xs
xsm
sm
md
lg

อย่าปล่อยให้ “ควันบุหรี่” ทำร้ายคนที่คุณรัก ถึงเวลาหรือยัง? ที่จะเปลี่ยนบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไร้ควัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หลายคนมองว่า "บ้าน" เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นที่ ๆ ปลอดภัยที่จะคอยปกป้องสมาชิกทุกคนจากอันตรายภายนอก โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก บ้านคือโลกใบแรกที่พวกเขาจะได้เรียนรู้ เติบโต และใช้ชีวิตอยู่เพื่อให้มีสุขภาพกายและใจที่ดี แต่สำหรับบางครอบครัว บ้านอาจไม่ใช่ที่ปลอดภัย เพียงเพราะมีผู้ใหญ่สูบบุหรี่อยู่ภายในบ้าน ทำให้เด็ก ๆ ต้องจำยอมสูดดมควันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
 
มีข้อมูลสถิติที่น่าตกใจ จากการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. 2564 เผยให้เห็นว่า มีประชากรถึง 6.7 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับควันบุหรี่มือสองในบ้าน ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 3.4 ล้านคนเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้สูบบุหรี่เลยแม้แต่มวนเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ในกลุ่มครัวเรือนที่มีเด็กเล็กวัย 0-5 ปี ทุก ๆ 10 ครัวเรือน จะมีถึง 5 ครัวเรือนที่มีสมาชิกสูบบุหรี่ และ 3 ใน 10 ครัวเรือน เลือกที่จะสูบภายในตัวบ้าน ส่งผลให้เด็กวัยกำลังโตได้รับสารพิษตกค้างไปอย่างเต็มที่

ผลกระทบที่ตามมาไม่ใช่เรื่องไกลตัว ข้อมูลด้านสุขภาพชี้ชัดว่า เด็กร้อยละ 80.4 มีอาการป่วยทางระบบหายใจ เช่น เป็นหวัด ไอ มีน้ำมูก และร้อยละ 3.1 มีอาการรุนแรงถึงขั้นหอบเหนื่อยจนต้องพ่นยา ปัญหานี้จึงก้าวข้ามคำว่าสิทธิส่วนบุคคลไปสู่การลิดรอนสิทธิในการเติบโตอย่างปลอดภัยของเด็ก
 
ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ (มสบ.) สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร, โรงพยาบาลรามาธิบดี, กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสถาบันส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม จึงได้ลุกขึ้นมาตั้งคำถามสำคัญต่อสังคมว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่เราจะร่วมกันเปลี่ยนบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์ให้กับคนที่เรารัก

‘ควันบุหรี่มือสอง’ สถานการณ์โลกและสถานการณ์ที่คนไทยต้องเผชิญ

หากมองย้อนกลับไปในระดับสากล การต่อสู้กับควันบุหรี่ในบ้านไม่ใช่เรื่องใหม่ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ได้สะท้อนภาพให้เห็นว่า การรณรงค์เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 เมื่อมีประกาศทางการแพทย์ยืนยันว่าควันบุหรี่มือสองคือภัยเงียบที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด โรคหลอดเลือดหัวใจ และทำลายสุขภาพเด็ก จากที่สหรัฐอเมริกาไม่เคยมีสถิติบ้านปลอดบุหรี่เลย แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 10 ปี การรณรงค์ในสหรัฐอเมริกาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก มีการขับเคลื่อนทางสังคม โดยเฉพาะรัฐแคลิฟอร์เนียที่มีการควบคุมยาสูบอย่างเข้มแข็ง พบว่ามีอัตราการไม่สูบบุหรี่ในบ้านสูงถึง 70-89% เช่นเดียวกับประเทศออสเตรเลียก็เป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่มีสถิติการสูบบุหรี่ในบ้านลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ทวีปยุโรป อย่างประเทศเยอรมนี อิตาลี หรือโปรตุเกส แม้จะมีอัตราคนสูบบุหรี่สูง แต่ประชาชนกลับมีวัฒนธรรมการไม่สูบในบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความพยายามที่จะไม่ทำร้ายคนในครอบครัวด้วยควันบุหรี่มือสอง เป็นกระแสที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

 


ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย สถานการณ์กลับเต็มไปด้วยความท้าทาย ศ.นพ.ประกิต ชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยยังคงมีข่าวคราวความขัดแย้งเรื่องควันบุหรี่ให้เห็นอยู่เสมอ อย่างช่วงที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้เรื่องควันบุหรี่มือสองถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่กรณีไวรัลที่มีการสูบบุหรี่ในบ้านแล้วควันลอยไปรบกวนเพื่อนบ้าน กรณีคนขับรถสูบบุหรี่แล้วเขี่ยขี้บุหรี่จนสะเก็ดไฟปลิวไปโดนคนขี่รถจักรยานยนต์ การสูบบุหรี่กลางสี่แยกไฟแดงที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ไปจนถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่มีการฝ่าฝืนสูบบุหรี่ในพื้นที่ห้ามสูบ อย่างสถานที่ราชการ เป็นต้น

มีข้อมูลเจาะลึกในครัวเรือนที่มีเด็กเล็กกว่า 9,000 ครัวเรือน ซึ่งพบว่าร้อยละ 61 มีสมาชิกสูบบุหรี่ในบ้าน โดยผู้ที่สูบมากที่สุดคือ "หัวหน้าครอบครัว" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมเชิงอำนาจที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างครอบครัวไทย

ยิ่งไปกว่านั้น การปล่อยให้เด็กเติบโตมาพร้อมกับควันบุหรี่ ยังเป็นการเลียนแบบพฤติกรรมได้ ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า หากเด็กได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน โอกาสที่พวกเขาจะโตขึ้นไปเป็นผู้สูบบุหรี่จะเพิ่มขึ้น 1.4 ถึง 2.1 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กที่อยู่ในบ้านปลอดบุหรี่

"หากเราตั้งกฎห้ามสูบบุหรี่ในบ้านอย่างเด็ดขาด เด็กวัยรุ่นอายุ 12-17 ปี เกือบร้อยละ 80 จะเลือกที่จะไม่สูบบุหรี่ตามไปด้วย การไม่อนุญาตให้มีควันบุหรี่ในบ้าน จะส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการทางความคิดของลูกในอนาคต หากเราปล่อยปละละเลย เด็กจะมีโอกาสติดบุหรี่ถึงร้อยละ 9 แต่ถ้าเรามีกติกาชัดเจน ตัวเลขนี้จะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1.7 เท่านั้น นี่คือเหตุผลสำคัญที่เราพยายามสื่อสารให้พ่อแม่เข้าใจว่า การสูบบุหรี่ในบ้านไม่ได้ทำร้ายแค่สุขภาพกาย แต่ยังทำร้ายอนาคตของลูกด้วย"

“ผมมองว่าบุหรี่คือด่านแรกของยาเสพติด การแก้ปัญหาเด็กติดยาต้องเริ่มจากการป้องกันไม่ให้เด็กสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่เป็นสิ่งเสพติดชนิดแรกที่เด็กเข้าถึงได้ง่ายกว่าแอลกอฮอล์ และพบเห็นได้ทั่วไปทั้งในบ้านและชุมชน ช่วงวัยอันตรายคือ ก่อนอายุ 21 ปี 90% ของการติดบุหรี่เริ่มต้นก่อนอายุ 21 ปี หลายประเทศจึงพยายามเพิ่มอายุขั้นต่ำในการซื้อ หากป้องกันเด็กในช่วงวัยนี้ได้ โอกาสที่จะก้าวไปสู่ยาเสพติดชนิดอื่นก็จะลดลงอย่างมาก”

ภัยเงียบจากควันบุหรี่มือสอง-มือสาม คร่าชีวิตคนในบ้าน
หลายคนอาจคิดว่า แค่เดินออกไปสูบนอกระเบียง หรือพ่นควันไปทางอื่น ก็เพียงพอแล้วที่จะปกป้องคนในบ้าน แต่ในมุมมองทางการแพทย์ ความเชื่อเหล่านั้นคือความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ รศ.พญ.หฤทัย กมลาภรณ์ หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบหายใจ กุมารแพทย์โรคระบบการหายใจ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายถึงภัยร้ายของควันบุหรี่ ว่า แบ่งออกเป็น

"บุหรี่มือหนึ่ง" คือสารพิษที่ผู้สูบรับเข้าไปโดยตรง

"บุหรี่มือสอง" คือควันที่ลอยฟุ้งให้คนรอบข้างสูดดม ซึ่งระดับความปลอดภัยของบุหรี่มือสองนั้นคือ 'ศูนย์' หมายความว่าไม่มีระดับใดเลยที่ปลอดภัย แม้จะได้รับเพียงเล็กน้อยก็เป็นอันตรายได้

