลง นี่คือการพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาคนไทยอยู่ในภาคการเกษตรจำนวนมาก แต่ยังแปลงผลผลิตเป็นรายได้ได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นการลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏในวันนี้ คือการสร้างเม็ดเงินใหม่ด้วยนวัตกรรม โดยเราเลือกระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาขับเคลื่อนให้กำแพงเพชรเป็น Sandbox เพื่อนำทุนธรรมชาติมาสร้างมูลค่าเพิ่ม
ในส่วนของการส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตร ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ได้นำงานวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตผ่าน 7 นวัตกรรมเด่น โดยเฉพาะ "นวัตกรรมปุ๋ยสั่งตัด" ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน อธิบายว่า “ปุ๋ยเคมีทั่วไปแบบ 100% มีราคาแพง เราจึงต้องใช้เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ดินก่อน แล้วนำไปผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งจะช่วยลดการใช้สารเคมีลงไปกว่าครึ่ง ทำให้เกษตรกรลดต้นทุน ผลผลิตเพิ่มขึ้น และดินไม่เสีย”
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนานวัตกรรม "กล้วยไข่ต้นเตี้ย" ที่ ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า “รสชาติต้องอร่อยเหมือนเดิม แต่ต้นเตี้ยลงเพื่อลดความเสียหายจากสภาพอากาศที่แปรปรวน พายุลงแล้วต้นไม่หัก” รวมถึงการเดินหน้าแก้ปัญหา โรคใบด่าง ในมันสำปะหลัง โดยกำลังเร่งผลิตท่อนพันธุ์ปลอดโรคที่ช่วยเพิ่มผลผลิตได้กว่า 80% ซึ่งเตรียมแจกจ่ายให้ถึงมือเกษตรกรภายใน 1 ปี ตลอดจนการนำเตาเผาชีวมวลสำหรับทำไบโอชาร์ (Biochar) และเครื่องจักรแปรรูปการเกษตรมาปรับใช้ในพื้นที่
ในประเด็นการยกระดับคุณภาพชีวิต ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวย้ำถึงการขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จ ว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏจะไม่ใช่แค่พื้นที่วิชาการ แต่จะเปลี่ยนพื้นที่มหาวิทยาลัยให้ประชาชนจับต้องและเข้ามาใช้ประโยชน์ได้จริง โดยทำหน้าที่เป็น Hub ในการสแกนค้นหากลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงสิทธิของรัฐ
“เมื่อเข้าถึงสิทธิแล้ว หน้าที่ของเราคือทำอย่างไรให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจนและออกจากการพึ่งพาสวัสดิการเหล่านั้นให้ได้ ด้วยการสร้างทักษะอาชีพใหม่ และที่สำคัญคือ หากประชาชนไม่มีที่ดินทำกิน เราจะเปลี่ยนพื้นที่ว่างในมหาวิทยาลัยให้เป็น 'ที่ดินทำกินส่วนกลาง' เพื่อให้ชาวบ้านเข้ามาเก็บเกี่ยวผลผลิตและสร้างรายได้ รวมถึงมีการสอนระบบบัญชีครัวเรือนไปจนถึงการทำธุรกิจ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
พร้อมกันนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้ทิ้งท้ายในประเด็นการเชื่อมโยงกับธุรกิจท้องถิ่นว่า ธุรกิจชุมชนหรือ SME จะเข้มแข็งและยั่งยืนได้ ควรตั้งเป้าใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นให้ได้ถึง 70% เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับไปสู่ชาวไร่ชาวนาของเราอย่างแท้จริง
ภายในงาน รองนายกรัฐมนตรีได้เดินเยี่ยมชมผลงานวิจัยนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย อาทิ สีย้อมผ้าธรรมชาติจากส่วนเหลือทิ้งของต้นกล้วยไข่ และร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง วว. กับองค์การสุรา เพื่อผลักดันการผลิตเอทานอลและสุราท้องถิ่น
ก่อนที่ในช่วงบ่าย ศ.ดร.ยศชนัน และคณะ จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการคลองน้ำและพบปะประชาชน ณ ตำบลสมอโคน อำเภอไทรงาม ต่อไป


