เมื่อวันที่ 9 ก.ย. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าตาม 4 มาตรการที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. แถลงภายหลังการประชุมหารือแนวทางการจัดการพื้นที่การศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 โดยได้ออก คำสั่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ 120/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการความปลอดภัยและปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ (เขตพื้นที่อุเทนถวาย) และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ลงวันที่ 9 กันยายน 2569 เพื่อกำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยและการจัดการเรียนการสอนให้เกิดความชัดเจนและเป็นรูปธรรม
คำสั่งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ออกคำสั่งเป็นต้นไป โดยกำหนดให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันดำเนินมาตรการสำคัญ เพื่อป้องกันเหตุความรุนแรงและสร้างความปลอดภัยให้แก่นักศึกษา บุคลากร และประชาชนในพื้นที่ ดังนี้
1. งดการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่เป็นเวลา 90 วัน นับแต่วันที่คำสั่งมีผลใช้บังคับ โดยให้งดเว้นการจัดการเรียนการสอน ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ (เขตพื้นที่อุเทนถวาย) และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เพื่อป้องกันเหตุความรุนแรงและจัดระเบียบด้านความปลอดภัย
ทั้งนี้ หากการจัดหาและเตรียมความพร้อมสถานที่จัดการศึกษาแห่งใหม่ยังไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 90 วัน ให้ขยายระยะเวลาการงดเว้นการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ดังกล่าวออกไปจนกว่าการจัดหาและเตรียมความพร้อมสถานที่แห่งใหม่จะแล้วเสร็จ
2. ปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนและการบริหารจัดการ ให้ทั้งสองสถาบันกำหนดรูปแบบการจัดการเรียนการสอนและการบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อรองรับนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการงดใช้พื้นที่ โดยต้องไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษา รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่นักศึกษาพึงได้รับ
3. เร่งจัดเตรียมพื้นที่จัดการเรียนการสอนแห่งใหม่ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกต้องดำเนินการจัดหาและเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการย้ายสถานที่จัดการเรียนการสอนของคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ (เขตพื้นที่อุเทนถวาย) ให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลา 90 วัน
หากไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนด จะต้องขยายระยะเวลาการงดเว้นการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่เดิมออกไป จนกว่าสถานที่จัดการศึกษาแห่งใหม่จะมีความพร้อม เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
4. จัดทำแผนเตรียมความพร้อมด้านพื้นที่ในระยะยาว โดยให้สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันจัดทำแผนเตรียมความพร้อมในระยะยาวสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่ หากมีความจำเป็นในอนาคต เพื่อให้การบริหารจัดการพื้นที่เป็นไปอย่างเป็นระบบและไม่กระทบต่อการจัดการศึกษา
5. รายงานผลการดำเนินการทุก 30 วัน โดยให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน รายงานผลการดำเนินการตามมาตรการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เพื่อทราบทุก 30 วัน นับแต่วันที่คำสั่งมีผลใช้บังคับ
ทั้งนี้ ในคำสั่งยังระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ (เขตพื้นที่อุเทนถวาย) และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และปรากฏเหตุการณ์กลุ่มนักศึกษาใช้อาวุธทำร้ายร่างกายกันบริเวณชานชาลาชั้น 3 สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 7 กันยายน 2569 ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย และสร้างความวิตกกังวลแก่ประชาชนและผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า
นอกจากนี้ พื้นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ (เขตพื้นที่อุเทนถวาย) ยังอยู่ระหว่างประเด็นการส่งมอบพื้นที่คืนแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามมติของคณะกรรมการพิจารณาข้อยุติการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กยพ.) แต่ยังมิได้มีการดำเนินการส่งมอบพื้นที่คืน จนก่อให้เกิดข้อพิพาทเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
กระทรวง อว. จึงเห็นความจำเป็นในการกำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเหตุความรุนแรง คุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน และรักษามาตรฐานการจัดการอุดมศึกษา
ทั้งนี้ การออกคำสั่งดังกล่าวเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากแนวทางที่ ศ.ดร.ยศชนัน ได้แถลงต่อสื่อมวลชนในวันเดียวกัน โดยมุ่งให้มาตรการด้านความปลอดภัยสามารถดำเนินการได้ทันที ขณะเดียวกันยังคงหลักการสำคัญในการดูแลคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษา รวมถึงสิทธิประโยชน์ของนักศึกษาทั้งสองสถาบันอย่างเต็มที่
กระทรวง อว. ยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้มุ่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์ที่มีอยู่เป็นกรอบ พร้อมกำหนดหน้าที่และกรอบเวลาของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถเดินหน้าทั้งด้านความปลอดภัย การจัดการศึกษา และการแก้ไขปัญหาพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม