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดและมักถูกมองข้ามคือ "บุหรี่มือสาม" มันคือร่องรอยสารเคมีและละอองพิษที่ตกค้างฝังลึกอยู่ตามโซฟา ผ้าม่าน เบาะ พรม ตุ๊กตา หรือแม้แต่บนเส้นผมและเสื้อผ้าของผู้สูบ แม้ควันจะจางหายไปแล้ว แต่สารเคมียังคงอยู่ งานวิจัยพบว่า เมื่อนำผ้าที่ปนเปื้อนควันบุหรี่ไปคลุมหนูทดลองโดยที่หนูไม่ได้สูดดมควันโดยตรง ผลปรากฏว่าพบสารอักเสบเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหลักฐานว่าสารตกค้างนั้นสร้างอันตรายได้จริง


เหตุใดเด็กถึงเสี่ยงที่สุด? คำตอบคือ โครงสร้างร่างกายของเด็กยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ปอดและระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งเด็กมีอัตราการหายใจเร็วกว่าผู้ใหญ่ 2-3 เท่า (ผู้ใหญ่หายใจ 12-20 ครั้งต่อนาที แต่เด็กทารกต่ำกว่า 1 ขวบ หายใจเร็วถึง 40-50 ครั้งต่อนาที) และทุกครั้งที่หายใจ เด็กจะสูดมลพิษเข้าไปมากกว่าผู้ใหญ่ เมื่อเทียบสัดส่วนขนาดปอดต่อน้ำหนักตัว

โดยกลุ่มที่เสี่ยงเป็นพิเศษ คือ เด็กที่เป็นโรคหืด โรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ โรคหัวใจ หรือเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งปอดไม่แข็งแรงอยู่แล้ว เมื่อเจอสารพิษเข้าไปทำลายซ้ำ จะยิ่งอันตรายมาก

ทั้งนี้ผลกระทบทางสุขภาพของเด็กที่เห็นได้ชัดในทันที คือ โรคหลอดลมอักเสบ ปอดบวม หืดกำเริบ หวัดเรื้อรัง และโรคหูชั้นกลางอักเสบ โดยมีปัจจัยเชื่อมโยงคือการมีบิดาสูบบุหรี่ นอกจากนี้ ในเด็กบางรายที่มาด้วยอาการนอนกรน เมื่อตรวจพบว่าต่อมอะดีนอยด์หรือทอนซิลโตจนต้องผ่าตัด สาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากการมีคนในบ้านสูบบุหรี่ และหากผ่าตัดไปแล้วแต่กลับมาเจอควันบุหรี่อีก ต่อมเหล่านี้ก็สามารถงอกใหม่และกลับมาโตได้อีก สำหรับอันตรายขั้นรุนแรง อาจทำให้เด็กทารกเสียชีวิตขณะนอนหลับได้ 


รศ.พญ.หฤทัย กมลาภรณ์ หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบหายใจ กุมารแพทย์โรคระบบการหายใจ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

"หมอเคยเจอเคสที่น่าตกใจมากค่ะ มีพี่ชายแอบสูบบุหรี่ไฟฟ้าในรถยนต์ทิ้งไว้ แล้ววันรุ่งขึ้นคุณแม่ใช้รถคันนั้นไปรับลูกคนเล็กที่เป็นโรคหอบหืด ปรากฏว่าพอน้องขึ้นรถมา อาการหอบก็กำเริบรุนแรงจนต้องหามส่งห้องฉุกเฉินทันที ทั้งที่ไม่ได้มีใครสูบให้เห็นตรงนั้นเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าเลย เด็กเขาเลือกไม่ได้นะคะว่าอยากอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน เขาตกเป็นผู้ถูกเลือกให้มารับความเสี่ยงนี้ ดังนั้น การสร้างพื้นที่ปลอดภัยจึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ทุกคนค่ะ"

เปิดผลสำรวจข้อมูลสถานการณ์การสัมผัสควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กเล็กจากสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน กทม. 8 แห่ง พบว่าเด็กกว่า 43.7% ต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่

