xs
xsm
sm
md
lg

สุขภาพคนไทยวิกฤต! สูญเสียปีสุขภาวะ 20.5 ล้านปี NCDs ครองสาเหตุหลัก สสส.-IHPP-ภาคีเครือข่าย เปิดเวทีหาแนวทางลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากรและสิ่งแวดล้อม วิกฤตสุขภาพคนไทยกำลังอยู่ในจุดที่น่ากังวล ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าคนไทยสูญเสียปีสุขภาวะ (DALYs) หรือปีที่ควรจะมีชีวิตอยู่ด้วยสุขภาพที่ดีรวมกันสูงถึง 20.5 ล้านปี โดยมีกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เป็นสาเหตุหลักที่พรากสุขภาพดีไป อีกทั้งยังพบว่าปัญหาเหล่านี้ได้กัดเซาะรากฐานเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุขอย่างรุนแรง

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของเวทีวิชาการภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของไทย ประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “มองอนาคตสุขภาพคนไทยผ่านข้อมูลภาระโรคและปัจจัยเสี่ยง” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) และภาคีเครือข่าย โดยเป้าหมายของงานคือการวิเคราะห์ความท้าทาย แลกเปลี่ยนทิศทางนโยบายเชิงรุก เพื่อค้นหามาตรการที่แม่นยำและตรงจุดในการลดภาระโรค พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบสุขภาพที่เข้มแข็งในระยะยาว

สสส.-IHPP เปิดเวทีวิชาการหาแนวทางลด NCDs และปัจจัยเสี่ยง
ศ.เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศโครงการเสริมสร้างศักยภาพการศึกษาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย ได้เล่าถึงหมุดหมายสำคัญของการเปิดเวทีวิชาการภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของไทย ประจำปี 2569 ว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการศึกษาภาระโรคมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ นับตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งข้อมูลที่จัดเก็บมาทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขสถิติ แต่คือเครื่องมือชิ้นสำคัญในการประเมินสถานการณ์สุขภาพ กำหนดทิศทางนโยบาย และติดตามผลลัพธ์สาธารณสุขของประเทศมาโดยตลอด

“ปัจจุบันไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ทั้งโครงสร้างประชากรที่ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และภาระโรค NCDs ที่พุ่งสูงถึง 70-80% วันนี้เราต้องเผชิญหน้ากับปัจจัยเสี่ยงเดิมควบคู่ไปกับปัจจัยเสี่ยงใหม่ ๆ อย่างบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงปัญหาทางพฤติกรรม สิ่งแวดล้อม และเมตาบอลิก สิ่งเหล่านี้คือโจทย์ท้าทายที่ทำให้คนไทยต้องสูญเสียสุขภาวะก่อนวัยอันควร ดังนั้น ข้อมูลที่ทันสมัยและถูกวิเคราะห์อย่างรอบด้าน จะสร้างประโยชน์มหาศาลในการวางแผนจัดการเชิงรุก ไม่ใช่แค่ในระดับนโยบายประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหน่วยงานในระดับพื้นที่และท้องถิ่นที่ต้องนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง”

ศ.เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์ เน้นย้ำว่า การมีฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเวลา และสะท้อนขนาดของปัญหาที่แท้จริง ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการกำหนดนโยบายและการลงทุนด้านสุขภาพของประเทศ โดยการประชุมวิชาการฯ ในครั้งนี้ ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่กลางในการนำเสนอผลการศึกษาภาระโรค พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ ได้ร่วมกันวิเคราะห์ความท้าทาย เพื่อค้นหามาตรการเชิงนโยบายที่แม่นยำในการลดภาระโรค ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับสุขภาวะของประชากรไทยในที่สุด 


“ผมเชื่อมั่นว่า ถ้าเราถอดรหัสข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างตรงจุด เราจะสามารถลดภาระโรคที่ประเทศกำลังแบกรับอยู่ และนำไปสู่การพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่ครอบคลุม ทั้งด้านการป้องกัน การส่งเสริม การรักษา และการฟื้นฟู ขอขอบคุณ IHPP, สสส. และภาคีเครือข่ายทุกท่านที่ร่วมขับเคลื่อนงานวิชาการนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเวทีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการแปลงผลการศึกษาไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงสุขภาพของคนไทยอย่างยั่งยืน”

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า สสส. พร้อมทำหน้าที่เป็นแกนกลางสานพลังทุกภาคส่วน เพื่อส่งไม้ต่อให้หน่วยงานนโยบายได้นำบิ๊กดาต้านี้ไปใช้เป็นเข็มทิศเชิงรุก ทั้งในด้านการพัฒนานโยบาย การสร้างองค์ความรู้ และการสื่อสารเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมอย่างตรงจุด

 


“การจะพาประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤตโรค NCDs ในครั้งนี้ ลำพังเพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งคงไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ไปจนถึงกลไกในระดับท้องถิ่นและชุมชน ซึ่ง สสส. พร้อมเต็มที่ในการทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการสานพลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์คืนปีสุขภาวะที่แข็งแรง และสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย”

วิกฤตสุขภาพไทยน่าห่วง!
“อ้วน-เหล้า-บุหรี่” ตัวการใหญ่ ทำคนไทยสูญเสียปีสุขภาวะ 20.5 ล้านปี
นางสาวกุลธิดา ราษฎร์ศิริ ผู้แทนคณะวิจัยมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) ได้เปิดเผยผลการศึกษาภาระโรคของประชากรไทย พ.ศ. 2565 ซึ่งฉายภาพวิกฤตสุขภาพที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยในภาพรวมพบว่า คนไทยต้องสูญเสียปีสุขภาวะ หรือปีที่ควรจะมีชีวิตอยู่ด้วยสุขภาพที่ดี รวมกันสูงถึงประมาณ 20.5 ล้านปี DALYs โดยกลุ่มประชากรเพศชายมีอัตราการสูญเสียสูงกว่าเพศหญิงอย่างเห็นได้ชัด และโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ยังคงเป็นภัยร้ายอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมอง ที่ครองแชมป์ความสูญเสียสูงสุด

โดยเมื่อวิเคราะห์การสูญเสียปีสุขภาวะพบว่ามีปัจจัยเสี่ยง 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.ปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการประกอบอาชีพ (มลพิษทางอากาศ 4.9%, ความเสี่ยงจากการประกอบอาชีพ 1.5%) 2. ปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรม (การบริโภคอาหารที่ไม่สมดุล (ไม่เพียงพอ/มากเกินไป) 9.0%, การสูบบุหรี่และยาสูบ 8.9%, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 6.3%) 3. ปัจจัยเสี่ยงด้านเมตาบอลิก (ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน 12.2%, ภาวะความดันโลหิตสูง 10.8%, น้ำตาลกลูโคสในพลาสมาสูง 8.1%, การทำงานของไตบกพร่อง 7.5%) 


“เมื่อเจาะลึกข้อมูลจำแนกตามเพศ ในกลุ่มปัจจัยเสี่ยงด้านเมตาบอลิก พบว่า ประชากรเพศชายสูญเสียปีสุขภาพดีสูงกว่าเพศหญิง เหตุจากการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ขณะที่เพศหญิงจะสูญเสียปีสุขภาพดีจากการบริโภคอาหารที่ไม่เพียงพอหรือมากเกินไป และไม่ออกกำลังกาย”

สำหรับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ แม้ภาพรวมของประเทศจะมีอัตราผู้สูบลดลง แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ จำนวนมวนที่สูบต่อวันกลับเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เพศชายสูญเสียปีสุขภาวะจากการสูบบุหรี่สูงกว่าเพศหญิงถึง 16 เท่า ซึ่งโรคร้ายส่วนใหญ่หนีไม่พ้นกลุ่ม NCDs เช่น โรคมะเร็งและเนื้องอก โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือเรื่อง 'ควันบุหรี่มือสอง' ข้อมูลชี้ชัดว่าเพศหญิงมีความสูญเสียปีสุขภาวะจากควันบุหรี่มือสองในระดับที่ใกล้เคียงกับเพศชาย สะท้อนว่าแม้ผู้หญิงจะสูบบุหรี่น้อยกว่ามาก แต่กลับต้องรับผลกระทบทางสุขภาพอย่างรุนแรงจากการได้รับควันบุหรี่ในบ้านหรือที่ทำงาน และภัยเงียบนี้ยังส่งผลกระทบต่อเด็ก ๆ อย่างรุนแรงอีกด้วย”

 


ขณะที่ปัจจัยจากการดื่มแอลกอฮอล์ พบว่าเพศชายยังคงสูญเสียปีสุขภาวะมากกว่าเพศหญิงถึง 8.5 เท่า โดยความสูญเสียหลักพุ่งเป้าไปที่ อุบัติเหตุและการบาดเจ็บทางถนน

นอกจากนี้ ปัญหามลพิษทางอากาศ (PM2.5) ได้กลายมาเป็นวิกฤตระดับชาติที่ดึงปีสุขภาวะของคนไทยหายไปเกือบ 1 ล้านปี DALYs โดยเพศชายสูญเสียมากกว่าเพศหญิง 1.6 เท่า ข้อมูลที่น่าตกใจคือมีถึง 60 จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศไทยที่มีค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยเกินมาตรฐาน (สูงกว่า 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)

เมื่อนำผลการศึกษาปี 2562 มาเทียบกับปี 2565 พบสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญ นั่นคือ ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน พุ่งกระโดดจากอันดับ 5 ในปี 2562 ขึ้นแท่นมาเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ของคนไทยในปี 2565 โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 51% ของความสูญเสียปีสุขภาวะทั้งหมด

“สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ขยับเขยื้อนร่างกายน้อยลง โดยพบว่าปัญหากิจกรรมทางกายต่ำ (ขาดการออกกำลังกาย/เนือยนิ่ง) ขยับขึ้นจากอันดับ 12 มาอยู่อันดับ 11 แต่มีสัดส่วนความสูญเสีย เพิ่มสูงขึ้นถึง 71% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนชัดเจนว่าคนไทยยุคปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตทางพฤติกรรมสุขภาพที่ขยับตัวน้อยลงและกินอาหารที่ไม่สมดุลอย่างรุนแรง จนกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน”

คนไทย 1 ใน 3 ไม่รู้ตัวว่าป่วย NCDs

ขณะที่ ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เผยข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ 5 แห่งทั่วประเทศ เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงวิกฤตภาระโรค และปัจจัยเสี่ยงที่คนไทยกำลังเผชิญหน้า โดยเฉพาะปัญหาโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา

จากการเปรียบเทียบข้อมูลตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน พบว่าแนวโน้มสุขภาพของคนไทยในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป อยู่ในจุดที่น่ากังวล โดยเฉพาะ "ภาวะอ้วน" ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด

"ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนคนไทยที่มีภาวะอ้วน (BMI ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป) พุ่งสูงขึ้นจาก 28% เป็น 45% ซึ่งหมายความว่าปัจจุบันมีคนไทยเกือบ 27 ล้านคน หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศที่กำลังเผชิญกับภาวะอ้วน ทำให้สิ่งนี้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสุขภาพอันดับหนึ่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่วนโรคเรื้อรังอื่น ๆ ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โรคความดันโลหิตสูงพุ่งเป็น 29% (ราว 17 ล้านคน) โดยผู้สูงอายุ 2 คนจะเป็นโรคนี้ 1 คน ส่วนโรคเบาหวานมีผู้ป่วยแล้ว 6.1 ล้านคน หรือ 10 คน จะเจอคนเป็นเบาหวาน 1 คน นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ไขมันในเลือดสูงเกินเกณฑ์อีกถึง 20% ของประชากร"

“เราพบผู้ป่วยที่เป็นทั้งเบาหวานและความดันร่วมกันถึง 4 ล้านคน ปัญหาใหญ่คือ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยเบาหวาน และเกือบครึ่งของผู้ป่วยความดันไม่รู้ตัวว่าตัวเองป่วย ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มที่เข้ารับการรักษาแล้ว มีผู้ป่วยเบาหวานแค่ 30% และผู้ป่วยความดันแค่ 50% ที่ควบคุมอาการได้ตามเกณฑ์ หากปล่อยไว้จะลุกลามเป็นโรคแทรกซ้อนหนัก เช่น เบาหวานขึ้นตา ไตเสื่อม หลอดเลือดหัวใจและสมอง กระทรวงสาธารณสุขจึงต้องเร่งเดินหน้าตรวจคัดกรองเชิงรุก โดยเฉพาะในคนอายุ 35 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีภาวะอ้วน หรือมีประวัติครอบครัว" 


“สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ แม้แต่ผู้ป่วย NCDs เอง พฤติกรรมการใช้ชีวิตก็แทบไม่เปลี่ยนแปลง การลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย หรือการกินผักผลไม้ยังคงเท่าเดิม นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ระบบสาธารณสุขต้องกลับมาทบทวนระบบการดูแลรักษาและการส่งเสริมสุขภาพกันใหม่ทั้งหมด"

“หากไม่มีการทำงานสร้างเสริมสุขภาพอย่างเป็นระบบและตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพในแต่ละพื้นที่ ในอนาคตไทยจะมีจำนวนคนป่วยจากโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตเพิ่มสูงมากขึ้น ซึ่งการป้องกันที่สำคัญ คือการส่งเสริมให้ประชาชนกินอาหารสุขภาพในปริมาณที่เหมาะสม และสนับสนุนให้ออกกำลังกายอย่างเพียงพอ” ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร กล่าว

ด้าน นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด รักษาการนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ สำนักงานคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำลังเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือโรคไม่ติดต่อ (NCDs) โดยมุ่งสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพควบคู่กับการจัดการปัจจัยเสี่ยงทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน

มาตรการสำคัญ ได้แก่ การผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงอาหารเพื่อสุขภาพในราคาที่เหมาะสม การใช้มาตรการภาษีเพื่อจูงใจผู้ประกอบการปรับสูตรอาหารและเครื่องดื่มให้มีน้ำตาลและโซเดียมลดลง รวมถึงการส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับประชาชน ผู้ป่วย และชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงของโรค NCDs 


พร้อมกันนี้ยังนำกรอบการดำเนินงาน HEARTS ขององค์การอนามัยโลก (WHO) มาใช้เป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและพัฒนาระบบรักษาที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ ควบคู่กับการขับเคลื่อนมาตรการ SHAKE เพื่อลดการบริโภคโซเดียม และสนับสนุนมาตรการภาษีด้านสุขภาพอย่างจริงจัง

ในด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ขับเคลื่อนนโยบายตามกรอบ ACTIVE ของ WHO ซึ่งครอบคลุมการสร้างสังคม สิ่งแวดล้อม ระบบบริการ และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยแนวทางดังกล่าวได้บรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2571-2575

“ที่ผ่านมา กรมอนามัยได้ดำเนินโครงการสำคัญหลายโครงการ อาทิ Active School, Stop Fat Start Fit, ก้าวท้าใจ และ เมืองสุขภาพดี ขณะเดียวกัน กรมควบคุมโรคกำลังผลักดันการนำแนวคิด Lifestyle Medicine หรือเวชศาสตร์วิถีชีวิต เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยไม่ได้จำกัดเพียงการใช้ยา แต่ครอบคลุมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิตอย่างยั่งยืน”

NCDs ไม่ได้หยุดแค่พฤติกรรมการกิน แต่บุหรี่-แอลกอฮอล์ ก็เป็นหนึ่งตัวการสำคัญ
นอกเหนือจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตแล้ว บุหรี่ ยาสูบ ยังคงเป็นตัวการหน้าเดิมที่เปลี่ยนรูปแบบการโจมตีให้สอดรับกับวิถีชีวิตยุคใหม่ ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ยอมรับว่า แม้ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการควบคุมการบริโภคยาสูบตลอด 30 ปีที่ผ่านมา แต่การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า กำลังกลายเป็นความท้าทายครั้งใหม่ที่อาจทำให้ความสำเร็จที่ผ่านมาถอยหลัง

“ในช่วง 15 ปีแรกของการรณรงค์ ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็น Best Practice ด้านการควบคุมยาสูบ สามารถลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้กว่า 4 ล้านคน จากมาตรการสำคัญ ได้แก่ การปรับขึ้นภาษียาสูบ การห้ามโฆษณา การใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ และการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ส่งผลให้จำนวนผู้สูบบุหรี่ลดลงเกือบ 48% ซึ่งหากไม่มีมาตรการควบคุมยาสูบ ประเทศไทยอาจมีผู้สูบบุหรี่ถึง 19 ล้านคน แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 9.8 ล้านคน ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในรูปแบบ Public-Private Partnership (PPP)"

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่ใช้กลยุทธ์การตลาดผ่านสื่อออนไลน์ ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบให้ดึงดูดใจ และข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิด เพื่อมุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชน

รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเยาวชนอายุ 10-19 ปี ใช้บุหรี่ไฟฟ้ากว่า 420,000 คน และมีข้อมูลที่น่าตกใจว่า ปัจจุบันพบเด็กอายุเพียง 7 ปี เริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้าแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงการเข้าถึงผลิตภัณฑ์นิโคตินในกลุ่มเด็กน่าเป็นห่วง


รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวต่ออีกว่า หากต้องการลดภาระโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่เกิดจากการบริโภคยาสูบ ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงนโยบายอย่างจริงจัง โดยเสนอให้ดำเนินการในประเด็นสำคัญ ได้แก่ คงมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า, ผลักดันนโยบาย Nicotine-Free Generation เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากการเสพติดนิโคติน และดำเนินมาตรการตามกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างเข้มข้น

โดยข้อเสนอเพิ่มเติม ได้แก่ การปรับโครงสร้างภาษียาสูบเป็นอัตราเดียว (Single-tier Tax) พร้อมปรับภาษียาเส้นให้ใกล้เคียงกับบุหรี่มวน เพื่อลดการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทน การห้ามจำหน่ายบุหรี่เมนทอล การออกกฎหมายควบคุมการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ที่มุ่งเป้าเด็กและเยาวชน รวมถึงการป้องกันการแทรกแซงนโยบายสาธารณะจากอุตสาหกรรมยาสูบ นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำเทคโนโลยี AI มาใช้พัฒนาระบบแจ้งเบาะแสและปราบปรามบุหรี่เถื่อนอย่างเป็นระบบ พร้อมจัดตั้งกองทุนเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการบริโภคยาสูบ

ไม่ต่างจากปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้าน รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ชี้ให้เห็นว่า สุราสร้างความสูญเสียแก่คนไทยถึง 1.6 แสนล้านบาทต่อปี หรือราวร้อยละ 1.2 ของ GDP ซึ่งต้นทุนก้อนใหญ่นี้มาจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเป็นหลัก ทว่าการขับเคลื่อนนโยบายกลับต้องเผชิญกับแรงเสียดทานทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อรัฐพยายามกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านการขยายวัน เวลา และสถานที่จำหน่ายสุรา

"ปัจจุบันคนไทยยังมีนักดื่มสูงถึง 20-21 ล้านคนหากเทียบในอาเซียนเราอยู่อันดับ 3 แต่ถ้าเทียบเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง เราครองอันดับ 1 แสดงให้เห็นว่ายังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ อีกจุดที่น่าสนใจคือ เมื่อดูข้อมูลย้อนหลัง 20 ปี ราคาแอลกอฮอล์ในไทยเพิ่มขึ้นเพียง 30% เท่านั้น เมื่อเทียบกับพืชผักผลไม้ที่ราคาขึ้นไปกว่า 200% หรือน้ำมันที่ขึ้นเกือบ 100% ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า เรายังสามารถใช้มาตรการเพิ่มราคาแอลกอฮอล์เพื่อควบคุมการบริโภคได้อีก"

 


"ทุกขวดที่ดื่ม มีชีวิตและสุขภาพแลกมาเสมอ คนไทยเสียชีวิตจากแอลกอฮอล์ปีละกว่า 20,000 ราย โดย 3 ใน 4 ของการเสียชีวิตมีแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง สาเหตุอันดับ 1 คืออุบัติเหตุทางถนน รองลงมาคือตับแข็ง ที่น่าตกใจคือคนไทยกว่า 90% ไม่ทราบว่าแอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีปัญหาเหล้ามือสอง คือคนที่ไม่ดื่มเลย แต่ได้รับผลกระทบทางจิตใจและวาจาจากผู้ดื่ม สูงถึง 80%


ในมุมเศรษฐกิจ ความสูญเสียนี้คิดเป็นมูลค่าถึง 1.6 แสนล้านบาทต่อปี"

รศ.ดร.นพ.พลเทพ มองว่า ในอนาคตการควบคุมแอลกอฮอล์จะมีความซับซ้อนมากขึ้น สาเหตุจากการตลาดดิจิทัลและการซื้อผ่านอีคอมเมิร์ซ ทำให้การตรวจสอบอายุผู้ซื้อและเวลาจำหน่ายทำได้ยาก รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่อาจนำไปสู่การขยายวัน เวลา และสถานที่จำหน่าย ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนด้านสุขภาพในระยะยาว ไทยจึงควรใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ขับเคลื่อนนโยบาย 3 ด้าน 1. ทันเกมสื่อ ควบคุมโฆษณาแฝง ตราเสมือน อินฟลูเอนเซอร์ และการตลาดดิจิทัล โดยเฉพาะเนื้อหาที่เข้าถึงเด็กและเยาวชน 2. คุมทุกทางซื้อ กำกับอีคอมเมิร์ซและบริการส่งถึงบ้านให้ยืนยันอายุ ควบคุมเวลาขาย และตรวจสอบย้อนหลังได้ พร้อมกำหนดความรับผิดชอบร่วมของผู้ขาย แพลตฟอร์ม และผู้จัดส่ง 3. เศรษฐกิจไม่แลกสุขภาพ กำหนดให้นโยบายขยายวัน เวลา หรือสถานที่ขาย ต้องประเมินรายได้ควบคู่กับต้นทุนจากอุบัติเหตุ การเจ็บป่วย และการเสียชีวิต รวมทั้งทบทวนมาตรการหากพบว่าความสูญเสียสูงกว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) กล่าว

PM2.5 ภัยเงียบทำลายสุขภาพ สูญเสียเกือบ 1 ล้านปีสุขภาวะ ผู้เชี่ยวชาญชี้ต้องแก้ตามต้นตอแต่ละพื้นที่

ในขณะเดียวกัน มลพิษทางอากาศก็เป็นวิกฤตสุขภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดร.ศักดา ตรีเดช ผู้อำนวยการส่วนนวัตกรรมคุณภาพอากาศและเสียง สังกัด กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า PM2.5 วิกฤตสุขภาพเงียบของไทย สร้างความสูญเสียทางสุขภาพเกือบ 1 ล้านปี DALYs ซึ่งเร่งแก้ตามต้นตอปัญหาในแต่ละพื้นที่ และยังคงเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่สำคัญของประเทศไทย แม้สถานการณ์โดยรวมจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ในหลายพื้นที่ยังคงเผชิญปัญหาเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว

สำหรับสถานการณ์ PM2.5 ของประเทศไทย พบว่าเกิดขึ้นประจำในช่วง พ.ย. - เม.ย. โดยแหล่งกำเนิดมลพิษยังคงเดิม ทั้งการจราจร โรงงานอุตสาหกรรม และการเผาในที่โล่ง แต่เมื่อสภาพอากาศไม่เอื้อต่อการระบายมลพิษ ฝุ่นจึงสะสมจนเกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ปัญหา PM2.5 ยังมีลักษณะแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ทำให้มาตรการแก้ไขต้องสอดคล้องกับแหล่งกำเนิดของมลพิษ โดยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สาเหตุหลักมาจากการจราจรและการเผาไหม้เชื้อเพลิง ขณะที่ 17 จังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสาเหตุสำคัญจากการเผาในที่โล่ง ทั้งการเผาพื้นที่เกษตรและไฟป่า โดยมีข้อมูลปี 2568 ชี้ว่า จังหวัดที่มีจำนวนวันที่คุณภาพอากาศเกินค่ามาตรฐานมากที่สุดกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ภาคใต้ยังคงมีคุณภาพอากาศดีที่สุดของประเทศ


ดร.ศักดา กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดมาตรการแก้ปัญหาแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น การยกระดับมาตรฐานน้ำมันเป็น Euro 5 และการจำกัดการวิ่งของรถบรรทุกในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากภาคคมนาคม ขณะที่ในพื้นที่ภาคเหนือจะเน้นการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร การป้องกันไฟป่า และการลดการเผาในที่โล่ง รวมถึงการประสานความร่วมมือข้ามแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ เมียนมา และ สปป.ลาว เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการติดตามและระบุตำแหน่งจุดความร้อน (Hotspot) ซึ่งเป็นต้นตอของการเกิดไฟป่าและการเผาในที่โล่ง

ผู้อำนวยการส่วนนวัตกรรมคุณภาพอากาศและเสียง สังกัด กรมควบคุมมลพิษ ยังแสดงความกังวลต่อแนวโน้มสภาพอากาศในช่วงปลายปี ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์ เอลนีโญ ที่ทำให้ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งกว่าปกติ ส่งผลให้ความเสี่ยงการเกิดไฟป่าและการเผาในที่โล่งเพิ่มสูงขึ้น และอาจทำให้สถานการณ์ PM2.5 กลับมารุนแรงอีกครั้ง
"เมื่อเกิดสภาพอากาศแห้งแล้ง หากมีการเผาเพียงเล็กน้อยก็สามารถลุกลามเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ได้ ดังนั้นการป้องกันตั้งแต่ต้นทางและการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนในระยะยาว" ผู้อำนวยการส่วนนวัตกรรมคุณภาพอากาศและเสียง สังกัด กรมควบคุมมลพิษ กล่าว

สปสช. กางตัวเลขงบประมาณรักษากลุ่มโรค NCDs
โรคหัวใจและหลอดเลือด - ไตวายเรื้อรัง - มะเร็ง 3 กลุ่มโรคใช้งบประมาณสูงสุด
ด้าน พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ภาระจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) กำลังส่งผลกระทบต่อระบบหลักประกันสุขภาพอย่างชัดเจน โดยแต่ละปีมีผู้ป่วยนอกเข้ารับบริการกว่า 170 ล้านครั้ง ในจำนวนนี้กว่า 120 ล้านครั้ง เป็นผู้ป่วยกลุ่ม NCDs ขณะที่ผู้ป่วยในมีประมาณ 7 ล้านครั้ง และกว่า 80% เป็นผู้ป่วยโรคกลุ่มเดียวกัน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการรักษาผู้ป่วย NCDs เป็นหลัก ปีงบประมาณ 2568 สปสช. ใช้งบดูแลผู้ป่วย NCDs สูงถึง 130,000 ล้านบาท"

นอกจากนี้ ฐานข้อมูลผู้ป่วยที่อยู่ในระบบยังต่ำกว่าความชุกของโรคที่เกิดขึ้นจริง เช่น ผู้ป่วยเบาหวานร่วมกับความดันโลหิตสูงที่อยู่ในระบบมีประมาณ 3.4 ล้านราย ขณะที่ความชุกของโรคอาจสูงถึง 4 ล้านราย สะท้อนว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการรักษา และจะกลายเป็นภาระของระบบสุขภาพในอนาคต


พญ.ลลิตยา กล่าวว่า ภาระค่าใช้จ่ายของ สปสช. กระจุกตัวอยู่ใน 3 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ใช้งบทำหัตถการโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี และงบ Fast Track ค่ารักษาโรคหลอดเลือดสมอง ประมาณ 160,000 ราย อีกกว่า 4,000 ล้านบาท

โรคไตวายเรื้อรัง มีผู้ป่วยในระบบเกือบ 90,000 ราย ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 200,000 บาทต่อคนต่อปี ส่งผลให้อดีตงบที่ตั้งไว้ 13,000 ล้านบาท ในปี 2568 ต้องใช้จริงถึง 17,000 ล้านบาท และคาดว่าปี 2569 จะเพิ่มเกิน 20,000 ล้านบาท (คิดเป็น 12% ของกองทุนหลักประกันสุขภาพทั้งหมด)

โรคมะเร็ง ใช้งบประมาณรักษาปีละประมาณ 8,000 ล้านบาท สำหรับผู้ป่วยใหม่กว่า 130,000 ราย ปัญหาสำคัญคือระบบการส่งต่อยืนยันผลตรวจยังไม่ถึงเป้าหมาย เช่น ตรวจพบความเสี่ยงมะเร็งลำไส้กว่า 100,000 ราย แต่มีเพียง 30% ที่ได้รับการส่องกล้องตรวจยืนยัน


“ปัจจุบันงบประมาณด้านสุขภาพกว่า 90% ยังถูกใช้ไปกับการรักษา ขณะที่งบสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคมีเพียง 10% สปสช. จะปรับกลไกการจ่ายเงินให้เน้นผลลัพธ์มากขึ้น โดยสนับสนุนบริการปฐมภูมิ และพัฒนาฐานข้อมูลประชาชนกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยกลุ่ม Cardio-Renal-Metabolic (CRM) เพื่อส่งข้อมูลสุขภาพกลับให้ประชาชนและหน่วยบริการอย่างเป็นระบบ”
“พร้อมกันนี้ สปสช. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เพื่อสนับสนุนการจัดทำแผนสุขภาพระดับพื้นที่ และส่งเสริมกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละชุมชน”

“สำหรับทิศทางในปี 2570 สปสช. จะสนับสนุนงบประมาณด้านบริการผู้ป่วยนอก การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังผ่านหน่วยบริการปฐมภูมิ พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลประชาชนกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยกลุ่ม Cardio-Renal-Metabolic (CRM) เพื่อส่งข้อมูลสุขภาพกลับให้ประชาชนและหน่วยบริการ โดยเริ่มจากผู้ป่วยเบาหวานผ่านระบบ NHSO UC-Mee Sook ก่อนขยายไปยังโรค NCDs อื่น ๆ”

ชูยุทธศาสตร์ "4 ลด"
สสส. ปรับเกมสู้ NCDs ใช้ข้อมูลเชิงลึก - AI ลดภาระโรค สร้างสุขภาวะยั่งยืน

ด้าน ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ได้เสนอหัวใจสำคัญในการร่วมมือกันขับเคลื่อนมาตรการ 4 ลด"ในระดับนโยบายชาติ ได้แก่ 1. ลดการใช้ยาสูบ 2. ลดการใช้สุราในระดับที่เป็นอันตราย 3. ลดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และ 4. ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง โดยเน้นย้ำว่าต้องดึงหน่วยงานนอกวงการสาธารณสุขเข้ามาร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม


“การแก้ปัญหาโรค NCDs ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการ 4 ลด ได้แก่ 1.ลดการใช้ยาสูบ ขึ้นภาษีและราคายาสูบ บังคับใช้กฎหมายห้ามโฆษณา รณรงค์ให้ประชาชนรู้ถึงพิษภัยของยาสูบ และสนับสนุนการเลิกบุหรี่ระดับประชากร 2.ลดการใช้สุราในระดับที่เป็นอันตราย ขึ้นภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บังคับใช้กฎหมายห้ามโฆษณาหรือจำกัดการโฆษณาผ่านสื่อ และออกกฎหมายจำกัดการเข้าถึงสินค้าแอลกอฮอล์ในร้านขายปลีกผ่านการลดชั่วโมงขาย 3. ลดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ปรับปรุงนโยบายว่าด้วยอาหารและเครื่องดื่มที่ดีขึ้นต่อสุขภาพ กำหนดให้มีฉลากคำเตือนเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลโภชนาการ และขับเคลื่อนนโยบายที่ป้องกันเด็กจากผลทางลบของการตลาดของอาหารและเครื่องดื่ม 4.ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง รณรงค์อย่างต่อเนื่องในระดับประชากร ด้วยตัวอย่างที่ดีที่สุด เพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เชื่อมกับกิจกรรมชุมชน และการทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น เพื่อเอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

“การแก้ปัญหาต้องมองให้ถึงระดับนโยบาย ดึงหน่วยงานนอกวงสาธารณสุขเข้ามามีส่วนร่วม เพราะที่ผ่านมาแม้จะมีนโยบายที่ดี แต่ก็ไม่เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม หัวใจสำคัญคือการปรับนโยบายให้สอดประสานกัน หันมาใช้แนวทางเชิงบวกในการทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพอย่างยั่งยืน"

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพในอนาคตจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการมองปัญหาในภาพรวม ไปสู่การใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และออกแบบมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะข้อมูลภาระโรคที่สะท้อนความสูญเสียปีสุขภาวะ (DALYs) เพื่อช่วยกำหนดเป้าหมายในการลดภาระโรคได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

โดยหน่วยงานด้านวิชาการอย่าง IHPP ควรใช้ฐานข้อมูล การวิจัย มาวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ เพื่อระบุปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของแต่ละพื้นที่ หากสามารถลดปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคไตวายเรื้อรังได้ แม้เพียงร้อยละ 10 ก็อาจช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศได้หลายพันล้านบาท ดังนั้นข้อมูลไม่ควรหยุดอยู่แค่งานวิจัย แต่ต้องถูกนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายและการปฏิบัติจริง


นอกจากนี้ ผู้จัดการกองทุน สสส. ยังเสนอแนวคิดการใช้พลังของชุมชนในการขับเคลื่อนงานสุขภาพ โดยเฉพาะการใช้บทบาทของผู้นำในพื้นที่ เช่น ผู้บริหารสถานประกอบการ ผู้ใหญ่บ้าน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อร่วมกันลดปัจจัยเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ โดยหากแต่ละพื้นที่มีข้อมูลสุขภาพของตนเอง เช่น เป็นตำบลที่มีอัตราการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานสูงที่สุด มีผู้ป่วยมะเร็งปอดสูง หรือมีอัตราผู้ป่วยติดเตียงจากโรคหลอดเลือดสมองสูงที่สุด และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้กับปัจจัยเสี่ยงในพื้นที่ได้ จะทำให้ชุมชนเกิดความตระหนักและร่วมกันแก้ไขปัญหาได้มากขึ้น
“ถ้าถามว่าจะให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างไร? การใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่เราต้องใช้พลังของข้อมูลด้วย ลองจินตนาการว่าถ้าผู้ใหญ่บ้านหรือ อสม. ถือข้อมูลเดินไปบอกลูกบ้านว่า ตำบลของเรามีอัตราคนป่วยสโตรกจนนอนติดเตียงสูงที่สุด เพราะบ้านเรากินเหล้าและสูบบุหรี่จัดที่สุดในจังหวัด เมื่อข้อมูลมันสะท้อนความจริงขนาดนี้ ชุมชนจะเริ่มตระหนักและขยับตัวด้วยตัวเอง”

“สสส. ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และนวัตกรรม จะเดินหน้าสานพลังภาคีเครือข่ายสุขภาพ เร่งพลิกโฉมมาตรการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อลดภาระโรคของประเทศอย่างเร่งด่วน เช่น ผลักดันการบังคับใช้มาตรการเชิงนโยบายเพื่อจัดการภาวะอ้วนและโรคเมตาบอลิกที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพอันดับ 1 ควบคุมปัจจัยเชิงพาณิชย์กำหนดสุขภาพ (CDoH) ยกระดับการแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับบุคคล สร้างต้นแบบนวัตกรรมสุขภาพในระดับพื้นที่ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพแบบมุ่งเป้าและยั่งยืนในระยะยาว”

“ปัญหา NCDs จะไม่ใช่แค่ภารกิจของภาครัฐ แต่จะกลายเป็นวาระร่วมของชุมชนเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน โจทย์สำคัญของ สสส. คือการทำงานแบบใช้ชุมชนเป็นฐานควบคู่กับการพิสูจน์ผลลัพธ์อย่างเป็นระบบ เพราะถ้ามาตรการเหล่านี้สร้างคุณค่าและลดภาระสุขภาพได้จริง หน่วยงานภาครัฐ กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานเชิงนโยบาย เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะได้สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดและจัดทำแผนแม่บทระดับประเทศต่อไปในอนาคต” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวทิ้งท้าย