xs
xsm
sm
md
lg

ถอดรหัส 'คาวายันโมเดล' เมื่อเมืองเกษตรกรรมกลางหุบเขา กลายเป็นต้นแบบสมาร์ตซิตี้สีเขียวที่ขับเคลื่อนด้วยหัวใจ"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายนวัตกรรมล้ำสมัยในงาน "ลาดกระบังนิทรรศน์ 2026" ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) อาคันตุกะต่างแดนอย่างนายกเทศมนตรีเจซี (Mayor Caesar S. Dy, Jr. หรือ Mayor JC) ผู้นำรุ่นใหม่ไฟแรงแห่งเมืองคาวายัน ประเทศฟิลิปปินส์ ได้เดินทางมาพร้อมคณะเพื่อร่วมเยี่ยมชมงานนี้เช่นกัน บทสนทนาท่ามกลางเสียงรถไฟวิ่งผ่านในวันนั้น ไม่เพียงทำให้เราได้รู้จัก "เมืองคาวายัน" (Cauayan City) เมืองอัจฉริยะแห่งแรกของฟิลิปปินส์ แต่ยังพลิกมุมคิดต่อคำว่า "Smart City" ไปโดยสิ้นเชิง เพราะคาวายันพิสูจน์ให้เห็นว่า เมืองเกษตรกรรมขนาดเล็กกลางหุบเขา ก็ก้าวขึ้นเป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับสากลได้ หากมีวิสัยทัศน์ที่ต่อเนื่อง และสิ่งสำคัญที่สุดคือ "การเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง"

ชื่อของเมือง “คาวายัน” มีความหมายดั้งเดิมในภาษาท้องถิ่นว่า “ไม้ไผ่” มีตำนานพื้นบ้านอันเก่าแก่เล่าขานกันว่า ในอดีตมีผู้อัญเชิญรูปเคารพพระแม่มารีย์ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และศูนย์รวมจิตใจของชาวเมืองหายไปจากโบสถ์ ภายหลังชาวเมืองได้ไปพบรูปเคารพนี้อีกครั้งในป่าไผ่หนาทึบรอบเมือง ตั้งแต่นั้นมา เมืองนี้จึงได้ชื่อว่าคาวายัน เพื่อเป็นเกียรติแก่พระแม่มารีย์ผู้ปกปักรักษา

เส้นทางสู่ความอัจฉริยะของเมืองป่าไผ่แห่งนี้เริ่มต้นในปี 2558 ภายใต้วิสัยทัศน์ของอดีตนายกเทศมนตรีเบอร์นาร์ด ดี (Bernard Faustino L. Dy) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำสวิตเซอร์แลนด์ ปีนั้นกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (DOST) เปิดตัวโครงการ "Smart Philippines" เพื่อหาเมืองพันธมิตรทดลองระบบดิจิทัล และคาวายันเป็นเมืองแรกที่อาสาเป็น "ห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต" ในการทดสอบเทคโนโลยี พร้อมกันนั้น นายกเทศมนตรีเบอร์นาร์ดได้นำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการของสหประชาชาติมาผนวกเป็น "คำขวัญร่วม" ของชาวเมือง ควบคู่กับการวางรากฐานระบบดิจิทัลในสำนักงานและพัฒนาแอปพลิเคชันแนะนำเมืองเบื้องต้น แม้ระบบช่วงแรกจะยังไม่สมบูรณ์ แต่การทดลองระบบชำระเงินออนไลน์ร่วมกับมหาวิทยาลัยท้องถิ่นและ DOST ตั้งแต่ต้น กลายเป็นการซ้อมมือสำคัญที่ทำให้คาวายันเป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองของฟิลิปปินส์ที่มีช่องทางออนไลน์พร้อมรองรับประชาชนได้ทันทีเมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 ก่อนจะนำบทเรียนจากวิกฤตนั้นมาเร่งเชื่อมโยงข้อมูลทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน


เมื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุคนายกเทศมนตรีเจซี (Caesar S. Dy, Jr.) นโยบายอัจฉริยะไม่ได้ถูกล้มเลิก แต่ต่อยอดผ่าน 3 โครงการหลักที่เปลี่ยนโครงสร้างเมือง เริ่มจากศูนย์ BIRDC (Business Intelligence Research and Development Center) ศูนย์ข้อมูลและไอทีหลักที่ร่วมมือกับ DOST สร้าง "เมืองคู่ขนานดิจิทัล" และพัฒนาระบบระบุพิกัดธุรกิจดิจิทัลที่ช่วยแสดงศักยภาพของเมืองต่อนักลงทุนแม้ในช่วงโรคระบาด จนดึงดูดธุรกิจบริการข้อมูลลูกค้าระดับนานาชาติมาลงทุนตั้งสำนักงานเป็นแห่งแรกของภูมิภาค

โครงการที่สองคือโรงคัดแยกขยะอัจฉริยะแบบอัตโนมัติ (Automated MRF) เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ทางวัฒนธรรมที่ผู้คนไม่นิยมแยกขยะ เมืองจึงนำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยจัดการคัดแยกขยะ อัปไซเคิลวัสดุรีไซเคิล และนำขยะอินทรีย์ไปแปรรูปเป็นปุ๋ยแจกจ่ายให้แก่เกษตรกร เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน ส่วนโครงการที่สามคืองานประชุมเมืองอัจฉริยะนานาชาติ (iScene) ที่เกิดจากความตั้งใจของนายกเทศมนตรีเจซีในการนำ "แนวปฏิบัติที่ดี" จากทั่วโลกมาแบ่งปันแก่เมืองอื่น โดยมีสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เข้ามาร่วมช่วยออกแบบและวางรูปแบบ iScene พร้อมเป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ของเมืองมาตั้งแต่ต้น จากปีแรกที่มีผู้เข้าร่วมไม่ถึง 30 เมือง ปัจจุบัน (ปีที่ 3) มีเครือข่ายเมืองและจังหวัดทั่วฟิลิปปินส์เข้าร่วมกว่า 100 แห่ง จนคาวายันกลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านสมาร์ตซิตี้ทั้งในและต่างประเทศ

เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้ คือปรัชญาการพัฒนาที่คาวายันยึดถือมาตั้งแต่ต้น นั่นคือการไม่พึ่งพาเทคโนโลยีสำเร็จรูปจากภายนอก แทนที่จะซื้อนวัตกรรมสำเร็จรูปราคาแพงจากต่างประเทศ คาวายันเลือกสร้างนวัตกรรมจากคนท้องถิ่นผ่านโมเดล "สามประสาน" ระหว่างรัฐบาลเมือง มหาวิทยาลัยรัฐอีซาเบลา (Isabella State University) และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ พร้อมตั้งศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี (TBI) เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยของนักศึกษาและอาจารย์มาใช้แก้ปัญหาจริงของเมือง แทนที่จะเป็นเพียงกระดาษบนหิ้ง เมืองยังท้าทายคนรุ่นใหม่ด้วยคำถามว่า "หากคุณเป็นนายกเทศมนตรี คุณจะสร้างแอปพลิเคชันหรือแนวทางอะไรมาแก้ปัญหาเมือง?" พร้อมเปิดพื้นที่ Startup Cauayan ให้เช่าราคาย่อมเยาเป็นสนามทดลองไอเดียธุรกิจ และมีกฎหมายท้องถิ่นรองรับเงินทุนตั้งต้น (Startup Funding) ให้ทีมผู้ชนะนำไปพัฒนาแอปพลิเคชันจนเสร็จสมบูรณ์


ปัจจุบันคาวายันกำลังบ่มเพาะสตาร์ตอัป 15 ราย ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ SynqBox ผู้พัฒนาระบบแผนที่ปักหมุดธุรกิจดิจิทัล และนวัตกรรม "ระบบแจ้งเตือนภัยไข้เลือดออกล่วงหน้าในชุมชน" (Community Dengue Early Warning System) ที่ใช้กล้องตรวจจับภาพลูกน้ำยุงลายส่งข้อมูลเข้าฐานข้อมูล (ปัจจุบันกำลังพัฒนาร่วมกับ AI) เพื่อประเมินความหนาแน่นและความเสี่ยงในการเป็นพาหะนำโรค ก่อนส่งสัญญาณแจ้งเตือนภัยไปยังชุมชนโดยรอบได้อย่างทันท่วงที นวัตกรรมท้องถิ่นชิ้นนี้ทำให้คาวายันติดอันดับ Top 50 จากการประกวด Bloomberg Global Mayors Challenge ท่ามกลางเมืองที่ส่งเข้าประกวดกว่า 630 เมืองทั่วโลก และคว้าทุนสนับสนุน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อพัฒนาระบบต่อไป

อีกตัวอย่างคือ Exoid Robotics สตาร์ตอัปเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ที่ทำรายได้ถึง 2 ล้านเปโซ (ประมาณ 1.2 ล้านบาท)ในปีแรก แต่เมืองก็เคยล้มเหลวเช่นกัน อย่างแอปพลิเคชันเรียกรถสามล้อรับจ้าง (Tricycle App คล้ายตุ๊กตุ๊กในไทย) ที่แนวคิดดีแต่ไปต่อไม่ได้ เพราะคนขับส่วนใหญ่ไม่มีสมาร์ตโฟนและไม่มีทุนซื้อรุ่นที่จำเป็น โครงการจึงต้องพับไป


