“หมอธีระวัฒน์” โพสต์อธิบายกลไกการฉีดวัคซีนโควิดซ้ำ อ้างงานวิจัยหลายชิ้นชี้ประสิทธิผลต่อการป้องกันติดเชื้อลดลงตามเวลา พร้อมตั้งข้อสังเกตการเปลี่ยนแปลงของแอนติบอดีและระบบภูมิคุ้มกัน ขณะที่ยกงานศึกษาที่รายงานผลข้างเคียงและภาวะผิดปกติหลายรูปแบบ ย้ำจำเป็นต้องทำความเข้าใจกลไกและความแตกต่างของการตอบสนองในแต่ละบุคคล
วันนี้ (31 ส.ค. 2569) นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha”ออธิบายถึงกลไกของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ซ้ำหลายครั้ง โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อ การแพร่เชื้อ และอาการรุนแรง รวมถึงผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในระยะยาว
นพ.ธีระวัฒน์ระบุว่า สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่ากลไกของระบบภูมิคุ้มกันรูปแบบใดสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ดีที่สุด ขณะเดียวกันวัคซีนแต่ละชนิดอาจทำให้การตอบสนองของภูมิคุ้มกันแตกต่างกัน โดยยกกรณีวัคซีนโควิดชนิดโมโนวาเลนต์ที่มุ่งเป้าหมายสายพันธุ์ XBB.1.5 ซึ่งเปิดตัวในเดือน ก.ย. 2566 และอ้างถึงงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Annals of Internal Medicine เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2568 เรื่องประสิทธิผลของวัคซีน XBB.1.5 ในช่วงปี 2023-2024 จากการติดตามระยะยาว
สำหรับงานวิจัยดังกล่าว นพ.ธีระวัฒน์ระบุว่าเป็นการประเมินประสิทธิผลของวัคซีนในสถานการณ์จริง เนื่องจากไม่มีการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมตามที่อ้างในโพสต์ โดยรายงานผลการศึกษาว่า ประสิทธิผลของวัคซีนต่อการติดเชื้อ SARS-CoV-2 อยู่ที่ -3.26% ขณะที่ประสิทธิผลต่อการเข้ารักษาในโรงพยาบาลอยู่ที่ 16.64% และต่อการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ SARS-CoV-2 อยู่ที่ 26.61% พร้อมระบุว่าประสิทธิผลลดลงอย่างมากเมื่อเวลาผ่านไป
โพสต์ดังกล่าวระบุด้วยว่า การศึกษานี้วิเคราะห์ผู้ได้รับวัคซีน XBB.1.5 เทียบกับผู้ไม่ได้รับวัคซีนที่จับคู่กันจำนวน 587,137 คู่ โดยมีอายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วมประมาณ 69.9 ปี และติดตามผลเฉลี่ย 176 วัน
จากนั้น นพ.ธีระวัฒน์ได้ยกตัวอย่างงานศึกษาหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิผลของวัคซีนและการติดเชื้อ โดยระบุถึงงานวิจัยที่พบความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนโดสวัคซีนกับความเสี่ยงติดเชื้อ รวมถึงงานศึกษาที่พบว่าประสิทธิผลต่อการติดเชื้อของวัคซีนบางชนิดลดลงหรือกลายเป็นค่าติดลบเมื่อผ่านไปหลายเดือน อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบเหล่านี้เป็นผลจากการศึกษาแต่ละงานในบริบทและประชากรที่แตกต่างกัน
ประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือเรื่อง การเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันหลังได้รับวัคซีน mRNA ซ้ำ โดย นพ.ธีระวัฒน์อ้างถึงงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Infection ซึ่งศึกษาการเปลี่ยนแปลงของชนิดแอนติบอดีในบุคลากรสาธารณสุข และระบุว่าหลังได้รับวัคซีน mRNA ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป พบระดับแอนติบอดี IgG4 และ IgG2 เพิ่มขึ้น ขณะที่ IgG1 และ IgG3 มีการตอบสนองลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
โพสต์ยังระบุถึงผลการศึกษาที่พบความสัมพันธ์ระหว่างระดับ IgG4 ที่เพิ่มขึ้นกับความเสี่ยงของการติดเชื้อแทรกซ้อน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนแอนติบอดีชนิด non-cytophilic กับความเสี่ยงติดเชื้อที่สูงขึ้น โดย นพ.ธีระวัฒน์นำข้อมูลดังกล่าวมาอธิบายข้อสังเกตว่า การได้รับวัคซีน mRNA ซ้ำอาจมีผลต่อรูปแบบการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน
นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงงานวิจัยจากคณะศึกษาของมหาวิทยาลัย Yale เกี่ยวกับผู้ที่มีอาการภายหลังการฉีดวัคซีน โดยอ้างว่าพบหลักฐานเกี่ยวกับโปรตีนหนามและการเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกัน รวมถึงการตอบสนองต่อเนื้อเยื่อตนเอง ขณะที่งานวิจัยอื่นที่ถูกยกมาในโพสต์กล่าวถึงภาวะอักเสบ หัวใจอักเสบ โรคผิวหนัง ผมร่วง รวมถึงความผิดปกติทางระบบประสาทและภูมิคุ้มกัน
ช่วงท้าย นพ.ธีระวัฒน์ยังอ้างถึงรายงานการตรวจศพผู้เสียชีวิตกะทันหันและงานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับภาวะลิ่มเลือด รวมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงข้อมูลการเสียชีวิตส่วนเกินในสหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น โดยระบุว่าควรนำข้อมูลเหล่านี้มาพิจารณาร่วมกับผลกระทบและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากวัคซีน
ทั้งนี้ เนื้อหาข้างต้นเป็นการเรียบเรียงจากโพสต์และแหล่งงานวิจัยที่ นพ.ธีระวัฒน์นำมาอ้างอิง โดยข้อสรุปเกี่ยวกับประสิทธิผล ความปลอดภัย และความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างวัคซีนกับภาวะต่าง ๆ จำเป็นต้องพิจารณาตามวิธีวิจัย คุณภาพหลักฐาน และข้อมูลจากงานวิจัยในภาพรวม ไม่ควรตีความจากงานศึกษาใดงานศึกษาหนึ่งเพียงลำพัง


