xs
xsm
sm
md
lg

ไทยเตรียมผลิต "อาหารเลี้ยงเซลล์" ป้อนอุตฯ ATMPs - ยาชีวภาพ ใน 1 ปีครึ่ง อภ.ร่วม 2 บริษัท ประเดิมทุน 105 ล.บาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อภ. - เมดีซ - เครดานฯ ลงนาม MOU ร่วมมือตั้งบริษัทใหม่ "จีพีโอ เมดีซ" ประเดิมทุน 105 ล้านบาท จ่อผลิต "อาหารเลี้ยงเซลล์" ตั้งเป้าภายใน 1 ปีครึ่ง ผลิตป้อนกลุ่มอุตสาหกรรม ATMPs ยาชีวภาพ เผยพัฒนาสูตรร่วมกันแล้วหลายสูตร เล็งหาพื้นที่นิคมฯ ตั้งโรงงานระดับอุตสาหกรรม ตั้งเป้าเป็นฮับในอาเซียน ช่วยลดนำเข้า ทำราคาอาหารเลี้ยงเซลล์ถูกลง 70%

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) เป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือการจัดตั้งบริษัทใหม่ คือ “บริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด” ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง

- องค์การเภสัชกรรม โดย พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในกำกับของกระทรวงสาธารณสุข

- บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE โดย นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป้นธนาคารเซลล์ในประเทศไทย

- บริษัท เครดาน แอสโซซิเอท จำกัด โดยนายปิยวัชร ราชพลสิทธิ์ ประธาน้จ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เครดาน แอสโซซิเอท จำกัด ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินและการลงทุน


นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า ไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ในฐานะศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ (Medical Hub) ด้วยศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ คุณภาพของสถานพยาบาล และความเชื่อมั่นจากผู้ป่วยทั้งในและต่างประเทศ เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไป คือ ยกระดับสู่ประเทศที่สามารถสร้างองค์ความรู้ พัฒนาเทคโนโลยี และเป็นเจ้าของนวัตกรรมทางการแพทย์ของตนเอง โดยหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของอนาคต คือ Advanced Therapy Medicinal Products หรือ ATMPs ซึ่งเป็นการแพทย์ขั้นสูง ครอบคลุมทั้งเซลล์บำบัด ยีนบำบัด และเทคโนโลยีชีวภาพ ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนแนวทางการดูแลรักษาโรคทั่วโลก

"ATMPs ไม่ใช่เพียงนวัตกรรมทางการแพทย์ แต่เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ" นพ.สมฤกษ์กล่าว


นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า การลงทุนด้านเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงในวันนี้ จึงเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เป็นการสร้างรากฐานให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่การเป็น Medical Innovation Hub อย่างแท้จริง และเมื่อภาครัฐกับภาคเอกชนรวมพลังกัน จะสามารถสร้างสิ่งใหม่ ที่ไม่เพียงเกิดประโยชน์ต่อองค์กร แต่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และสร้างอนาคตใหม่ให้กับประเทศ

พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า อภ.มีภารกิจสร้างความมั่นคงด้านยา เวชภัณฑ์ และระบบสาธารณสุขของประเทศมา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ รวมถึงพัฒนาศักยภาพของไทยให้พึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีสุขภาพได้ในระยะยาว ทั้งนี้ เทคโนโลยีชีวภาพและ ATMPs กำลังมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของการรักษาโรค ความร่วมมือนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการต่อยอดขีดความสามารถของไทย จากความเชี่ยวชาญด้านการผลิตยา ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและนวัตกรรมการแพทย์แห่งอนาคต

การผสานจุดแข็งของภาครัฐและเอกชน จะช่วยสร้างระบบนิเวศด้าน Biotechnology ของประเทศ ตั้งแต่การพัฒนา การผลิต จนถึงการใช้ประโยชน์ โดยทุกผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาภายใต้ความร่วมมือนี้ จะต้องผ่านกระบวนการประเมินและรับรองมาตรฐานของ อภ.ทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่ามีคุณภาพ ปลอดภัย และประสิทธิภาพตามมาตรฐาน ก่อนใช้ในระบบสาธารณสุข เพื่อยกระดับมาตรฐานการแพทย์ไทย ลดพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ และเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Innovation Hub ในระดับภูมิภาค


"อุตสาหกรรมวงการแพทย์และรักษาพยาบาลเริ่มเปลี่ยนผ่าน จากใช้ยาเคมีแบบเดิมเป็นการผลิตยาเชิงชีวะ ซึ่งจะใช้พวกเซลล์เป็นตัวผลิตสารตั้งต้น จึงต้องมีการเลี้ยงเซลล์และใช้อาหารเลี้ยง โดยเซลล์ที่เลี้ยงก็สามารถนำไปใช้ได้ทั้งเรื่องของสเต็มเซลล์ หรือผลิตยาบางอย่าง เช่น โมโนโคลนอลแอนติบอดี ก็จะได้ยากลุ่มชีวภาพขึ้นมา" พญ.มิ่งขวัญกล่าว

พญ.มิ่งขวัญกล่าวว่า อภ.อยู่ในธุรกิจผลิตยา จึงมีส่วนร่วมเริ่มธุรกิจตั้งแต่ก่อนต้นน้ำ คือผลิตตัวอาหารมาเพื่อใช้เลี้ยงเซลล์ที่เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาชีวภาพ ถือเป็นครั้งแรกของไทยที่จะสามารถผลิตอาหารเลี้ยงเซลล์ได้ด้วยตนเอง ขณะนี้ อภ.และเมดีซ ที่มีการเลี้ยงเซลล์ เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศอย่างเดียว ราคาค่อนข้างแพง หลังตั้งบริษัทนี้และประกอบกิจการได้ในอีก 1 ปีครึ่งข้างหน้า ราคาของอาหารเลี้ยงเซลล์น่าจะลงมามากกว่า 70% จากที่นำเข้าจากต่างประเทศ และทำให้อุตสาหกรรมการผลิตยาแบบชีวภาพจะเจริญก้าาวหน้ามากขึ้น

นพ.วีรพล เปิดเผยว่า MOU จัดตั้งบริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 105 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโรงงานผลิต Cell Culture Media หรือ น้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์ ตามมาตรฐาน GMP ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรม ATMPs การรักษาด้วยเซลล์และการแพทย์แม่นยำ เพื่อลดพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทานทางการแพทย์ และผลักดันไทยสู่การเป็นฐานการผลิตชีวเวชภัณฑ์ของภูมิภาคเอเชีย โรงงานของ บริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด จะมุ่งเน้นการผลิต Cell Culture Media แบบ Liquid Media มีกำลังการผลิตที่วางแผนไว้ 150,000 ลิตรต่อปี รองรับทั้งความต้องการภายในประเทศและส่งออกสู่ภูมิภาคเอเชีย ช่วยลดต้นทุนการผลิตและการรักษาด้วยเซลล์บำบัดลงประมาณ 30-50% เพิ่มความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานด้านการแพทย์ และสนับสนุนการวิจัย การพัฒนา และการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวเวชภัณฑ์ในประเทศ


"โรงงานผลิตน้ำยาเลี้ยงเซลล์หรืออาหารเลี้ยงเซลล์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุกวันนี้ไม่มี เรานำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด วันนี้เราจะเป็นผู้นำเป็นศูนย์กลางของ ATMPs Hub จริงๆ จังๆ ในอีก 4 ปี ตามนโยบายของสาธารณสุข จะเป็นรากฐานสำคัญ เชื่อว่าไทยสามารถผลิตอากหารเลี้ยงเซลล์ได้ด้วยตนเอง" นพ.วีรพลกล่าว

นพ.วีรพล กล่าวว่า ธนาคารเซลล์ต้องได้มาตรฐาน เพื่อนำต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มี GMP เราต้องได้น้ำยาเลี้ยงเซลล์ที่ได้ GMP รองรับด้วย การที่เราสามารถได้น้ำยาเลี้ยงเซลล์ที่นำไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือคนไข้เกี่ยวกับการฟื้นฟูภาวะความเสื่อมของร่างกายโดยใช้สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ภูมิต้านทานในการต้านมะเร็งหรือ CAR-T Cell หรือเซลล์รากผม ต้องใช้น้ำยาเลี้ยงเซลล์ ถ้าไทยจะเป็นศูนย์ฮับของเด็กหลอดแก้ว เราต้องไปนำเข้าน้ำยาจากต่างประเทศเช่นกัน การผลิตเองก็จะช่วยให้เราเป็นผู้นำอย่างแท้จริงของการเพาะเลี้ยงเซลล์ในภูมิภาค


ด้านนายปิยวัชร กล่าวว่า การเข้าร่วมของ เครตาน แอสโซซิเอท เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนของ Heracle Capital กองทุน Private Equity ที่มุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจด้าน Healthcare และ Longevity มีเป้าหมายสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตและขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูลค่าตลาดของน้ำยาเลี้ยงเซลล์ในเอเชียประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท เราไม่เพียงทำในประเทศเราเอง แต่ยังสามารถส่งออกสินค้าไปให้ประเทศอื่นๆ ในอนาคตด้วย กองทุนจะมาช่วยคิด วิเคราะห์จะไปลงทุนหรือขยายที่ไหนต่ออย่างมีระบบมากขึ้น เชื่อว่าเทคโนโลยีชีวภาพและ ATMPs จะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของอนาคต ที่สามารถสร้างคุณค่าทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความร่วมมือในการจัดตั้ง บริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด เป็นการผสานจุดแข็งของแต่ละองค์กร ทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี มาตรฐาน และเครือข่าย เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล

ถามถึงไทม์ไลน์การเริ่มผลิตน้ำยาเลี้ยงเซลล์เป็นเช่นไร พญ.มิ่งขวัญกล่าวว่า ตอนนี้เราอยู่ในช่วงพัฒนาสูตรร่วมกัน ซึ่งค่อนข้างลงตัวแล้วพอมีการจับมือร่วมกัน ที่เหลือจะเป็นการขยาย Facility ให้เป็นระดับอุตสาหกรรม (Industrial Scale) เพราะตอนนี้ยังเป็น Lab Scale อยู่ คิดว่าเร็วสุดน่าจะประมาณ 1 ปีครึ่ง ช้าไปก็ประมาณ 2 ปีครึ่ง จะผลิตและจำหน่ายได้


ถามว่าจะใช้พื้นที่ไหนในการทำโรงงานผลิต นายปิยวัชรกล่าวว่า เราดูระยะยาวๆ จะใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่มีการจัดสรรดูแลเรียบร้อยแล้ว เพราะมองว่าโอกาสการขยายในอนาคตยังมี ถ้าเราอยู่พื้นที่จำกัด การขยายในอนาคตจะค่อนข้างยาก ทั้งการขนส่งและการขยายอยู่ในนิคมฯ ก็จะดีกว่า เราหาที่แล้วและคิดว่าน่าจะเริ่มกระบวนการก่อสร้างต่างๆ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ภายในปลายปีหน้าหรือต้นปี 2028 น่าจะเป็นไปได้

ถามต่อว่าสูตรที่พัฒนาขึ้นตอนนี้มีจำนวนกี่สูตรแล้ว พญ.มิ่งขวัญกล่าวว่า มีหลายสูตร เพราะแต่ละเซลล์มีความชอบแต่ละสูตรไม่เหมือนกัน ก็ได้มีการพัฒนาร่วมกัน