เมื่อความเครียดไม่ใช่เรื่องเล็ก และสุขภาพใจไม่ควรรอให้ “ป่วย” ก่อนถึงจะได้รับการดูแล เพราะในแต่ละวันคนทำงานต้องรับมือกับหลาย ๆ เรื่อง ทั้งภาระงาน ความกดดัน ความคาดหวัง ปัญหาครอบครัว ไปจนถึงเรื่องการเงิน หลายครั้งอาจเกิดความเครียดสะสมโดยไม่ทันรู้ตัว ซึ่งส่งผล กระทบต่อสุขภาพใจ และอาจลุกลามต่อเนื่องถึงสุขภาพกายและคุณภาพชีวิตตามมาได้
จากการคัดกรองแรงงานกว่า 350,000 คน พบกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพจิตมากกว่า 32,000 คน โดยได้รับการดูแลช่วยเหลือจนดีขึ้น 99.98% ปรับพฤติกรรมเสี่ยงทางกายดีขึ้น 91.96% สุขภาพการเงินดี 70% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้
ด้วยเหตุนี้เอง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน จึงได้จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนการดำเนินงานเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health Advisor : HHA) ภายใต้แนวคิด “Connecting People • Empowering Well-being • Building Healthy Organizations” “เชื่อมพลังคน สร้างสุขภาวะ ขับเคลื่อนองค์กรแห่งอนาคต” โดยมีผู้บริหาร บุคลากรกรมสุขภาพจิต เครือข่ายสถานประกอบการ องค์กรและภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพจิตจากทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 150 คน โดยภายในงานยังประกอบไปด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานองค์กรต้นแบบดีเด่น เวทีเสวนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้พื้นที่ต้นแบบ (Best Practices) จากพื้นที่ต่าง ๆ โซนนิทรรศการนวัตกรรมและผลงานเด่นจาก 13 เขตสุขภาพ ตลอดจนการบรรยายพิเศษ และปาฐกถาจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ เพื่อเสริมสร้างมุมมอง และทิศทางในการขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตในองค์กรอย่างยั่งยืน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว องค์กรจะมีพลังเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพไม่ได้มาจากคนที่ทำงานเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนทำงานแข็งแรงและมีความสุขทั้งกายและใจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญเลยที่จะพาองค์กรก้าวไปข้างหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืน
Holistic Health Advisor (HHA) “เพื่อนคู่คิด ดูแลใจ”
เชื่อมคน เชื่อมใจ เชื่อมระบบ ทุกคนในองค์กร
นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวถึงความสำคัญของการจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนการดำเนินงานเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health Advisor : HHA) ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรวัยทำงานกว่า 386 ล้านคน ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการทำงานที่ซับซ้อน จนส่งผล กระทบต่อสุขภาวะ ทั้งความเครียด ภาวะหมดไฟ และปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งการมี Holistic Health Advisor (HHA) จึงมีความสำคัญ เพราะเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยสร้างสุขภาวะที่ดีให้เกิดขึ้นในองค์กร อีกทั้งจะนำไปสู่การทำให้องค์กรมีความเข้มแข็งและยั่งยืน
“ชีวิตคนเราตลอด 24 ชั่วโมง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เวลาอยู่กับครอบครัว เวลาอยู่กับการทำงาน และเวลาพักผ่อน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน คนวัยทำงานอาจใช้เวลาอยู่กับงานมากกว่าที่บ้าน และแม้จะกลับถึงบ้านแล้วก็ยังไม่สามารถตัดขาดจากงานได้ เพราะเทคโนโลยีทำให้สามารถติดต่อและสั่งงานกันได้ตลอดเวลา เพียงแค่ได้รับข้อความจากหัวหน้าว่า “พรุ่งนี้มีงานสำคัญ เตรียมตัวให้ดีนะ” คนทำงานก็เริ่มคิดและเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว จึงแทบไม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ส่งผลให้คนวัยทำงานมีโอกาสเกิดความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจมากขึ้น”
“จะทำอย่างไรให้สามารถทำงานได้อย่างมีความหมาย ขณะเดียวกันก็ยังมีชีวิตส่วนตัว มีความสัมพันธ์ที่ดี มีเวลาให้ครอบครัว และมีสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งการจัดการความเครียดด้วยการให้บุคลากรไปเรียนรู้วิธีจัดการความเครียด หรือการตรวจสุขภาพจิต เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่หากองค์กรยังคงสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้บุคคลนั้นเครียดอยู่ และปล่อยให้เขาเผชิญปัญหาเพียงลำพัง การแก้ปัญหาอาจไม่ยั่งยืน โดยเฉพาะปัญหาการฆ่าตัวตาย การดูแลเฉพาะด้านจิตใจอาจไม่เพียงพอ เพราะเมื่อบุคคลกลับไปเจอปัญหาเดิม ทั้งปัญหาครอบครัว เศรษฐกิจ หรือแรงกดดันจากการทำงาน ความคิดเดิม ๆ ก็อาจกลับมาอีก สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรักษาเมื่อเกิดปัญหา แต่ต้องมีสะพานที่ช่วยให้เขาสามารถบอกใครสักคนได้ มีคนที่สามารถ Detect สัญญาณความเสี่ยง และมีระบบที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงขึ้น เพราะบางครั้งสิ่งที่คนทำงานต้องการ อาจเป็นเพียงแค่พื้นที่ปลอดภัย และรู้ว่ายังมีคนพร้อมรับฟัง”
ทั้งนี้กรมสุขภาพจิต ร่วมกับ สสส.ได้พัฒนา Holistic Health Advisor (HHA) ขึ้น เพื่อสร้างบุคลากรภายในองค์กรให้ทำหน้าที่เป็น "เพื่อนคู่คิด ดูแลใจ" ให้คำปรึกษาเบื้องต้นครอบคลุมทั้งด้านกาย ใจ และการเงิน พร้อมคัดกรอง และเชื่อมโยงผู้มีปัญหาเข้าสู่ระบบ ช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถขยายเครือข่ายสถานประกอบกิจการและองค์กรได้ถึง 222 แห่ง และดูแลประชาชนวัยทำงานรวมแล้วกว่า 1.2 ล้านคน โดย ปี พ.ศ. 2573 มุ่งหวังว่าอยากให้คนไทยมีสุขภาพจิตดี องค์กรเข้มแข็ง และสังคมไทยยั่งยืน รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว
HHA คืออะไร มีความสำคัญอย่างไรต่อองค์กร?
รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้ขยายความคำว่า Holistic Health Advisor (HHA) ว่าคือที่ปรึกษาด้านสุขภาพแบบครบวงจร ดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต คนที่ทำหน้าที่ตรงนี้จะเป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างบุคลากรในโรงงานกับระบบการช่วยเหลือ เมื่อพนักงานเจอปัญหาหรืออุปสรรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพจิต หรือปัญหาอื่น ๆ HHA จะช่วยเชื่อมต่อไปสู่การดูแล ทั้งในระดับของโรงงาน การส่งต่อไปโรงพยาบาล หรือการเข้าถึงสิทธิประโยชน์และความช่วยเหลือต่าง ๆ นอกหน่วยงาน
“ดังนั้น HHA จึงไม่ใช่คนที่จะต้องแก้ปัญหาทุกอย่าง แต่จะเป็นสะพานที่เชื่อมคนกับกระบวนการดูแล เป็นสะพานในการนำข้อมูลและสถานการณ์สุขภาพขององค์กรไปสู่ผู้บริหาร เป็นสะพานที่เชื่อมบุคลากรเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพจิต เป็นสะพานไปสู่เครือข่ายและความร่วมมือ รวมถึงช่วยให้บุคลากรเข้าถึงการดูแลที่เหมาะสม โดยทักษะสำคัญของ HHA จึงครอบคลุมตั้งแต่การ Connect, Listen, Screen, Coach และ Refer”