ด้าน นายกชกร ศุภกาญจน์ หัวหน้ากลุ่มป้องกันการติดยาเสพติด สำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร
ได้เผยผลสำรวจเด็กเล็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน (Day care) ของ กทม. จำนวน 8 แห่ง ที่สะท้อนภาพความจริงอันน่าตกใจ จากเด็กเล็ก 222 คน มีเด็กถึง 97 คน หรือร้อยละ 43.7 ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่ เมื่อจำแนกตามพฤติกรรมการสูบ พบว่า พ่อ เป็นสมาชิกในบ้านที่สูบบุหรี่มากที่สุดถึง 58.3% รองลงมาคือ ลุง/ป้า 10.8% และปู่/ย่า 9.4% ตามลำดับ และจากการติดตามประวัติการเจ็บป่วยย้อนหลัง 3 เดือน ของเด็กเล็กในกลุ่มที่มีสมาชิกในบ้านสูบบุหรี่ พบว่า เด็กส่วนใหญ่ 80.4% มีอาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ได้แก่ เป็นหวัด มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ และมีเด็กอีก 3.1% มีอาการรุนแรงถึงขั้นหอบเหนื่อย หรือต้องพ่นยา 


“สภาพครอบครัวในเมืองใหญ่ส่วนมากเป็นครอบครัวขยายที่อาศัยรวมกันในพื้นที่แออัด ไม่มีรั้วบ้าน พื้นที่กินข้าว นั่งเล่น และที่นอน มักเป็นบริเวณเดียวกันทั้งหมด การสูบบุหรี่ในบ้านจึงหมายถึงการพ่นควันพิษใส่ครอบครัวโดยตรง หลายครั้งที่ผู้สูบพยายามจะเดินออกไปสูบในตรอกซอกซอย แต่ก็ถูกเพื่อนบ้านร้องเรียนด้วยความรำคาญ ครั้นจะเลิกก็เลิกไม่ได้ สุดท้ายจึงต้องกลับมาสูบเงียบ ๆ ภายในบ้านตัวเอง ทำให้เด็กต้องรับเคราะห์ไปเต็ม ๆ”

“โดยสัดส่วนของผู้ปกครองที่สูบบุหรี่ในบ้านอยู่ที่ร้อยละ 30.9 ส่วนกลุ่มที่สูบบุหรี่แต่ไม่ได้สูบในตัวบ้าน (ซึ่งเด็กก็ยังคงได้รับผลกระทบอยู่) มีร้อยละ 69.1 โจทย์สำคัญคือเราต้องลดตัวเลขกลุ่ม 30.9% ลงให้ได้ เพราะหากไม่ลด โอกาสที่กลุ่ม 69.1% จะเปลี่ยนพฤติกรรมกลับมาสูบในบ้านก็มีสูงมาก เป้าหมายของเราคือการช่วยเหลือทั้งสองกลุ่มให้เข้าสู่กระบวนการบำบัดและเลิกสูบบุหรี่ในที่สุด” 


นายกชกร ศุภกาญจน์ หัวหน้ากลุ่มป้องกันการติดยาเสพติด สำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร

“สิ่งที่ทำให้พวกเรากังวลใจมากที่สุดคือ เด็กในศูนย์ Day care ของเราส่วนใหญ่อยู่ในวัย 2-3 ขวบ ซึ่งเป็นวัยที่เขากำลังจดจำและเรียนรู้พฤติกรรมของคนรอบข้าง ถ้าเขาเห็นควันบุหรี่จนชินตา หากเราไม่รีบตัดวงจรนี้ตั้งแต่ต้น ในอีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อเขาเข้าสู่วัยอยากรู้อยากลอง เขาจะกลายเป็นคนที่เข้าถึงบุหรี่ได้ง่ายที่สุด นี่คือความท้าทายที่เราต้องพยายามเปลี่ยนบ้านของเด็กเล็กให้ปลอดควันบุหรี่ให้ได้ครับ"

เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว กรุงเทพมหานครร่วมกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และภาคีเครือข่าย เร่งขับเคลื่อนข้อเสนอแนะ 3 ด้าน ผ่านโครงการนำร่อง "บ้านเด็กเล็กปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า" ได้แก่ 1. การปรับพฤติกรรมผู้ปกครอง โดยออกแบบกิจกรรมชวนผู้ปกครองเลิกบุหรี่ ร่วมกับคลินิกก้าวใหม่พลัสและโรงพยาบาล ให้บริการคำปรึกษาพร้อมส่งต่อเพื่อการรักษา 2. การรณรงค์เชิงรุก เชื่อมโยงวาระสำคัญ เช่น แคมเปญ "วันพ่อแห่งชาติ" เพื่อใช้ความรักของลูกเป็นแรงจูงใจให้พ่อเลิกบุหรี่ 3. การสร้างแรงจูงใจ จัดกิจกรรม Challenge ยกย่องเชิดชูผู้ปกครองที่เลิกบุหรี่สำเร็จเพื่อเป็นต้นแบบครอบครัวปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 ใน Day Care นำร่องทั้ง 8 แห่ง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และขยายผลความตระหนักรู้จากสถานรับเลี้ยงเด็กไปสู่ระดับครอบครัวและชุมชนต่อไป นายกชกร กล่าว

ควันบุหรี่ในบ้าน = ความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง
ผนึกพลังปิดช่องโหว่กฎหมาย สร้างเกราะคุ้มครองสิทธิสุขภาพคนในครอบครัว


แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายควบคุมยาสูบที่เข้มข้น แต่นายจิระวัฒน์ อยู่สะบาย รองผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้ให้เห็นถึงจุดบอดสำคัญ นั่นคือ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฯ สามารถบังคับใช้ได้ดีในพื้นที่สาธารณะแต่ในเคหสถาน หรือพื้นที่ส่วนบุคคล ข้อจำกัดด้านสิทธิความเป็นส่วนตัวทำให้การแทรกแซงเป็นเรื่องยาก

อย่างไรก็ตาม นายจิระวัฒน์ เสนอว่าเราสามารถอุดช่องโหว่นี้ได้ด้วยการบูรณาการกฎหมาย โดยนำ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 มาปรับใช้ ซึ่งกฎหมายระบุว่า การ กระทำที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย จิตใจ หรือ สุขภาพ ถือเป็นความรุนแรงในครอบครัว

 


จิระวัฒน์ อยู่สะบาย รองผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

“หลายคนมองความรุนแรงในครอบครัวว่าต้องเป็นการตบตีหรือล่วงละเมิดทางเพศ แต่ในประเทศฟิลิปปินส์ถือว่าเรื่องนี้คือความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง สำหรับไทย เรามีกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว (มาตรา 4) ที่ระบุว่า การกระทำที่จงใจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือสุขภาพของคนในครอบครัวให้ถือเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ ควันบุหรี่ก็คือความรุนแรงรูปแบบหนึ่งที่ครอบครัวยัดเยียดให้กับสมาชิกที่ไม่มีสิทธิ์เลือกครับ เวลาเราอยู่สวนสาธารณะแล้วเหม็นควัน เรายังพอเดินหนีได้ แต่ถ้าเป็นในบ้าน สมาชิกในครอบครัวจะหนีไปไหนได้ การสูบบุหรี่จนทำให้คนในบ้านต้องเจ็บป่วย จึงควรเข้าข่ายการทำร้ายสุขภาพและถือเป็นความรุนแรงในครอบครัวตามกฎหมายครับ"

"อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาต้องใช้มาตรการทางสังคมควบคู่ไปด้วย เช่น การสร้างธรรมนูญชุมชนหรือข้อตกลงร่วมกันในหมู่บ้านและคอนโดมิเนียม ท้ายที่สุด มาตรการทางกฎหมายคือการแก้ปัญหาที่ปลายทาง มาตรการต้นทางที่ทรงพลังที่สุดคือ ความรักและความเข้าใจในสุขภาพของคนในครอบครัว หากเรามีความรักที่ดีเป็นเกราะป้องกัน ครอบครัวก็จะปลอดภัย มาร่วมกันสร้างบ้านปลอดภัยจากผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบร่วมกันครับ" นายจิระวัฒน์ กล่าว

 


ด้าน ศ.นพ.ประกิต กล่าวเสริมเพิ่มเติมว่า ควันบุหรี่ ถือเป็นความรุนแรงในครอบครัว เพราะการสูบบุหรี่ในบ้านถือเป็นการทำร้ายร่างกายผู้อื่นด้วยสารพิษ เพียงได้รับควันแค่ 30 วินาที หลอดเลือดก็เกิดการเปลี่ยนแปลง สามารถกระตุ้นอาการหอบหืด หรือทำให้หัวใจวายเฉียบพลันได้ ดังนั้น การทำลายสุขภาพคนในบ้าน จึงเข้าข่ายการทำร้ายร่างกายและถือเป็นความรุนแรงในครอบครัวตามกฎหมาย

สอดคล้องกับความเห็นของ นางชมพูนุท ป้อมป้องศึก หัวหน้ากลุ่มงานเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน 1 สำนักเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มองว่าการบังคับใช้กฎหมายในบ้านเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะผู้สูบมักเป็นเสาหลักหรือผู้มีอำนาจในบ้าน เช่น เป็นคนหาเลี้ยง ขณะที่ผู้รับผลกระทบมักเป็นเด็กหรือผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิงพวกเขา การบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพจริง ๆ จึงอาจทำได้ยากจากความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพิงกันนี้ การแก้ปัญหาในระยะยาวจึงต้องมุ่งไปที่การให้ความรู้และสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ระดับปฐมวัย

"มีอยู่ครั้งหนึ่ง ดิฉันได้คุยกับหลานสาวของช่างก่อสร้างที่มาทำบ้าน วัย 4 ขวบ ดิฉันก็สอนเขาไปตามปกติว่า โตขึ้นอย่าสูบบุหรี่นะลูก มันไม่ดีต่อสุขภาพและเปลืองเงิน ทำให้เรียนไม่เก่งนะ แต่เด็กคนนั้นตอบกลับมาว่า โตขึ้นหนูไม่สูบบุหรี่หรอกค่ะ แต่หนูจะสูบพอตแทน เพราะพอตมันหอม นี่คือเสียงสะท้อนที่น่าตกใจและน่าเป็นห่วงมากจริง ๆ ว่าค่านิยมที่ผิดเพี้ยนมันกำลังซึมลึกไปถึงเด็กเล็กขนาดนี้ ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง ปัญหานี้จะวิกฤตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอนค่ะ"

 


นางชมพูนุท ป้อมป้องศึก หัวหน้ากลุ่มงานเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน 1 สำนักเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

"อยากฝากให้ระบบการศึกษาให้ความสำคัญกับการสอนเรื่องพิษภัยของบุหรี่ทุกชนิดตั้งแต่ระดับปฐมวัยหรือเตรียมอนุบาล เพราะการปลูกฝังความตระหนักรู้ตั้งแต่ยังเด็ก คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด หากปล่อยผ่านไป การป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในอนาคตจะกลายเป็นเรื่องยากมากขึ้น"

พม. พร้อมผลักดัน ‘บ้านปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
คืนเกราะคุ้มครองครอบครัวให้ปลอดภัย


ด้าน นางนัฏญา วรชินา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสถาบันครอบครัว กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้สะท้อนภาพ "ครอบครัวข้ามรุ่น" ที่เด็กต้องอาศัยอยู่กับผู้สูงอายุเพียงลำพัง ซึ่งมีมากถึง 4.47 ล้านครอบครัวทั่วประเทศ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเผชิญวิกฤตนี้มากที่สุด สภาพแวดล้อมที่ขาดการดูแลอย่างใกล้ชิด ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม

“กลไกหลักในการทำงาน เราขับเคลื่อนผ่าน "ศูนย์พัฒนาครอบครัว" ที่มีกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งบริหารจัดการโดยท้องถิ่น (อปท.) และสหวิชาชีพในพื้นที่ โดยทางกรมฯ จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนผ่านเงินอุดหนุน ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านครอบครัว (พ.ศ. 2566-2570) แบ่งออกเป็น 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

• ยุทธศาสตร์ที่ 1 เสริมสร้างสุขภาวะครอบครัวพลังบวก มีการวัดผลด้วยดัชนีมาตรฐานครอบครัวเข้มแข็งจากการประเมิน 75,000 ครอบครัวต่อปี และทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์และส่งเสริมสัมพันธภาพ

• ยุทธศาสตร์ที่ 2 ลดความขัดแย้ง คุ้มครองช่วยเหลือครอบครัวให้ปลอดภัยและมั่นคง เน้นดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยตั้งเป้าให้เคสความรุนแรงทุกเคสต้องได้รับการช่วยเหลือ 100%

• ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างพื้นที่สร้างสรรค์และเครือข่าย สนับสนุนเงินอุดหนุนให้ท้องถิ่นสร้างพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งมองว่าเราสามารถร้อยเรียงและเชื่อมโยงเรื่องบ้านปลอดบุหรี่ เข้าไปในยุทธศาสตร์นี้ได้โดยตรง

• ยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ทางสังคม มุ่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลระดับครอบครัว ให้ตอบโจทย์รูปแบบครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ภาคีเครือข่ายนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้จริง 


นางนัฏญา วรชินา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสถาบันครอบครัว กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

“ในแผนการยกระดับนโยบาย แม้ที่ผ่านมาจะเคยทำ MOU กับ สสส. เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าไว้ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2568 แต่เรายังไม่ได้ขับเคลื่อนลงลึกถึงระดับศูนย์พัฒนาครอบครัว ซึ่งเราจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ โดยจะมีการเสนอโมเดลการทำงานใหม่ และจะผลักดันประเด็น "บ้านปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า" ให้เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของศูนย์ฯ เพิ่มเติมจากภารกิจเดิม โดยเป้าหมายปี พ.ศ. 2570 เราจะเตรียมยกระดับศูนย์พัฒนาครอบครัวที่มีความพร้อมให้เป็นแกนนำนำร่องหลักสูตร ลงไปปฏิบัติจริงในพื้นที่เป้าหมาย 33 พื้นที่ 20 จังหวัด โดยพร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายที่มีโปรแกรมหรือหลักสูตรอยู่แล้ว”

"เรามองเห็นตรงกันว่า การสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในบ้านก็คือความรุนแรงทางสุขภาพรูปแบบหนึ่ง ทางกรมฯ มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะนำประเด็นเรื่องบ้านปลอดบุหรี่เข้าไปร้อยเรียงเป็นส่วนหนึ่ง เพื่อเตรียมผลักดันเป็นนโยบายชาติต่อไป เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างสถาบันครอบครัวไทยให้เข้มแข็งและปลอดภัย"

กลยุทธ์สื่อสารด้วยหัวใจ สู่บ้านปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน
ท้ายที่สุด การจะเปลี่ยนบ้านให้ปลอดควันบุหรี่ ไม่ใช่การใช้กฎหมายข่มขู่หรือการทะเลาะเบาะแว้ง สาดอารมณ์ใส่กัน แต่ต้องขับเคลื่อนด้วยความรัก และความเข้าใจ นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม และประธานเครือข่ายครอบครัวปลอดบุหรี่ ได้เสนอ 6 กลยุทธ์เชิงบวก ที่ครอบครัวสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที ได้แก่
1.ให้เปลี่ยนเป้าหมายจากต้องทำให้เขาเลิกสูบให้ได้ เป็นต้องทำให้บ้านปลอดควันบุหรี่ให้ได้ โฟกัสที่การปกป้องสมาชิกในบ้านก่อน หากเขายังไม่พร้อมเลิก ก็ต้องตกลงกันว่าขอให้ไม่สูบในบริเวณบ้าน
2. ใช้ลูกเป็นเหตุผล แต่ห้ามใช้ลูกเป็นเครื่องมือกดดัน ห้ามใช้คำพูดกดดันว่า "ถ้ารักลูกต้องเลิก" คำพูดนี้เจ็บปวดมาก เพราะเขารักลูก แต่เขายังไม่พร้อมเลิก เราต้องแยกให้ออกระหว่างพฤติกรรมการสูบ กับบทบาทหน้าที่ของการเป็นพ่อแม่
3. ห้ามตำหนิหรือประจานด้วยอารมณ์รุนแรง เพราะการทะเลาะกันทุกครั้งที่เห็นเขาสูบ จะยิ่งทำลายความสัมพันธ์และเพิ่มความเครียดให้ผู้สูบ
4. ให้ผู้สูบมีส่วนร่วมออกแบบกติกา หากไม่สูบในบ้านหรือในรถ จะสามารถไปสูบที่ไหนได้บ้าง
5. ชื่นชมแทนการจับผิด เช่น การเอ่ยปากชมเมื่อเห็นความตั้งใจ เช่น "ดีใจจังเลย วันนี้ไม่เห็นสูบในบ้านเลย ชอบมากเลย ขอบคุณมากนะ"
6. เสนอความช่วยเหลือเพื่อนำไปสู่การเลิกสูบ ซึ่งพบว่าภรรยาหลายคนพร้อมสนับสนุนเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการชงชา เตรียมน้ำมะนาว หรือช่วยนวดผ่อนคลายความเครียด

 


นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม และประธานเครือข่ายครอบครัวปลอดบุหรี่

ด้าน รศ.พญ.หฤทัย ยังเสริมแนวทางปฏิบัติง่าย ๆ ที่ครอบครัวสามารถเลือกทำได้ตั้งแต่วันนี้ เพิ่มเติมว่า หากผู้สูบสัมผัสควันมา ต้องชำระล้างร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ สระผม แปรงฟัน ก่อนที่จะเข้ามาใกล้ชิดลูกหลาน และต้องประกาศให้ในบ้านและในรถให้เป็นเขตปลอดบุหรี่ 100 % รวมถึงไม่สูบในห้องน้ำ ระเบียง ห้องครัว หรือใกล้ประตูหน้าต่าง ที่สำคัญต้องไม่ตำหนิผู้สูบ แต่ชวนกันงดสูบเพื่อคนในบ้าน และให้ความช่วยเหลือเพื่อให้เขาเลิกบุหรี่ได้

ด้าน ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี นักแสดง อดีตนางสาวไทย ประจำปี พ.ศ. 2543 ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ในฐานะผู้มีประสบการณ์ตรงจากอาการแพ้ควันบุหรี่อย่างรุนแรงจนถึงขั้นเข้า ICU ได้ฝากแง่คิดถึงการปลูกฝังเด็ก ๆ ไม่ให้ตกเป็นทาสของค่านิยมที่ผิด ๆ นี้ เพราะมองว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้เสพติดก็มาจากบุหรี่เล็ก ๆ ที่อาจจะเปลี่ยนไปเป็นสารเสพติดอื่น ๆ ที่แรงขึ้นได้

"บุ๋มจะสอนเด็ก ๆ หรือลูกบุญธรรมในมูลนิธิเสมอเลยค่ะว่า การสูบบุหรี่ไม่ได้ทำให้เราดูเท่ขึ้นเลยนะ มีแต่จะทำให้ตัวเราเหม็น บุ๋มจะตั้งคำถามกับเขาว่า สรุปแล้วลูกอยากเป็นคนที่มีเสน่ห์จนใคร ๆ อยากเดินเข้ามาหา หรืออยากเป็นคนที่พอเดินผ่านแล้วมีแต่คนเบือนหน้าหนี ความเท่ที่แท้จริงมันอยู่ที่การทำความดีและสร้างคุณค่าให้ตัวเองต่างหาก ไม่ใช่การมายืนพ่นควันให้ใครเห็นถ้าถอยได้ ค่อย ๆ ถอยให้แม่หน่อยนะ ซึ่งบุ๋มดีใจมากเลยค่ะที่ปีนี้มีลูก ๆ ที่มูลนิธิเดินมาบอกบุ๋มว่า ผมเลิกบุหรี่ได้แล้วนะครับแม่ เราภูมิใจมากที่ได้ยินลูก ๆ พูดแบบนี้”

 


ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี นักแสดง อดีตนางสาวไทย ประจำปี พ.ศ. 2543 ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ

"บุ๋มมองว่าหากเราให้เด็ก ๆ เป็นผู้ส่งเสียงด้วยตัวเอง พลังของการสื่อสารจะยิ่งใหญ่มากค่ะ ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเด็กตัวเล็ก ๆ เดินไปบอกพ่อแม่ว่า 'พ่อขา แม่ขา หนูขอเถอะนะคะ อย่าทำร้ายหนูด้วยควันพวกนี้เลย' เสียงเล็ก ๆ เหล่านี้แหละค่ะที่จะสะกิดให้ผู้ใหญ่รับฟัง และสร้างครอบครัวที่ปลอดบุหรี่ได้"

“ส่วนตัวบุ๋มตั้งใจอย่างยิ่งที่จะทำให้ทั้งบ้านและมูลนิธิเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนรุ่นหลังต่อไปค่ะ”
เมื่อการสูบบุหรี่ในบ้านไม่ใช่เพียงเรื่องสิทธิส่วนบุคคล แต่คือการพ่นควันร้ายทำลายสุขภาพของคนที่รัก ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราทุกคนจะก้าวออกมาสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้บ้านกลับมาเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคนในครอบครัวอย่างแท้จริง

“การสูบบุหรี่ในบ้านไม่ใช่สิทธิส่วนบุคคล แต่เป็นการทำร้ายคนในครอบครัวและเด็ก การทำให้บ้านปลอดบุหรี่มีประโยชน์หลายด้าน ทั้งช่วยให้คนในบ้านไม่ต้องรับควันบุหรี่มือสอง ลดโอกาสลูกติดบุหรี่ ลดปัญหาควันบุหรี่มือสามที่ทำให้เกิดความสกปรกและกลิ่นเหม็น และที่สำคัญ สำหรับตัวผู้สูบเอง หากไม่สูบในบ้าน พวกเขาจะสูบน้อยลงและมีโอกาสเลิกบุหรี่ได้ง่ายขึ้น”

“ปัจจุบันแนวโน้มทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย กำลังเดินหน้าไปสู่การสร้างค่านิยมไม่สูบบุหรี่ภายในบ้าน การเสวนาครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญที่จะแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็น เพื่อหาทางลดการสูบบุหรี่ในบ้านให้ได้มากขึ้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่บ้านต้องปลอดควันบุหรี่ 100%" ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวทิ้งท้าย