“อย่ารอให้เกิดเหตุ: เห็นสัญญาณ เชื่อมการดูแล สร้างความปลอดภัย สังคมไทยไร้ความรุนแรง”
จากเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็ก เยาวชน รวมไปถึงทางครอบครัวที่รู้สึกเป็นห่วงถึงความปลอดภัยของลูกหลานของตนเอง ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมเข้าช่วยเหลือดูแลร่วมกับภาคีเครือข่ายเด็ก เยาวชน และครอบครัว ผลักดันมาตรการ 3 ด้าน ครอบคลุมครอบครัว โรงเรียนและชุมชน เพื่อลดความรุนแรงและเพิ่มความปลอดภัยให้กับเด็กเยาวชนจากภายในสู่ภายนอก
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายเด็ก เยาวชน และครอบครัว ได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “อย่ารอให้เกิดเหตุ: เห็นสัญญาณ เชื่อมการดูแล สร้างความปลอดภัย สังคมไทยไร้ความรุนแรง” เดินหน้าร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เสนอแนวทางการป้องกันความรุนแรงต่อเด็กเยาวชนและครอบครัว พร้อมออกแบบระบบที่สามารถเชื่อมต่อความช่วยเหลือต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความรุนแรงในสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวถึงวิกฤตความรุนแรงในเด็กและเยาวชน คือวิกฤตซ่อนเร้นที่เกิดจากสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำ ทำให้เด็กเยาวชนมีความแตกต่างจนสร้างความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาสู่สังคมภายนอก ซึ่งการแก้ไขปัญหาความรุนแรงนั้นจะต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่ดีในการสอนเด็กและเยาวชนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะด้านสภาพจิตใจที่จะมีผลต่อการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต สสส. และภาคีเครือข่ายได้มีแผนดำเนินงานขับเคลื่อนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อป้องกันปัญหาความรุนแรงและดูแลความปลอดภัยในโรงเรียน จึงนำเสนอนโยบายต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งส่งเสริมประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ “1.การขับเคลื่อนมาตรการสร้างระบบนิเวศที่ปลอดภัย 3 ด้าน”
1.ด้านครอบครัว ช่วยเพิ่มทักษะภายในครอบครัวเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยภายในบ้าน สังเกตสัญญาณเสี่ยง และรู้จักวิธีรับมือเมื่อลูกถูกกลั่นแกล้ง
2.ด้านโรงเรียน จัดให้มีกิจกรรม Homeroom เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและตรวจสอบนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง พร้อมจัดตั้งทีมครูและนักจิตวิทยาเพื่อคอยให้ความช่วยเหลือ อีกทั้งยังสร้างช่องทางแจ้งเหตุโดยไม่เปิดเผยตัวตน ที่สำคัญคือเมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรง จะต้องใช้การไกล่เกลี่ยแทนการลงโทษ และจัดให้มีฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุวิกฤต
3.ด้านชุมชน ส่งเสริมการจัดตั้งกลไกเฝ้าระวังร่วมกัน ใช้แนวคิด “เลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งหมู่บ้าน” คอยสอดส่อง แจ้งเหตุ และสนับสนุนลานเล่น ลานกีฬา ศิลปะ ดนตรี ในช่วงเวลาหลังเลิกเรียนและวันหยุด
“2.ขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อความปลอดภัย 3 มิติ ป้องกันในสถานศึกษา” ได้นำเสนอนโยบายและวิธีรับมือการป้องกันความรุนแรงในเด็กให้กับทางกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการเพิ่มบุคลากรจิตวิทยา และสร้างแกนนำนักเรียน เพื่อช่วยสอดส่องดูแลเพื่อน การควบคุมภัยไซเบอร์ หรือการดูแลและควบคุมการเข้าถึงข้อมูลเพื่อลดการซึมซับความรุนแรงที่อาจส่งผลต่อเด็กเยาวชนทางออนไลน์ นำเสนอให้รัฐบาลผลักดันกฎหมายกำกับการเข้าถึงสื่อโซเชียลมีเดีย ผนึกกำลังเจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อร่วมกำหนดมาตรการคัดกรองโพสต์ที่สื่อถึงความรุนแรง และพัฒนาช่องทางแจ้งเหตุด่วน (Fast Track) ให้มีการรายงานเจ้าหน้าที่ทันทีเมื่อพบเห็นสัญญาณความเสี่ยง ส่งเสริมศักยภาพองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ร่วมสร้างพื้นที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กและเยาวชนที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวเพิ่มเติมว่า สสส. มีต้นทุนการทำงานที่พร้อมต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายวิชาการและเครือข่ายระดับพื้นที่ กระจายตัวอยู่ใน 200 ตำบล 24 จังหวัดทั่วไทย ผลักดันคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัวในระดับพื้นที่ พร้อมสะท้อนนโยบายให้กับภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมและชุดองค์ความรู้ 146 ชิ้น ครอบคลุมประเด็นสุขภาพจิต ป้องกันความรุนแรง คัดกรองความเสี่ยง และฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทุกภาคส่วนสามารถเข้ามาศึกษาและนำไปปรับใช้กับพื้นที่ได้ “สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ happychild.thaihealth.or.th”
อีกประเด็นที่ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ จิตแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ยังคงกังวลใจทั้งเด็กและเยาวชน ในเรื่องของปัญหาและความเสี่ยงอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาสุขภาพจิต การเสพติดเกม การเสพสื่อความรุนแรง การใช้บุหรี่ไฟฟ้า สารเสพติด การถูกกลั่นแกล้งหรือการถูกบูลลี่ และขาดความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ครอบครัว และคนรอบตัว สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความรุนแรงที่ถูกซ่อนไว้ เปรียบเทียบเหมือน “ภูเขาน้ำแข็ง” ที่ด้านบนเหนือน้ำเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการแสดงอารมณ์และพฤติกรรมความรุนแรงออกมา และการสะสมอารมณ์มากมายเป็นเวลานานเหมือนก้อนน้ำแข็งที่สะสมอยู่ใต้น้ำ
จากการให้ข้อมูลโดย นายฉัตร คำแสง หัวหน้าศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) รายงานว่าผลสำรวจเยาวชน ปี 2568 โดย สสส. และคิด for คิดส์ พบว่าเด็กและเยาวชนไทยเครียดเรื่องการศึกษา และการทำงานเพิ่มขึ้น จากคะแนนประเมินความเครียดที่อยู่ระดับ 3 ในปี 2566 เพิ่มเป็นระดับ 4 ในปี 2568 และเครียดเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวเพิ่มขึ้น จากคะแนนประเมินความเครียดที่อยู่ระดับ 2 ในปี 2566 เพิ่มเป็นระดับ 3 ในปี 2568
ดังนั้น หากจะขับเคลื่อนไม่ให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมซ้ำ ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันฟื้นระบบดูแลช่วยเหลือเด็กให้มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ คือการพัฒนาให้เกิดระบบส่งต่อเมื่อโรงเรียนไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กได้ ซึ่งระบบต้องสามารถคัดกรองและส่งต่อเด็กไปยังผู้เชี่ยวชาญหรือบริการที่เหมาะสม ป้องกันไม่ให้การช่วยเหลือเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อปัญหาถึงขั้นรุนแรงแล้วเท่านั้น
ด้านของภาคีเครือข่ายร่วมกับ สสส. ก็มีบทบาทสำคัญโดย น.ส.ประสพสุข โบราณมูล ผู้ประสานงานเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก ได้อธิบายว่า ได้ขับเคลื่อนนำแนวคิด “เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน” ไปใช้จริงจนสารมารถเยียวยาและพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีคุณภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดเหตุการณ์วิกฤตจากภัยธรรมชาติและฝีมือมนุษย์ ซึ่งสร้างบาดแผลต่อสภาพจิตใจผู้ปกครองและเด็ก นำไปสู่การเกิดความเครียดสะสม จึงขับเคลื่อนแนวคิดพลิกวิกฤตเป็นโอกาสแห่งการพัฒนา เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก เข้าไปมีส่วนร่วมกับทางโรงเรียนและผู้ปกครองใช้การเปิดพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็ก ใช้เวลากับครอบครัว และคนรอบข้าง นำไปสู่การก้าวข้ามผ่านเหตุการณ์ความรุนแรง และกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติโดยเร็ว “สำหรับผู้สนใจการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์สามารถศึกษารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.letsplaymore.org”
ขณะที่คุณฐาณิชชา ลิ้มพานิช นักขับเคลื่อนสังคม และ ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว กล่าวในตอนท้ายว่า ความปลอดภัยของ “เด็ก” ไม่ใช่เรื่องของ “โรงเรียน” เพียงอย่างเดียว ควรให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนกันมากยิ่งขึ้น เพราะสุขภาพจิตถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากต่อการใช้ชีวิตและถือว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากสำหรับเด็กและเยาวชน สิ่งสำคัญที่สุดคือที่พึ่งพาด้านร่างกายและด้านจิตใจอย่าง “ครอบครัว” ที่จะคอยปกป้อง ดูแล สังเกตพฤติกรรมของเด็กได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ คอยเป็นที่ปรึกษที่ดีและคอยอบรมสั่งสอนอย่างถูกต้อง พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมดี ๆ โดยเริ่มจากครอบครัว โรงเรียนและชุมชน เพื่อลดความรุนแรงในเด็กและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชนไทยอย่างยั่งยืนต่อไป