อย่างไรก็ดี นวัตกรรมและการร่วมมือทางเทคโนโลยีเหล่านี้จะไม่มีความหมายเลยหากปราศจากความเชื่อใจของประชาชน ซึ่งความโปร่งใสและกระบวนการมีส่วนร่วมนี้เองคือรากฐานสำคัญของคาวายัน โดยเมืองได้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเปิดเผยธุรกรรมทางการเงินและมติสภาเมืองทั้งหมดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา ควบคู่กับการสตรีมมิงผ่านรายการ Live Facebook ทุกวัน ของนายกเทศมนตรีเจซีเพื่อรับฟังความต้องการโดยตรง แม้กระบวนการรับฟังนี้จะเอื้อต่อการเข้าใจปัญหาที่ตรงจุดจากระดับรากหญ้า แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สร้างความท้าทายอย่างมากเมื่อประชาชนเรียกร้องในสิ่งที่เกินขอบเขตอำนาจท้องถิ่น เช่น การทวงถามเรื่อง การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ ที่ต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลส่วนกลาง จนบางครั้งเกิดความเข้าใจผิดว่ารัฐบาลเมืองละเลยการปฏิบัติหน้าที่ นายกฯ เจซีชี้ว่าทางออกเดียวที่จะข้ามผ่านข้อจำกัดนี้คือ “ความอดทนและสม่ำเสมอในการสื่อสารชี้แจง” ทั้งการลงพื้นที่พูดคุยกับชุมชนย่อยทั้ง 65 แห่งและช่องทางออนไลน์เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน

การสร้างความเข้าใจร่วมกันในปัจจุบันนี้เอง ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนพิมพ์เขียวอนาคตในอีกสิบปีข้างหน้า ซึ่งแม้จะมีวาระการทำงานเหลืออีกราว 3-4 ปี แต่นายกเทศมนตรีเจซีได้วางแผนพัฒนาเชิงรุกไว้อย่างเป็นระบบเพื่อร้อยเรียงนวัตกรรมและการยกระดับคุณภาพชีวิตเข้าไว้ เริ่มตั้งแต่นโยบายเมืองปลอดป้ายโฆษณาไวนิลเพื่อหันมาใช้จอดิจิทัลควบคู่กับการกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตฟรีและการติดตั้งระบบดาวเทียมสตาร์ลิงก์ให้ครอบคลุมชุมชนย่อยทั้งหกสิบห้าแห่งแม้อยู่ในเขตป่าเขาโดยได้แรงสนับสนุนด้านเทคโนโลยีจากรัฐบาลกลาง ไปจนถึงการเนรมิตพื้นที่ต้นแบบสีเขียวขนาดห้าสิบเฮกตาร์(ประมาณ 312 ไร่) ตามแนวคิดผังเมืองของสิงคโปร์และเกาหลีใต้ที่เน้นทางเดินและทางจักรยานที่ปลอดภัยพร้อมกำหนดให้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ 100% เพื่อสร้างโมเดลตัวอย่างเชิงประจักษ์แก่ชาวเมืองก่อนทำการขยายผล ควบคู่กับการเชื่อมโยงข้อมูลของทุกสำนักงานรัฐเข้าไว้ในซูเปอร์แอปและระบบแดชบอร์ดเดียวเพื่อสั่งการด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Data-driven) ร่วมกับการใช้ระบบตรวจจับและจับกุมผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรแบบไร้สัมผัส (Contactless Apprehension) ตลอดจนการวางแผนรับมือเชิงรุกต่อผลกระทบด้านพลังงาน น้ำ และความร้อนสะสมของดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยกลยุทธ์การเริ่มต้นสร้างจากขนาดเล็ก และจัดตั้งในพื้นที่ชุมชนที่เหมาะสมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน

บทเรียนสำคัญที่สุดจากคาวายันไม่ใช่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยี แต่คือ "เจตจำนงทางการเมือง" และ “ความต่อเนื่องของนโยบาย” เมื่อมีการเปลี่ยนขั้วการเมืองหรือเปลี่ยนตัวผู้นำ โครงการเก่ามักจะถูกพับทิ้งไปเสมอ แต่สำหรับคาวายัน การส่งต่อนโยบายอย่างไร้รอยต่อจากอดีตนายกเทศมนตรีสู่นายกเทศมนตรีคนปัจจุบัน คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ประชาชนคุ้นเคยและปรับตัวเข้ากับระบบดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว