นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ทั้งจากการสัมผัสน้ำและสิ่งปนเปื้อน รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาดและการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป กรมการแพทย์จึงขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองและสมาชิกในครอบครัวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเองหรือปล่อยให้อาการรุนแรง หากไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ ให้ติดต่อโรงพยาบาลที่รักษาตัวอยู่เพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือ
น้ำท่วมอาจนำมาซึ่ง 8 โรคและอันตรายสำคัญ ได้แก่
1. โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 และปอดบวม
2. โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ โรคบิด และไทฟอยด์
3. โรคฉี่หนู
4. โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา รวมถึงแผลพุพองและแผลติดเชื้อ
5. โรคตาแดง
6. ไข้เลือดออก
7. อุบัติเหตุจากไฟดูด จมน้ำ เหยียบของมีคม หรือถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย และ ภาวะเครียดจากผลกระทบของอุทกภัย
นายแพทย์สกานต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการลุยน้ำหรือแช่น้ำนาน ๆ หากจำเป็นต้องลุยน้ำควรสวมรองเท้าบูตหรือรองเท้าที่มิดชิด ระวังไม่ให้บาดแผลสัมผัสน้ำท่วม และเมื่อกลับถึงบ้านควรรีบล้างเท้าด้วยสบู่ เช็ดให้แห้ง รวมทั้งดูแลบาดแผลให้สะอาดอยู่เสมอ ควรรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำสะอาด ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
สำหรับการป้องกันอุบัติเหตุ ควรตัดกระแสไฟฟ้าหรือปิดคัตเอาต์ก่อนน้ำท่วมถึงบ้าน หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าขณะมือหรือร่างกายเปียกน้ำ และระมัดระวังสัตว์มีพิษที่อาจหนีน้ำเข้ามาในที่พักอาศัย ขณะเดียวกัน ควรดูแลสุขภาพจิตของตนเองและคนในครอบครัว พักผ่อนให้เพียงพอ พูดคุยขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิดหรือบุคลากรสาธารณสุข หากมีความเครียด นอนไม่หลับ หรือมีอาการรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
ทั้งนี้ ผู้ที่มีไข้สูงหลังลุยน้ำหรือสัมผัสน้ำท่วม โดยเฉพาะมีอาการปวดน่อง ปวดเมื่อยมาก ตาแดง ตัวเหลือง ตาเหลือง ถ่ายเหลวรุนแรง แผลบวมแดงเป็นหนอง หรือหายใจเหนื่อย ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม


