xs
xsm
sm
md
lg

“บรรเจิด” โต้ออกกฎกระทรวงเก็บภาษีทดแทนการยกเลิกภาษีบาป 2% หลอกลวงประชาชน ทำไม่ได้จริง ชงเอื้อประโยชน์อุ้มนายทุนสุรา-ยาสูบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“บรรเจิด” โต้ออกกฎกระทรวงเก็บภาษีทดแทนการยกเลิกภาษีบาป 2% หลอกลวงประชาชน ทำไม่ได้จริง ชงเอื้อประโยชน์อุ้มนายทุนสุรา-ยาสูบ ยัน Earmarked Tax สมเหตุสมผล ไม่ขัดหลักวินัยการเงินการคลัง 100%

“บรรเจิด” โต้ออกกฎกระทรวงเก็บภาษีทดแทนการยกเลิกภาษีบาป 2% หลอกลวงประชาชน ทำไม่ได้จริง ชงเอื้อประโยชน์อุ้มนายทุนสุรา-ยาสูบ ยัน Earmarked Tax สมเหตุสมผล ไม่ขัดหลักวินัยการเงินการคลัง 100% ด้านอดีตรมช.สธ. อัดยับ “รัฐบาล” ใช้อะไรคิด เงินน้อย เศรษฐกิจแย่ เก็บภาษีได้น้อย แต่ชงแก้กฎหมายเลิกเก็บภาษีบาป ส่อทำลายระบบป้องกันส่งเสริมสุขภาพอ่อนแอ ทำคนไทยป่วยเพิ่ม ดักคอเฉือนงบสาธารณสุข ซ้ำเติมปัญหา รพ.ขาดทุน
วันที่ 4 ต.ค. 2569 ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเสนอให้ยกเลิกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) หรือภาษีบาป โดยให้ไปใช้งบประมาณปกติ อ้างเหตุผลให้เป็นไปตามหลักวินัยการเงินการคลังว่า การดำเนินงานของทั้ง 4 กองทุน ที่ได้รับภาษีบาป รวมถึงกองทุนสำนับสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ยืนยันว่า ไม่ขัดกับหลักวินัยทางการเงินการคลัง และรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 26 ไม่ให้เสนอกฎหมายที่เก็บอัตราภาษีเพิ่มพิเศษเพื่อไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์โดยไม่นำส่งรายได้แผ่นดิน แต่มาตรา 82 ก็เขียนยกเว้นไว้ว่า กฎหมายที่มีการกำหนดไว้แล้วถือว่าทำได้ แสดงว่าคนร่างกฎหมายขณะนั้นมองว่า Earmarked Tax ทั้งกองทุน สสส. กองทุนกีฬา กองทุนผู้สูงอายุ และไทยพีบีเอส มีความสมเหตุสมผล
“ร่างฉบับนี้ต้องการเอื้อให้นายทุน ทำให้ภาษีที่เก็บเพิ่มจากปกติ 2% คืนกลับไปสนับสนุนทุนสุรา แอลกอฮอล์ และยาสูบ มีแต่ธุรกิจที่ได้ประโยชน์ อีกส่วนคือการเมือง เพราะภาพรวมทุกวันนี้รัฐบาลควบคุมได้เกือบทั้งหมด ถ้าสามารถคุมประชาชนได้อีกส่วนหนึ่งก็จะเบ็ดเสร็จ นี่เป็น Hidden Agenda ของรัฐบาล ส่วนคนเสียประโยชน์คือสังคมและประชาชน เพราะการเขียนให้เข้าสู่ระบบงบปกติ เป็นการทำลาย Ecosystem ของกองทุนที่สร้างระบบเชิงภูมิคุ้มกันป้องกัน นำไปสู่การติดเหล้าบุหรี่มากขึ้น ที่สำคัญวิกฤตสุขภาพโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ก็จะสร้างภาระกับรัฐมากขึ้น”
ศ.ดร.บรรเจิด กล่าวต่อว่า ส่วนที่ออกมาบอกว่า จะออกกฎกระทรวงเพื่อเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มทดแทนส่วนของ Earmarked Tax ยืนยันว่าทำไม่ได้ เป็นวาทะกรรมที่หลอกลวงประชาชน เพราะร่างฉบับใหม่ มาตรา 5 ไปตัดมาตรา 11-14 ของกฎหมายเดิมไปแล้วโดยสภา การจะไปออกกฎกระทรวงเพื่อเรียกเก็บทำไม่ได้ ตัดแล้วคือตัดเลย ซึ่งในกรณีนี้ควรจะถอนร่างกฎหมายนี้ออกไปหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความดันทุรังของรัฐบาล อยากเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่า อยากให้ไตร่ตรองเรื่องนี้ให้ดี เพราะจะได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากวิกฤตการเงินการคลังในอนาคตมาจากวิกฤตระบบสุขภาพโรคเรื้อรัง รัฐบาลถมค่ารักษากว่า 8 แสนล้านบาท ขณะที่งบป้องกันมี 4 พันล้าน การดึงเอางบป้องกันส่วนนี้กลับไปเท่ากับทำลายระบบสร้างนำซ่อมที่วางไว้
ศ.ดร.บรรเจิด กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีกรอบวินัยทางการเงินการคลังอีกหลักว่า รัฐบาลต้องบริหารตามกฎหมาย ดังนั้น การบริหารกองทุน สสส.จึงเป็นการบริหารตามกฎหมายอยู่แล้ว และเป็นไปตามระบบวินัยการเงินการคลังอีกด้วย เพราะมีระบบตรวจสอบ 3 ระบบ คือ 1.ระบบตรวจสอบภายในตามประกาศกระทรวงการคลัง และมีระบบคณะกรรมการประเมินที่เป็นอิสระ 2.ระบบตรวจสอบภายนอก คือ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) 3.มีคณะกรรมการบริหารกองทุนหมุนเวียนเข้ามากำกับอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นการใช้ Earmarked Tax ยืนยันว่าไม่มีปัญหาเรื่องวินัยการเงิน 100% และไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย เพราะมีบทเฉพาะกาลรองรับแล้ว


ด้านนพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตนคิดว่าการยกเลิกภาษีบาปเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ไม่รู้ว่ารัฐบาลคิดอะไรอยู่ สิ่งที่เรียกว่าวินัยการเงินการคลังนั้นตีกรอบได้หลายอย่าง มองว่ารัฐน่าจะมีแนวทางการทำงานเพื่อหารายได้เพิ่มนอกเหนือจากภาษีทางตรงเพื่อไปทำงานพัฒนาสังคม เช่น กรณี พ.ร.บ.ประกันภัยบุคคลที่สาม กฎหมายบังคับหากนายจ้างไม่จ้างงานผู้พิการตามสัดส่วนก็ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนผู้พิการ และกฎหมายเก็บค่าธรรมเนียมบริษัทเหล้า บุหรี่ มาทำกิจกรรมสาธารณะให้กับ 4 องค์กรตามกฎหมาย

“ผมมองไม่เห็นเหตุผลที่จะยกเลิกเงินตรงนี้ งงเหมือนกัน แปลว่าตั้งใจจะไปช่วยบริษัทเหล้า บุหรี่หรือเปล่า เพราะทุกคนรู้ว่าหากบริษัทเหล้า บุหรี่มีต้นทุนลดลงก็จะทำให้สินค้าเหล่านี้ราคาถูกลง การบริโภคก็จะเพิ่มขึ้น การเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะจากธุรกิจเหล้า บุหรี่ ที่เป็นสินค้าอันตรายต่อสุขภาพ เป็นยุทธศาสตร์ปกติของการควบคุมการบริโภคยาสูบและสุราที่ทั่วโลกเขาก็ทำกันอยู่แล้ว อยู่ดีๆ เราไปเลิกก็อาจทำให้ปัญหาจากการบริโภคสุราและบุหรี่เพิ่มขึ้นหรือเปล่า” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า หากมีการแก้กฎหมาย บริษัทเหล่านี้ไม่ต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมเข้า 4 กองทุนเหมือนเดิมแล้ว รัฐจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบแทน จะนำเงินส่วนไหนมาสนับสนุน หรือจะเฉือนมาจากงบด้านสาธารณสุขของประเทศ นี่ก็เป็นอีกคำถามใหญ่ เพราะรู้กันดีอยู่แล้วว่าโรงพยาบาลต่างๆ มีเงินไม่พอ มีปัญหาเรื่องขาดทุน ดังนั้นไม่รู้ว่ารัฐบาลคิดอะไรอยู่ ถึงยอมตัดแหล่งรายได้ที่ได้จากภาษีจากบริษัทเหล้าและบุหรี่ออกไปเฉยๆ แล้วมารับภาระแทน ซึ่งเป็นเรื่องตลกมาก เพราะอยู่ดีๆ มีเงินอยู่ แล้วไปออกกฎหมายยกเลิก ยิ่งถ้ามองว่าปัจจุบันรัฐบาลก็เงินน้อย เศรษฐกิจก็ไม่ดี ภาษีก็เก็บได้น้อย