xs
xsm
sm
md
lg

เมื่ออคติถูกผลิตซ้ำจากข้อมูล สู่ภาพจำในโลก AI สสส. ชวนฟังเสียงกลุ่มชาติพันธุ์ในโลกดิจิทัล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โลกยุคดิจิทัลอาจยกย่องความฉลาดของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI แต่เบื้องหลังความฉลาดนั้น AI เป็นเพียงกระจกสะท้อนชุดข้อมูลที่มนุษย์ป้อนให้ หากข้อมูลต้นทางเต็มไปด้วยอคติและการเหมารวม ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเป็นการผลิตซ้ำความเกลียดชังที่รุนแรงและรวดเร็วกว่าเดิม

ข้อมูลจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ระบุว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ อาศัยอยู่กว่า 60 กลุ่ม มีประชากรรวมกันราว 6-7 ล้านคน หรือคิดเป็นเกือบ 10% ของประชากรทั้งประเทศ แต่ท่ามกลางความหลากหลายนี้ เสียงและเรื่องราวของผู้คนจำนวนไม่น้อยกลับยังถูกมองผ่านภาพจำบางอย่าง ตั้งแต่การถูกนำเสนอในฐานะ “สีสันทางวัฒนธรรม” ไปจนถึงการถูกเชื่อมโยงกับปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งภูเขาหัวโล้น การเผาป่า และ PM 2.5

คำถามต่อไปจึงอยู่ที่ว่า AI กำลังเรียนรู้ความจริงของผู้คน หรือกำลังเรียนรู้ภาพจำที่สังคมมีต่อพวกเขา

คำถามเหล่านี้ถูกหยิบขึ้นมาหาทางออกร่วมกันใน เวทีนักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 36 (Digital Thinkers Forum) ภายใต้หัวข้อ “อัตลักษณ์ของพลเมืองชาติพันธุ์ในยุค AI: อคติและความเป็นจริงในประเทศไทย” จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ร่วมกับโคแฟค (ประเทศไทย) องค์กร International Media Support (IMS) และภาคีเครือข่าย เปิดพื้นที่ให้สังคมและชุมชนชาติพันธุ์ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องสิทธิพลเมือง อัตลักษณ์ การสื่อสาร และความเท่าเทียมในโลกดิจิทัล พร้อมร่วมเสนอแนวทางใช้ AI เป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำและมายาคติที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์

ญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส.
เริ่มต้นที่ ญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. กล่าวว่า AI เข้ามามีบทบาททั้งในการผลิต เผยแพร่ และเข้าถึงข้อมูลอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงความเร็ว หากรวมถึงคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ ประเทศไทยเองเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรม ภาษา ภูมิปัญญา และวิถีชีวิต กลุ่มชาติพันธุ์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายดังกล่าว การสื่อสารเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง จึงควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ความรอบด้าน การรับฟัง และการเคารพบริบทของแต่ละพื้นที่

ภายใต้แผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา สำนัก 11 สสส. ทำงานร่วมกับโคแฟคและภาคีเครือข่าย พัฒนานวัตกรรมดิจิทัลสำหรับตรวจสอบข้อเท็จจริง และส่งเสริมทักษะให้ประชาชนเข้าถึง วิเคราะห์ และประเมินข้อมูลได้ด้วยตนเอง ผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การหนุนเสริมระบบนิเวศสื่อที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการผลิตและเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาวะของสังคม 

2. การเสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัล ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบแหล่งที่มา แยกแยะข้อเท็จจริง ออกจากความคิดเห็น และใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและรับผิดชอบ

และ 3. การเชื่อมโยงงานระบบวิถีสุขภาวะทางปัญญาและระบบนิเวศสื่อ เพื่อให้ผู้คนสามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีสติในการใช้สื่อ รับฟังมุมมองที่แตกต่างหลากหลายของผู้คน และสื่อสารต่อกันอย่างด้วยความเคารพและสร้างสรรค์ ภายใต้การเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ 


“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงแค่การตรวจสอบว่า เรื่องใดจริงหรือเท็จ แต่คือการสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารที่ให้คุณค่ากับหลักฐาน ความถูกต้อง การรับฟัง และการร่วมมือกันค้นหาข้อเท็จจริง ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยคุ้นชินกับคำว่าชาติพันธุ์มากขึ้น โดยผ่านการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ ผลิตภัณฑ์ชุมชน วัฒนธรรม และกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้คนรู้สึกว่า ชาติพันธุ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว”

“ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์เองก็มีความรู้ มีการภูมิปัญญาในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม มีศิลปวัฒนธรรม มีองค์ความรู้ท้องถิ่น หลายชุมชนก็เริ่มสื่อสารศักยภาพของตนเอง ผ่านทั้งผลิตภัณฑ์ บริการ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แล้วก็ค่อย ๆ เปลี่ยนภาพจำจากลบเป็นบวก”

นอกจากนี้ ญาณีมองว่า ระบบการศึกษาควรเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้เรื่องกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น เพื่อช่วยลดอคติและทำให้เห็นว่าความหลากหลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย เพราะหากยังไม่เปลี่ยนมุมมองเหล่านี้ อคติก็อาจถูกส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ขณะเดียวกัน การยอมรับและเคารพความแตกต่างของผู้คน ก็ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของสังคมในการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลาย

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค ประเทศไทย
ดังนั้น การส่งเสริมคนในชุมชนให้เป็น “นักสื่อสารสุขภาวะ” กำลังเป็นอีกกลไกสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้กลุ่มชาติพันธุ์เล่าเรื่องของตนเอง สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค ประเทศไทย อธิบายต่อว่า หากใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ AI สามารถช่วยรวบรวมองค์ความรู้และนำเสนอความจริงของชุมชนสู่สาธารณะได้ แต่หากขาดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือสร้างและเผยแพร่ข้อมูลเท็จ สร้างความเสียหายทั้งต่อบุคคลและชุมชน

ในไทยชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ ต้องเผชิญกับอคติและข้อมูลบิดเบือนจากการที่มีผู้ใช้ AI สร้างสถานการณ์เท็จในประเด็นสิ่งแวดล้อม สิทธิในที่ดิน และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เช่น การสร้างภาพหรือสถานการณ์เท็จให้ดูเหมือนกลุ่มชาติพันธุ์กำลังทำลายป่า เผาป่า หรือบุกรุกพื้นที่ และนำไปเผยแพร่ซ้ำบนสื่อสังคมออนไลน์ สร้างให้เกิดความเสียหาย อคติ และความเข้าใจผิดในวงกว้าง

“การเปิดพื้นที่ให้ชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์มีส่วนร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง และสื่อสารเรื่องราวจากมุมมองของตนเองจึงมีความสำคัญ โดยโคแฟคจะร่วมกับ สสส. ส่งเสริมให้คนในชุมชนเป็น นักสื่อสารสุขภาวะ ผ่านการเสริมทักษะรู้เท่าทันสื่อและ AI ตั้งแต่การเรียนรู้ทักษะตรวจสอบข้อมูล ภาพ และแหล่งที่มา การแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น”

“รวมไปจนถึงการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ พร้อมพัฒนาทักษะการผลิตเนื้อหาจากข้อมูลและประสบการณ์จริงของชุมชน มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ พร้อมเชื่อมโยงกับสื่อมวลชน นักวิชาการ นักตรวจสอบข้อเท็จจริง และภาคประชาสังคม เพื่อให้เสียงและข้อมูลจากชุมชนเข้าสู่พื้นที่สาธารณะอย่างมีคุณภาพ”

พร้อมเสริมว่า เวทีนักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 36 ต้องการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่างสังคมกับชุมชนชาติพันธุ์ โดยเปิดให้มีเวทีเชื่อมโยงเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ภาคเทคโนโลยี นักวิชาการ หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน และประชาชนทั่วไป ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างความร่วมมือในการรับมือข้อมูลบิดเบือนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตของสังคมไทยที่เทคโนโลยี AI ก้าวหน้าไปพร้อมกับการเคารพความเป็นมนุษย์ ความหลากหลาย และศักดิ์ศรีของทุกคน

 


อภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ กรณีฝุ่นหมอกควัน แม้กลุ่มชาติพันธุ์ที่ทำไร่หมุนเวียนอาจมีส่วนต่อมลพิษ แต่เป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง ท่ามกลางสาเหตุอื่นทั้งภาคอุตสาหกรรม ไอเสียรถยนต์ และหมอกควันข้ามแดน การนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียวจึงอาจทำให้กลุ่มชาติพันธุ์กลายเป็น “จำเลย” และเมื่อ AI เรียนรู้ข้อมูลเหล่านี้ก็ยิ่งตอกย้ำภาพเหมารวม

การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงการปรับอัลกอริทึม แต่ต้องเพิ่มพื้นที่ให้กลุ่มที่ถูกมองข้ามเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างข้อมูล พร้อมแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในระดับโครงสร้างควบคู่กัน

“เมื่อพูดถึงประเด็นของกลุ่มชาติพันธุ์กับความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ผมมองว่า จริง ๆ แล้วเรามักพูดถึงกลุ่มชาติพันธุ์หรือความหลากหลายว่าเป็น ‘สีสันทางวัฒนธรรม’ เรายอมรับและรู้สึกดีเวลาเห็นการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ แต่ในจังหวะที่เราชื่นชม เรากลับมีความรู้สึกอย่างหนึ่ง คืออยากหยุดเขาไว้แค่นั้น ไม่ต้องเปลี่ยน เพราะเรารู้สึกว่าสวยดี เอาไว้ดู เอาไว้ชื่นชม และอยากให้เป็นแบบนี้ อย่าเปลี่ยน” 


“อีกมุมหนึ่งคือการมองชาติพันธุ์เป็นภัยคุกคาม เป็นคนที่ด้อยพัฒนา ล้าหลัง และอาจเป็นคนที่มาแย่งทรัพยากรจากเรา นี่คือภาพจำของชาติพันธุ์อีกแบบหนึ่ง ซึ่งทั้งสองมุมมองมีจุดร่วมกันอย่างหนึ่งคือการมองชาติพันธุ์เป็น ‘คนอื่น’ อยู่ดี มองว่าไม่ใช่พวกเรา และมองเป็นคนชายขอบ”
“ผมคิดว่า สังคมไทยต้องเปลี่ยนก่อน ต้องเปลี่ยนมายอมรับว่า ชาติพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย แล้วเราถึงจะมอบบทบาทให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมในสังคมได้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าเราคาดหวังจากเขา แต่เราไม่เคยคิดเลยว่า ชาติพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย”

นอกจากนี้ อภินันท์ชี้ว่า การวิ่งตาม AI อาจทำให้สังคมหลงลืมภูมิปัญญาและการพึ่งพาตนเอง ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์ยังมีองค์ความรู้ดั้งเดิม เช่น ไร่หมุนเวียน จึงควรเปิดพื้นที่ให้มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางประเทศ ขณะเดียวกัน AI จะเป็นโอกาสได้ หากรวบรวมข้อมูลชาติพันธุ์อย่างถูกต้อง เพราะข้อมูลที่มีอคติอาจทำให้ AI ผลิตซ้ำภาพเหมารวม โดยการจัดทำฐานข้อมูลตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 จะช่วยนำองค์ความรู้ของชุมชนเข้าสู่ระบบ AI ได้อย่างถูกต้อง 


ขณะที่ สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion ที่ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของ AI ว่าเป็นเหมือนดาบสองคมที่มีทั้งความท้าทายและภัยคุกคามด้วย เช่นเรื่องที่ AI อาจจะมาแย่งงาน หรือการที่ AI ถูกใช้ในการทำ Deepfake ทำให้เกิดข้อมูลบิดเบือนที่ดูเหมือนจริงมาก แต่ในทางกลับกันก็สามารถใช้ AI มาเป็นเครื่องมือในการปกป้องสิทธิ และสร้างโอกาสให้กับชุมชนได้

“ยกตัวอย่างเรื่องภาษา กลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มมีภาษาที่ไม่มีตัวเขียน หรือภาษาที่กำลังจะสูญหาย ปัจจุบันนี้มีเครื่องมือ AI ที่สามารถจดจำและแปลภาษาถิ่นได้ ซึ่งถ้าเราให้เยาวชนในชุมชน ช่วยกันป้อนข้อมูลภาษาของเขาเข้าไปในระบบ ระบบ AI ก็จะสามารถเรียนรู้ และช่วยอนุรักษ์ภาษาเหล่านั้นไว้ได้ หรือนำไปใช้สร้างเป็นแอปพลิเคชันแปลภาษา เพื่อให้สื่อสารกับคนภายนอกได้ง่ายขึ้น”

“อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การใช้เทคโนโลยี AI หรือ IoT ในการเตือนภัย หรือการเฝ้าระวังพื้นที่ป่า มีโครงการที่เรานำเซ็นเซอร์เสียงไปติดไว้ในป่า เพื่อฟังเสียงเลื่อยยนต์ หรือเสียงรถมอเตอร์ไซค์ที่แอบเข้ามาลักลอบตัดไม้ พอเซ็นเซอร์จับเสียงได้ก็จะส่งข้อมูลผ่าน AI มาแจ้งเตือนให้ชุมชนหรือเจ้าหน้าที่รู้ทันที นี่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยชุมชนปกป้องทรัพยากรของตัวเอง”

นอกจากนี้ โครงการ “Seed Journey” สนับสนุนให้เยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ใช้เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียเล่าเรื่องเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน อาหาร อาชีพ และวัฒนธรรมจากมุมมองของชุมชนเอง เพื่อเปลี่ยนภาพจำที่สังคมมีต่อพวกเขา 


ท้ายที่สุด AI ไม่ควรเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ช่องว่างระหว่างผู้คนกว้างขึ้น แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงข้อมูล เรียนรู้และใช้เทคโนโลยี รวมถึงมีพื้นที่สื่อสารเสียงของตนเอง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ สสส. และภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันผลักดัน เพื่อให้ความเท่าเทียมทางดิจิทัลเดินไปพร้อมกับการพัฒนา โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง