ใต้สะพานลอย สวนสาธารณะ ป้ายรถเมล์ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ คือที่พักพิงชั่วคราวของคนไร้บ้านจำนวนไม่น้อย ภาพเหล่านี้อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของทิวทัศน์ของคนเมืองที่พบเห็นจนชินตา แต่หากมองลึกลงไปจะพบว่า ปัญหาคนไร้บ้านไม่ได้เกิดจากการขาดที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว หากยังเชื่อมโยงกับปัญหาเศรษฐกิจ สุขภาพ หนี้สิน การว่างงาน และความเปราะบางทางสังคมอีกหลายมิติ
ตามข้อมูลที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ผ่านการสำรวจแบบ One Night Count สะท้อนแนวโน้มจำนวนคนไร้บ้านที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มคนไร้บ้านหน้าใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การแก้ปัญหาคนไร้บ้านในปัจจุบัน ไม่อาจมองเพียงเรื่องที่อยู่อาศัยอีกต่อไป แต่ต้องมองไปถึงการเข้าถึงโอกาสทางอาชีพ สิทธิ และระบบสนับสนุนที่ช่วยให้คนกลุ่มนี้กลับมาตั้งหลักในชีวิตได้อีกครั้ง
ด้วยโจทย์ดังกล่าว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ร่วมกับ พม. และสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการประกวดผลงานนวัตกรรมและแนวทางปฏิบัติการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน “HACK4HOPE: Homeless Solutions Hackathon 2026” เพื่อพัฒนาระบบและต้นแบบนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับการทำงานสร้างเสริมสุขภาวะคนไร้บ้าน ให้สามารถตั้งหลักและยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน
นายเอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตระหนักถึงปัญหาคนไร้บ้านมาโดยตลอด และถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่มุ่งแก้ไขอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลให้จำนวนคนไร้บ้านหน้าใหม่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ กระทรวง พม. ได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายและคณะกรรมการจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิและการเข้าถึงสวัสดิการที่คนไร้บ้านพึงได้รับ ควบคู่ไปกับการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สังคมและประชาชน เพื่อลดอคติและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ที่จะนำไปสู่การตอบโจทย์ปัญหาคนไร้บ้านได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
“เมื่อก่อนเวลาพูดถึงคนไร้บ้าน เรามองว่า เป็นคนที่ไม่มีบ้านอยู่ จึงมาอาศัยพื้นที่สาธารณะ แต่กลายเป็นว่าคนไร้บ้านทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเศรษฐกิจ ยิ่งหลังวิกฤตโควิด-19 มา ปัญหาเศรษฐกิจมันซ้อนทับกันมาเรื่อย ๆ จนทำให้เกิดปัจจัยแทรกซ้อนที่ทำให้ปัญหาคนไร้บ้านดูรุนแรงขึ้น”
“ดังนั้น การแก้ไขปัญหาในเชิงนโยบายแบบเดิมอาจจะไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมใหม่ ๆ และแนวความคิดของเด็กรุ่นใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการโอบรับกลุ่มคนไร้บ้านเหล่านี้กลับเข้าสู่สังคมอย่างถูกต้อง ให้เขามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี”
นายเอนกชัย ยืนยันว่า หลายแนวคิดที่เกิดขึ้นบนเวทีมีศักยภาพในการนำไปพัฒนาต่อได้จริง และภาครัฐพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนให้แนวคิดเหล่านั้นก้าวออกจากห้องประชุมสู่การปฏิบัติ
จากนี้ พม. เตรียมหารือกับ สสส. และสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวิร์กชอปกับทีมผู้ชนะ เพื่อพัฒนาให้มีรายละเอียดและขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน รวมถึง ประสานภาคีที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมขับเคลื่อน โดยเป้าหมายอยากให้เกิด First Step ภายในสิ้นปีนี้
สสส. ชวนถอดโจทย์ “คนไร้บ้าน” ในมุมคนรุ่นใหม่
จากโจทย์ปัญหาคนไร้บ้านที่ซับซ้อน เวที HACK4HOPE: Homeless Solutions Hackathon 2026 เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ร่วมออกแบบทางออกใหม่ ๆ โดยคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 58 ทีมทั่วประเทศ เหลือ 10 ทีมสุดท้าย ที่นำเสนอแนวคิดแก้ปัญหาใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพจิต ที่อยู่อาศัย และทักษะอาชีพ
เริ่มที่ ทีม HumanLock (Hub-Locker ตู้ตั้งหลัก) ตู้ฝากสัมภาระปลอดภัยสำหรับคนไร้บ้าน ใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือและพลังงานโซลาร์เซลล์ ช่วยลดภาระการแบกสัมภาระและเพิ่มความคล่องตัวในการหางาน
ทีมตั้งหลักพลัส (Street-to-Salary) ใช้ Case Manager วิเคราะห์ 3 กำแพงที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ได้แก่ ระบบ สุขภาพ และอายุ พร้อม QR Resume และติดตามหลังได้งาน
ทีม ALLSTAR (CareMatch) พัฒนาระบบวิเคราะห์ศักยภาพและความถนัดด้านอาชีพ เพื่อลดภาระเจ้าหน้าที่ในการประเมินและส่งต่อ
ทีมก้าวใหม่ (Kao Mai) แพลตฟอร์มช่วยคนไร้บ้านกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน ตั้งแต่ประเมินความพร้อม จับคู่งาน ไปจนถึงติดตามช่วงเริ่มงาน
ทีม TomorrowBase (BasePass) แพลตฟอร์มจ้างงานรายชั่วโมง เชื่อมนายจ้างและแรงงาน พร้อมระบบบันทึกทักษะ ประวัติการทำงาน และกลไกช่วยลดความเสี่ยงในการจ้างงาน
ทีมมีตัวตน (HealthPass) บัตรสุขภาพสำหรับคนไร้บ้านที่ไม่มีบัตรประชาชน ให้เข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยใช้ Anonymous ID เชื่อมข้อมูลและติดตามผู้มีโรคเรื้อรัง
ทีม PuenPing (เพื่อนพิง) ใช้สร้อยคอ NFC เป็นตัวเชื่อมข้อมูลและประวัติการช่วยเหลือระหว่างหน่วยงาน พร้อม Dashboard และ AI ช่วยเจ้าหน้าที่วิเคราะห์และวางแผนช่วยเหลือ ทีม Mind-Weaver (ใจนำทาง) ระบบดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกบนพื้นที่สาธารณะ ผ่านการคัดกรอง 3 ระดับ Peer Buddy และกิจกรรมศิลปะ ดนตรีบำบัด พร้อมส่งต่อผู้มีภาวะวิกฤตเข้าสู่จิตแพทย์
และทีม Hope Hub เสนอโมเดล Social Enterprise เชื่อมคนไร้บ้านหน้าใหม่กับงานระยะสั้น
ขณะที่ ONE FOR ALL พัฒนา “สานสุข” เชื่อมข้อมูลการรักษาระหว่างหน่วยงาน เพื่อป้องกันปัญหาขาดยาและหลุดจากระบบ
นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. มองว่า การที่คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมคิดโจทย์นี้ เป็นแรงสำคัญที่จะช่วยขยายการทำงานด้านคนไร้บ้านออกไปจากวงเดิม
“สสส. ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาวะคนไร้บ้านมาโดยตลอด ซึ่งรู้สึกยินดีและดีใจมากที่เห็นคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจปัญหาที่อาจจะดูไกลตัว แต่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คนไร้บ้านก็คือคนในครอบครัวและสังคมที่หลุดมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะ การที่พวกเราเข้ามาช่วยกันคิดแก้ปัญหาที่ซับซ้อนนี้ ถือเป็นความหวังของประเทศจริง ๆ จากเดิมที่การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านอาจอยู่ในวงจำกัดแค่มูลนิธิหรือหน่วยงานรัฐ ตอนนี้เรามีคนหน้าใหม่ที่พร้อมเข้ามาหนุนเสริม หวังว่า เวทีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้พวกเราร่วมมือกันต่อไป”
ทั้งนี้ สสส. เชื่อมั่นว่า นวัตกรรมจากทั้ง 10 ทีมมีศักยภาพที่จะต่อยอดสู่การดำเนินงานได้จริงในอนาคต และจะเป็นอีกแรงสำคัญในการร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน
พร้อมแสดงความยินดีกับทีม Hope Hub ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 และทีม ONE FOR ALL ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 นางภรณีเสริมว่า ทั้ง 2 ทีมมีผลงานโดดเด่น ผ่านเกณฑ์การตัดสิน ทั้ง 6 ข้อ คือ 1.การวิเคราะห์ปัญหาและการตอบโจทย์ 2.การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมที่ชัดเจน 3.ความเป็นนวัตกรรม 4.ความเป็นไปได้และแผนการดำเนินงาน 5.ผลกระทบเชิงบวก 6.ความเป็นมืออาชีพและการมีส่วนร่วม
เช่นเดียวกับ นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ผู้จัดการแผนงานสนับสนุนองค์ความรู้และขับเคลื่อนนโยบายเพื่อสุขภาวะคนไร้บ้าน สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มองเห็นถึงพลังของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันที่เริ่มตื่นตัวและสนใจปัญหาสังคมมากขึ้น โดยโครงการนี้จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะเปิดพื้นที่นำประเด็นคนไร้บ้านมาสร้างการตระหนักรู้ เพื่อร่วมกันบ่มเพาะเยาวชน หรือคนที่ยังไม่เคยทำงานในประเด็นคนไร้บ้าน ได้เข้ามาร่วมกันเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงสังคม ให้เติบโตเป็นนักนวัตกรรมสังคมที่เข้าใจปัญหาเชิงลึก สร้างความตระหนัก ความเข้าใจ และร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน ร่วมกันเปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านสุขภาวะไปพร้อมกัน
“Hope Hub–สานสุข” สองนวัตกรรมเพื่อคนไร้บ้าน
หนึ่งในแนวคิดที่โดดเด่นคือ ทีม Hope Hub โดย นายเบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุล และนายภูวพัฒน์ ชนะสกล ที่คว้ารางวัลชนะเลิศด้วยโมเดลกิจการเพื่อสังคมที่เชื่อมคนไร้บ้านหน้าใหม่และกลุ่มเปราะบางที่พร้อมทำงาน แต่เข้าไม่ถึงเพราะขาดโทรศัพย์ อินเทอร์เน็ต หรือบัญชีธนาคาร เข้าสู่งานระยะสั้น เช่น งานอีเวนต์ งานแจกใบปลิว งานถือป้าย หรืองานทำความสะอาดบ้านก่อนส่งมอบ พร้อมจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินสด ก่อนต่อยอดสู่การบันทึกประวัติการทำงาน การออม และการเข้าถึงที่อยู่อาศัยในอนาคต
“เราสนใจเรื่องประเด็นสังคมอยู่แล้ว และรู้สึกว่าปัญหาของคนไร้บ้านมีเยอะ เลยอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้สังคมดีขึ้น ช่วยเหลือคนไร้บ้าน ช่วยเหลือกลุ่มประชากรกลุ่มเปราะบางให้เขาสามารถที่จะลุกขึ้นมายืนได้ แต่เราเองก็ไม่ใช่คนมีเงิน ไม่ได้เป็นคนร่ำรวยที่จะบริจาคได้ตลอด เลยมองโมเดลของ Social Enterprise ที่คิดไว้ก่อนหน้านี้นานแล้ว แต่ด้วยระยะเวลา ปัจจัย จังหวะ ทำให้ยังไม่ได้ลงมือทำจริง”
“เราเห็นโครงการ Hack 4 Hope เปิดรับสมัครก็เลยส่งไอเดียเข้าไป ก็คิดว่า ลองพิสูจน์สมมติฐานของเราว่า มันจะได้รับการยอมรับและมีโอกาสเป็นไปได้ไหม ลองให้คนอื่นเขาฟังดู จนสุดท้ายได้เข้าร่วมเป็น 10 ทีมสุดท้าย เลยรู้สึกว่าอย่างน้อยแนวคิดของเราก็มีคนเห็นด้วยในบางส่วน”
เจ้าของแนวคิดยังมองไปในทิศทางต่อไปว่า หากโครงการสามารถเกิดขึ้นได้จริงในอนาคต ก็ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงในกรุงเทพฯ แต่สามารถขยายไปยังจังหวัดต่าง ๆ และต่อยอดสู่กลุ่มเปราะบางอื่น ๆ ได้ เช่น ผู้พิการ อดีตผู้ต้องขัง หรือผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน
ขณะที่รางวัลชนะเลิศอันดับ 2 เป็นของ ทีม ONE FOR ALL โดย นายพีรวิชญ์ อัตโน และนายภูริวัฒน์ บุญกอดแก้ว กับนวัตกรรม “สานสุข” ที่มองปัญหาคนไร้บ้านผ่านอีกมิติสำคัญ นั่นคือการหลุดออกจากระบบสาธารณสุข
“แนวคิดนวัตกรรมสานสุข (SARNSUK) เชื่อมการทำงานระหว่างหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ บ้านพักฟื้น โรงพยาบาล และ NGO เพื่อแก้ปัญหาข้อมูลสุขภาพที่กระจัดกระจายส่งผลให้เคสตกหล่น ขาดยา ขาดนัด ซึ่งระบบจะกำหนดบทบาทผู้ใช้ 5 กลุ่ม ตั้งแต่จิตอาสาลงทะเบียน แพทย์ เภสัชกรพร้อมระบบบริหารคลังยาแบบ FEFO ทีมสุขภาพจิต ไปจนถึงผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ Care Manager ที่ติดตามเคสข้ามหน่วยงานผ่านรหัส SARNSUK ID โดยแชร์ข้อมูลข้ามองค์กรเท่าที่จำเป็นตามหลัก Data Minimization และ PDPA”
สำหรับแผนนำร่อง ทีมวางพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินและบ้านอิ่มใจ พร้อมตั้งเป้าลงทะเบียนผู้ใช้บริการไม่น้อยกว่า 100 ราย
ทีม ONE FOR ALL