“หัวใจสำคัญคือ HHA ไม่ใช่คนที่ต้องแก้ปัญหาทุกอย่าง แต่คือคนที่ทำให้คนที่มีปัญหาไม่ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง ซึ่งการมี HHA เพียงคนเดียวคงไม่เพียงพอ จึงต้องสร้าง HHA Network เพื่อให้เกิดระบบเครือข่ายที่ช่วยกันดูแลบุคลากรอย่างครบวงจร เครือข่ายอาจประกอบด้วยเพื่อนร่วมงาน โรงงานหรือองค์กร หน่วยงานบริการ โรงพยาบาล ท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย หัวหน้างาน และ HR เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อและส่งต่อการดูแลได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อสร้างสังคมองค์กรที่น่าอยู่ ให้ทุกคนมีส่วนในการดูแลซึ่งกันและกัน”
ด้าน นางภัทรานิษฐ์ ทองตันไตรย์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 6 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวเสริมถึงคุณลักษณะของคนที่จะทำหน้าที่ HHA ว่า สิ่งแรก จะต้องเป็นคนที่น่าเชื่อถือและรักษาความลับได้ เพราะผู้ที่เข้ามาปรึกษาต้องมั่นใจว่าข้อมูลของเขาจะถูกเก็บเป็นความลับ นอกจากนี้ต้องเป็นคนช่างสังเกตและมีทักษะในการรับฟัง โดยเฉพาะการฟังอย่างใส่ใจ ฟังอย่างตั้งใจ ส่วนทักษะอื่น ๆ สามารถเติมเต็มผ่านกระบวนการอบรมของกรมสุขภาพจิตได้
“ในช่วงแรก โครงการมุ่งเน้น HR และ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) เป็นหลัก แต่จริง ๆ แล้วบุคลากรคนอื่นก็สามารถเข้ามาพัฒนาเป็น HHA ได้ หากองค์กรเห็นว่าบุคคลนั้นมีความสามารถและมีคุณลักษณะที่เหมาะสม พูดง่าย ๆ ก็คือ เราอยากเปลี่ยนภาพของ HR จากคนที่พนักงานอาจรู้สึกเกรงกลัวหรือไม่กล้าเข้าหาให้กลายเป็น HR ที่น่ารัก และเป็นคนที่สามารถเข้ามาพูดคุยและขอความช่วยเหลือได้”
เปิดตัวเลขสุขภาพใจวัยทำงาน ปี 2568 เครียดสูง 11% โดยเฉพาะคนอายุ 20-29 ปี สูงถึง 28% และกว่า 27% ฝืนไปทำงาน แม้ใจไม่ไหว
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เปิดเผยข้อมูลการประเมินตนเองในระบบ Mental Health Check in ของกรมสุขภาพจิต ปี 2568 ในไทย พบว่าประชากรวัยทำงานอายุ 20-59 ปี เผชิญกับความเครียดในระดับสูง กว่า 11% โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานตอนต้น อายุ 20-29 ปี สูงถึง 28% ขณะที่ผลสำรวจของ TIMS พบคนวัยทำงานฝืนไปทำงาน แม้มีปัญหาสุขภาพจิตกว่า 27% ดังนั้นการดูเชิงรุกพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพจิตในสถานประกอบการหรือองค์กร จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ปัญหาสุขภาพจิตกลายเป็นภัยเงียบที่บั่นทอนสุขภาพ
“จากการคัดกรองสุขภาพจิต ปัญหาที่พบมากที่สุดคือ ความเครียด รองลงมาคือภาวะซึมเศร้า สาเหตุของความเครียดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับปัญหาความสัมพันธ์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ในครอบครัว รวมถึงความเครียดจากการทำงาน และปัญหาหนี้สินหรือภาระทางการเงิน”
“เรื่องสุขภาพจิตถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะคนวัยทำงานมีความเครียดในระดับสูง และบางคนอาจไม่มีใครคอยช่วยเหลือ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ การมีคนในสถานประกอบการที่สามารถให้คำปรึกษาได้จึงมีความสำคัญ เพราะการให้คำปรึกษาแตกต่างจากการให้ความรู้ เป็นการสื่อสารแบบสองทาง ต้องรับฟังและเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังเผชิญกับอะไร แล้วจึงให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล สามารถสังเกตได้ว่าใครมีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตในองค์กร เข้าไปให้คำแนะนำเบื้องต้น และหากเป็นกรณีที่ต้องได้รับการดูแลเฉพาะทาง ก็สามารถส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญ จิตแพทย์ หรือทีมงานด้านสุขภาพจิตได้ ซึ่งทักษะเหล่านี้ต้องผ่านการฝึกอบรมจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญของกรมสุขภาพจิต และเมื่อมีทักษะแล้วก็สามารถนำไปใช้ได้ตลอด”
“Holistic Health Advisor (HHA) ไม่ได้ดูแลเฉพาะเรื่องสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตเท่านั้น แต่ต้องมองสุขภาพแบบองค์รวม การมี HHA มีความสำคัญ เพราะเป็นการเปลี่ยนจากการมองสุขภาพจิตแบบแยกส่วน โดดเดี่ยว มาเป็นการมองสุขภาพทั้งหมดเชื่อมโยงกัน มันมีมิติของสุขภาพกาย ซึ่งอาจจะส่งผลต่อสุขภาพจิต สุขภาพสังคมที่ก็อาจส่งผลต่อสุขภาพจิต ขณะเดียวกันยังมีมิติของสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งไม่ได้หมายถึง IQ แต่หมายถึงความสามารถในการรู้เท่าทันตนเอง รู้เท่าทันกิเลส ความคิด และการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมและโลกอย่างเข้าใจ ดังนั้น สุขภาพกาย ใจ สังคม และปัญญา จึงเป็นองค์ประกอบที่เชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันเป็นองค์รวม”
“สสส. ได้สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตร HHA ทดลองรูปแบบในสถานประกอบการ พัฒนาวิทยากรและโค้ชเพื่ออบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพจิตองค์รวมให้แก่สถานประกอบการ ผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2567 กระทั่งปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมอบรมแล้วกว่า 4,000 คน”
นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่ออีกว่า สสส. กำหนดให้ประเด็นสุขภาพจิตเป็น 1 ใน 7 เป้าหมายยุทธศาสตร์การทำงาน สอดคล้องกับแผนพัฒนาสุขภาพจิตแห่งชาติฉบับที่ 1 มุ่งเน้นการสร้างเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ก่อนที่จะเจ็บป่วย โดยดำเนินการ 4 ด้าน ได้แก่ 1. การพัฒนาองค์ความรู้ 2. การส่งเสริมสุขภาพจิตในชุมชน โรงเรียน สถานประกอบการ 3. การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และ 4. การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต พร้อมร่วมกับกรมสุขภาพจิตและภาคีเครือข่ายพัฒนานวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์คัดกรองภาวะซึมเศร้า "DMind" และเว็บแอปพลิเคชัน "ต่อ-เติม-ใจ" เพื่อดูแลสุขภาพจิตเบื้องต้นและเชื่อมระบบส่งต่อการรักษา
2 องค์กรต้นแบบ ได้รับรางวัล Best Practiceใช้ HHA ขับเคลื่อนดูแลคนในองค์กร
นายเตชทัต หอมบุปฝา สาธารณสุขอำเภอศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย เผยว่า ตนเป็นองค์กรภาครัฐ ในพื้นที่มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพียง 71 คน แต่ต้องดูแลประชาชนถึง 70,000 คน ภาระงานและตัวชี้วัดที่เพิ่มขึ้น ทำให้บาง รพ.สต. ที่มีเจ้าหน้าที่แค่ 2-3 คนต้องแบกรับภาระหนักมาก รวมถึงความคาดหวังจากประชาชน ภาพข่าวที่สะท้อนความเครียดของบุคลากรทางการแพทย์คือเรื่องจริงที่ต้องเผชิญ บางครั้งเจ้าหน้าที่ก็ต้องกลับมารักษาตัวเอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำกระบวนการ HHA เข้ามาใช้
“สิ่งที่ดีที่สุดคือการมีเพื่อนอาชีพเดียวกันที่เข้าใจกัน มาพูดคุยให้คำปรึกษา ต้องขอบคุณศูนย์สุขภาพจิตที่ 2 ที่มอบองค์ความรู้ เพราะแม้เราจะเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แต่บางครั้งความรู้ที่มีก็อาจยังไม่เพียงพอ”
นายเตชทัต เล่าถึงจุดเริ่มต้น ก่อนจะขยายความถึงการลงมือทำจริงว่า “เราเริ่มต้นสร้างแกนนำ 27 คน ที่พร้อมเป็นบัดดี้ให้เพื่อนร่วมงาน จนเกิดเป็นนวัตกรรมที่เราคิดค้นกันเองชื่อ ‘บัดดี้คู่คิด ชีวิตสมดุล’ โดยยึดหลัก HHA เป็นแกนหลัก เราวิเคราะห์
ข้อมูลสุขภาพของบุคลากรจนพบปัญหาใน 3 มิติหลัก ได้แก่
สุขภาพกาย: เราพบความย้อนแย้งที่ว่า แม้เราจะดูแลประชาชน แต่สุขภาพของเจ้าหน้าที่เองกลับไม่ดีเท่าที่ควร เช่น ค่า BMI เกินเกณฑ์และมีแนวโน้มสูงขึ้น
สุขภาพใจ: เมื่อทำ Biofeedback และ Mental Health Check-in พบว่าปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มสูงขึ้น สะท้อนว่าเรามัวแต่ดูแลคนอื่นจนลืมดูแลตัวเอง
สุขภาพการเงิน: ข้อมูลชี้ว่า เจ้าหน้าที่บางคนมีภาระหนี้สินถึง 50% ของเงินเดือน ทำให้เหลือเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันน้อยลงและแทบไม่มีเงินออม
“เมื่อเห็นปัญหา เราจึงนำกระบวนการ HHA มาใช้อบรมและพัฒนาศักยภาพอย่างตรงจุด ด้านสุขภาพใจ เรามีบัดดี้คอยติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ด้านการเงิน เราปรับทัศนคติเรื่องการออม ให้คำปรึกษารายบุคคล และดึงสถาบันการเงิน เช่น สหกรณ์ฯ หรือ ธ.ก.ส. เข้ามาช่วยรวมหนี้นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูง”
“หลังจากกระบวนการนี้ดำเนินไป ก็มีการวนรอบและทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง จนเห็นผลลัพธ์ สุขภาพกายเริ่มดีขึ้น เรามีการสร้างกระแสด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่รู้สึกเบื่อ เรื่องสุขภาพใจ เราใช้ Mental Health Check-in และ Biofeedback ในการประเมิน ซึ่งก็ดีขึ้น ยืนยันจากการประเมินของศูนย์สุขภาพจิตที่ 2 ที่พบว่าค่าความเครียดลดลงอย่างชัดเจน ส่วนสุขภาพการเงินดีขึ้นมาก ทุกคนเริ่มมองหาโอกาสในการเพิ่มรายได้เสริม เช่น ขายของออนไลน์ บางคนชอบต้นไม้ก็เริ่มปลูกต้นไม้ขาย ทำของที่ระลึกขายรับการท่องเที่ยวของเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าและรายได้ได้ ทำให้มีเงินออมมากขึ้น“
“สำหรับการขยายผล ต้องขอบคุณ สสส. และกรมสุขภาพจิตที่มอบรางวัลให้ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จที่เราจะนำไปขยายผลต่อ เราตั้งเป้าขยายผลไปยังสถานประกอบการและร้านทำเงินทำทองในพื้นที่ รวมถึงการนำโมเดลบัดดี้ไปประยุกต์ใช้กับ อสม. เพื่อลงพื้นที่ดูแลชุมชนให้ได้ผลลัพธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อไป”
ด้านองค์กรเอกชนอย่างบริษัทไทยฮอนด้า จำกัด กรุงเทพมหานคร ก็ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพพนักงานแบบองค์รวมเช่นกัน โดย นางสาว อัชฌารัตน์ จันทร์พวง Safety Officer ของบริษัทไทยฮอนด้า จำกัด กรุงเทพมหานคร ได้กล่าวว่า HHA เป็นโครงการเกี่ยวกับการเป็นนักให้คำปรึกษา ทางบริษัทก็ได้แนวทางและไอเดียในการให้คำปรึกษาพนักงาน กรณีที่พนักงานมีปัญหาเรื่องสุขภาพจิตหรือสุขภาพใจในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือปัญหาส่วนตัว บริษัทมีกิจกรรมและมาตรการต่าง ๆ มารองรับพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นบริการนักให้คำปรึกษา เรามีห้องฮีลใจให้พนักงานเข้ามาพูดคุยในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ทำให้พนักงานมีพื้นที่สำหรับพูดคุยและแชร์ปัญหาต่าง ๆ
“พนักงานให้การตอบรับค่อนข้างดีค่ะ จริง ๆ แล้วกิจกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพใจ บริษัทดำเนินการมาก่อนที่จะเข้าร่วมโครงการอยู่แล้ว โดยค่อย ๆ ให้พนักงานเปิดใจและเรียนรู้เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตในสังคมการทำงาน ปัจจุบันถือว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จ พนักงานรู้จักและให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้นค่ะ”“สำหรับไทยฮอนด้า เข้ามาร่วม HHA ได้ประมาณปีกว่า ๆ แล้วค่ะ เราเริ่มเพิ่มความเข้มข้นของกิจกรรมให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันเราดำเนินการมาแทบทุกสเต็ปแล้ว ทั้งการให้ความรู้ การมอนิเตอร์และติดตาม มีช่องทางให้คำปรึกษา รวมถึงมีจิตแพทย์ที่จะมาฟอลโลว์อัพในเคสที่พนักงานอาจอยู่ในกลุ่มอาการหรือกลุ่มโรค โดยบริษัทจะมีการประเมินผลทุกปี โดยใช้ Engagement Survey ในหัวข้อ Good Health & Well-being ซึ่งคะแนนดีขึ้นทุกปีค่ะ โดยหลังจากนี้คิดว่าจะบูรณาการในส่วนของปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น ปัญหาทางด้านการเงิน เราก็จะพยายามดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามา เพื่อให้ความรู้ ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพนักงาน”
เปิดผลลัพธ์ HHA ปี 2569 มีสถานประกอบการเข้าร่วม 222 แห่ง คนทำงานสุขภาพกาย-ใจ ดีขึ้นกว่า 90%
ด้านนางภัทรานิษฐ์ ทองตันไตรย์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 6 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวสรุปผลการขับเคลื่อน Holistic Health Advisor (HHA) ประจำปี 2569 ว่า HHA เป็นโครงการที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คือปี 2568–2569 ศูนย์สุขภาพจิตที่ 6 ได้เข้ามารับผิดชอบและขับเคลื่อนงานอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการพัฒนาหลักสูตรที่สามารถพัฒนา HR จป. หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้มีศักยภาพในการเป็น Holistic Health Advisor ได้ โดยได้พัฒนาหลักสูตรและผ่านการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะองค์กรและสถานประกอบการสามารถนำหลักสูตรไปใช้ในการพัฒนาและอบรมบุคลากร เพื่อเพิ่มและยกระดับสมรรถนะได้
โดยในปีนี้ตั้งเป้าหมายให้มีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการจำนวน 164 แห่ง แต่สามารถดำเนินการได้ถึง 222 แห่ง เพิ่มขึ้น 58 แห่ง หรือคิดเป็น ร้อยละ 35.36 ขณะเดียวกัน มีประชากรวัยทำงานได้รับการดูแลและส่งเสริมสุขภาพจำนวน 358,560 คน ครอบคลุมทั้งสุขภาพจิต สุขภาพกาย สุขภาพการเงิน และคุณภาพชีวิต
“ปัจจุบันมีองค์กรเข้าร่วมดำเนินงานแล้ว 222 แห่ง มีผู้เข้าร่วม 358,560 คน พบกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพจิต 32,536 คน ได้รับการดูแลช่วยเหลือจนดีขึ้น 99.98% ที่เหลือได้รับการส่งต่อและอยู่ระหว่างการรักษา ส่วนกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพกาย 25,600 คน ได้รับความรู้เรื่องสุขภาวะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดีขึ้น 91.96% และกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพการเงินได้รับการดูแลช่วยเหลือ 70%”
นอกจากนี้ ยังได้จัดทำคู่มือออกมา 3 เล่ม ได้แก่ คู่มือโค้ช Holistic Health Advisor คู่มือวิทยากร Holistic Health Advisor และหลักสูตร Holistic Health Advisor โดยได้นำหลักสูตรไปทดลองในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ เขตสุขภาพที่ 4, 6 และ 13 ก่อนจะขยายผลไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
“การดำเนินงานครั้งนี้ต้องขอบคุณทุกภาคส่วนที่เข้ามาร่วมกัน ทั้งกรมสุขภาพจิต กรมอนามัย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ธนาคารแห่งประเทศไทย ศูนย์สุขภาพจิตทุกแห่ง รวมถึง สสส. ที่เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงและสนับสนุนตั้งแต่เริ่มโครงการ ตลอดจนด้านงบประมาณและการพัฒนาหลักสูตร ที่สำคัญคือสถานประกอบการและองค์กรต่าง ๆ ที่ส่งบุคลากรเข้ามาพัฒนาเป็น HHA เพราะการที่ผู้บริหารเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ สะท้อนว่าเขาเห็นความสำคัญของคนในองค์กร”
“ผลลัพธ์เบื้องต้นของโครงการ ที่เห็นได้ชัดสามารถแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ สุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพการเงิน
1. ด้านสุขภาพกาย ปัญหาที่พบค่อนข้างมากคือเรื่อง BMI เกิน พบว่าผู้เข้าร่วมโครงการมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพไปในทางที่ดีขึ้นกว่า 90%
2. ด้านสุขภาพจิต จะมีการประเมินและคัดกรองก่อนว่าใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยง จากนั้น HHA จะเข้าไปดูแลและให้ความช่วยเหลือ ปัจจุบันภาพรวมของผู้ที่ได้รับการดูแลมีแนวโน้มดีขึ้นมากกว่า 90% แต่เรื่องสุขภาพจิตจำเป็นต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง
3. สุขภาพการเงิน พบว่ามีผู้เข้ามาปรึกษาและได้รับการส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดูแลเรื่องการใช้จ่าย การจัดการงบประมาณ และการจัดการหนี้สิน โดยมีผลลัพธ์ในระดับประมาณ 70%”
“สิ่งที่คาดหวังต่อไปคือการวัดผลในภาพรวมตลอดทั้งปีว่า สถานประกอบการที่มี HHA สามารถลดการเจ็บป่วยของพนักงานและลดการเข้ารับการรักษาพยาบาลได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าพนักงานเจ็บป่วยน้อยลง เข้ารับการรักษาน้อยลง ก็จะเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งว่า HHA มีความคุ้มค่าและตอบโจทย์กับองค์กรอย่างไร เพราะสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพการเงิน ล้วนส่งผลต่อสุขภาวะของคน และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและผลประกอบการขององค์กรในระยะยาวด้วย”
“ทั้งนี้ ก้าวต่อไปของ HHA คือการพัฒนา Dashboard ระดับประเทศ ควบคู่ไปกับ HHA Quality Standard เพื่อยกระดับเกณฑ์มาตรฐานและระบบรับรองคุณภาพ นอกจากนี้ เราจะเดินหน้าพัฒนาศักยภาพโค้ชอย่างต่อเนื่องไปจนถึงระดับ Master Trainer โดยเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือบุคลากรจากสถานประกอบการที่มีศักยภาพ เข้ามามีส่วนร่วมในการถ่ายทอดและขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรในระดับพื้นที่ พร้อมทั้งสร้าง Best Practice Network เพื่อเป็นต้นแบบและพี่เลี้ยงให้แก่องค์กรอื่น ๆ เป้าหมายสูงสุดของเราคือการผลักดันให้เกิด Healthy Organization หรือองค์กรที่สามารถดูแลสุขภาพของบุคลากรได้อย่างเป็นระบบด้วยตนเอง เพราะสุขภาพจิตที่ดีของคนทำงาน คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย" นางภัทรานิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย


