xs
xsm
sm
md
lg

คืนคุณภาพชีวิตวัยเก๋า! 'ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราช' โชว์ความสำเร็จการดูแลแบบใหม่ ฟื้นฟูร่างกายลดการนอน รพ.ซ้ำได้ 80%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมื่อวันที่ 7 ก.ค. รายการ ชัดเจนเปลี่ยน by สภากาแฟ ออกอากาศทางช่อง News1 ในตอน “ชราติดเตียงจะล้นชุมชน! ประเทศไทย..ทำอย่างไร?” โดยมีนายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที ทำหน้าที่พิธีกร ดำเนินรายการพูดคุยกับ รศ.พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ หัวหน้าหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และ ผศ.พญ.ฐิติมา ว่องวิริยะวงศ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในประเด็นสถานการณ์ผู้สูงอายุและแนวทางรับมือของประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อภาพจำจากการรณรงค์ในอดีตที่ว่า "ลูกมากจะยากจน" ได้ส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างประชากรในยุคปัจจุบัน สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปทำให้จำนวนเด็กเกิดใหม่และคนหนุ่มสาวลดลงอย่างน่าตกใจ จนหลายโรงเรียนต้องถูกปล่อยทิ้งร้าง ในทางกลับกัน ภาพที่เราเห็นจนชินตาในวันนี้คือโรงพยาบาลที่เนืองแน่นไปด้วยผู้เฒ่าผู้แก่ ขณะที่กำลังหลักของชาติและบุคลากรทางการแพทย์ที่จะมาคอยดูแลกลับลดน้อยถอยลง ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวทะลุมาตรฐานสังคมผู้สูงอายุของสหประชาชาติไปแล้ว โดยมีสัดส่วนประชากรวัย 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 22-23% หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 14 ล้านคนคำถามสำคัญที่ท้าทายทุกภาคส่วนในวันนี้คือ เมื่อผู้ชราภาพเริ่มล้นชุมชนและกำลังหลักของชาติไม่เพิ่มขึ้น สังคมไทยจะรับมือกับคลื่นวิกฤตนี้อย่างไร?

เพื่อตอบคำถามและเตรียมความพร้อมระดับประเทศ โรงพยาบาลศิริราชเดินหน้าโมเดลรับมือวิกฤตสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบของประเทศไทย หลังพบสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไปในปัจจุบันทะลุ 22-23% หรือมีจำนวนสูงถึง 14 ล้านคน ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานที่สหประชาชาติกำหนดไว้, ในขณะที่อัตราการเกิดของคนรุ่นใหม่และจำนวนบุคลากรทางการแพทย์กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง, เพื่อแก้ปัญหาและเตรียมความพร้อมระดับประเทศ ศิริราชในฐานะโรงเรียนแพทย์และศูนย์กลางระดับประเทศที่ต้องรับการส่งต่อผู้ป่วยโรคซับซ้อน จึงได้ริเริ่มก่อตั้ง "ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราช" ขึ้น ณ จังหวัดสมุทรสาคร โดยจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่งเกิดจากการที่มีผู้ใจบุญร่วมบริจาคที่ดินเพื่อสนับสนุนให้เกิดพื้นที่ต้นแบบในการดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม

เป้าหมายหลักของโมเดลการดูแลนี้คือการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกและเติมเต็มช่องว่างของระบบสาธารณสุขด้วยการดูแลระยะกลาง (Intermediate Care) หรือที่เรียกว่าการดูแลระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition Care) ซึ่งมุ่งเน้นการฟื้นฟูผู้สูงอายุหลังพ้นภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลันให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านได้อย่างปลอดภัย แม้ในปัจจุบันระบบเบิกจ่ายของรัฐจะครอบคลุมการดูแลระยะกลางเพียง 4 กลุ่มโรคหลัก ทำให้ผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางจำนวนมากตกหล่น แต่ทางคณะแพทย์ได้เร่งทำวิจัยและผลักดันข้อมูลเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีข้อพิสูจน์ทางการแพทย์ที่ชัดเจนแล้วว่าการดูแลระยะเปลี่ยนผ่านสามารถลดอัตราการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำได้สูงถึง 80% และเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกายเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงในระยะยาว

แนวทางของเวชศาสตร์ผู้สูงอายุจะเน้นการดูแลแบบองค์รวม ทั้งมิติสุขภาพกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยแพทย์จะให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบริหารจัดการยา ซึ่งจะทำหน้าที่ประเมิน รวบรวม และวิเคราะห์รายการยาของผู้ป่วยที่อาจเดินทางไปรักษาประปรายกับแพทย์หลายท่านในหลายโรงพยาบาล เพื่อสื่อสารให้ตรงจุดและป้องกันปัญหายาซ้ำซ้อนหรือยาตีกันจนส่งผลเสียต่อร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้น ภารกิจสำคัญของศูนย์ฯ ยังรวมถึงการเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ทั้งการฝึกทักษะที่ถูกต้องให้กับครอบครัวและผู้ดูแล ตลอดจนเปิดกว้างให้บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลระดับจังหวัด และหน่วยงานส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ สามารถเข้ามาศึกษาดูงานเพื่อนำโมเดลการดูแลนี้ไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในชุมชนของตนเองได้อย่างยั่งยืน

ทีมแพทย์ศิริราชได้รณรงค์ให้ประชาชนมองว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข โดยแนะนำให้ทุกคนเริ่มต้นดูแลตนเองอย่างจริงจังตั้งแต่วัยกลางคนในช่วงอายุ 40-60 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาทอง ด้วยการคุมโรคประจำตัวให้ดี ทานโปรตีนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการรากฟันเทียมตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องจากพบว่าเมื่อผู้สูงอายุไม่มีฟันบดเคี้ยว มักจะหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แล้วหันไปทานแต่อาหารจำพวกแป้ง ทำให้ขาดโปรตีนจนเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ การมีฟันที่แข็งแรงจึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของจุดเริ่มต้นสุขภาพที่ดี การสนับสนุนให้เกิดอาหารคุณภาพดีในราคาเข้าถึงง่าย และการเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกษียณอายุแล้วแต่ยังมีศักยภาพได้มีพื้นที่ในการทำงานต่อไป จะเป็นการสร้างรายได้ สร้างความรู้สึกมีคุณค่า และช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีอิสระจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตโดยไม่เป็นภาระของครอบครัวและระบบสาธารณสุขของประเทศ