xs
xsm
sm
md
lg

“K-Engineering World 2026” เปิดบ้านวิศวะลาดกระบัง โชว์นวัตกรรมแห่งอนาคต พร้อมส่ง “รถไฟไทยทำ” สู่รางจริง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. เปิดมหกรรมนวัตกรรม “K-Engineering World 2026” นำเสนอผลงานวิจัยและเทคโนโลยีแห่งอนาคตกว่า 300 ผลงาน พร้อมไฮไลต์การส่งมอบตู้โดยสารต้นแบบ “รถไฟไทยทำ” ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ตอกย้ำศักยภาพงานวิจัยไทยที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริงและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของประเทศ

วันนี้ (3 ก.ค.) คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมจารึกประวัติศาสตร์เทคโนโลยีไทย ส่งมอบตู้โดยสารรถไฟต้นแบบ “รถไฟไทยทำ” ฝีมือคนไทยอย่างเป็นทางการให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พร้อมเปิดฉากมหกรรมนวัตกรรมและการทดสอบสมรรถนะระดับประเทศ “K-Engineering World 2026” อย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 3 - 5 กรกฎาคม 2569 ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. เพื่อโชว์ศักยภาพงานวิจัยไทยที่พร้อมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและสังคมอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้พิธีส่งมอบขบวนรถไฟโดยสารต้นแบบและเปิดงาน K-Engineering World Tour and Competency Challenge 2026 ในวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธี โดยมีนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับมอบขบวนรถต้นแบบ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารภาครัฐและสถาบันการศึกษา นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว., ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภาสถาบัน สจล. และ รองศาสตราจารย์ ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. โดยได้ร่วมเดินทางบนรถไฟเที่ยวพิเศษปฐมฤกษ์ นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนจากสถานีต้นทางหัวลำโพงสู่สถานีรถไฟพระจอมเกล้าเพื่อเปิดงานอย่างเป็นทางการ

ภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีเปิด คณะผู้บริหารได้ร่วมเดินเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยระดับแนวหน้า ซึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ได้นำนวัตกรรมไฮไลต์ที่พร้อมเปลี่ยนอนาคตประเทศมาจัดแสดง ประกอบด้วย งานวิจัยสารหน่วงไฟชนิดออกฤทธิ์ยาวจากเถ้าแกลบ นวัตกรรมเชิงรุกกู้ภัยแล้งฉีดพ่นเคลือบใบไม้แห้งสกัดจากซิลิกาบริสุทธิ์ ลดการลุกลามของไฟป่าได้สูงถึง 83–93% เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5, ระบบตรวจจับพลาสมาบับเบิ้ล ระบบแจ้งเตือนความผิดปกติในชั้นบรรยากาศอวกาศล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัยในการนำร่องอากาศยานและระบบ GPS พร้อมต่อยอดสู่ระบบนำร่องลงจอดอัตโนมัติ (Auto Landing), รถแข่งไฟฟ้าสูตรนักศึกษาขับเคลื่อน 4 ล้อระบบมอเตอร์แยกอิสระ ยานยนต์ต้นแบบ Formula Student EV ด้วยระบบมอเตอร์ล้อ (In-Wheel Motor) สร้างแรงกดอากาศพลศาสตร์ได้ 200 นิวตัน, CiRA Quantum แพลตฟอร์มควอนตัมไฮบริด โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลขั้นสูงเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ดั้งเดิมเข้ากับควอนตัม รองรับระบบความปลอดภัยขั้นสูง (BYOK) และ เครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์บนแผ่นโลหะอัตโนมัติ รุ่นที่ 2 นวัตกรรมเพื่อสังคมระบบคอมพิวเตอร์เข็มพิมพ์เดี่ยว ลดต้นทุนและยกระดับความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลของผู้พิการทางการมองเห็น




ด้านศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เปิดเผยว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม งานวิจัยของมหาวิทยาลัยต้องตอบโจทย์ประเทศและสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็น AI หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เซมิคอนดักเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย”

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมถึงนโยบายการยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ผ่านการสนับสนุนพันธกิจของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดยมุ่งผลักดันให้ประชาชนได้เห็นศักยภาพและสามารถเข้าถึงผลงานวิจัยของนักวิจัยไทยมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำผลงานวิจัยไปต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

 


ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ โครงการความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัม (Quantum) ระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ สจล. ซึ่งเป็นโครงการที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงริเริ่มไว้ โดยความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นต้นแบบของการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยในรูปแบบ "เติมเต็ม ไม่แข่งขัน" กล่าวคือ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมุ่งเน้นการวิจัยพื้นฐานด้านฟิสิกส์ ขณะที่ สจล. จะรับหน้าที่ต่อยอดสู่การพัฒนาแอปพลิเคชัน (Application) เพื่อให้เทคโนโลยีควอนตัมสามารถนำไปใช้งานได้จริง และประชาชนสามารถเข้าถึงประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวได้ในอนาคต

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงจุดแข็งด้านเทคโนโลยีระบบรางของ สจล. ซึ่งภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้าร่วมเยี่ยมชมผลงานวิจัย โดยเห็นว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมร่วมกันสนับสนุนผลงานของนักวิจัยไทย เพื่อต่อยอดสู่การสร้างอาชีพและอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีโทรคมนาคมและดาวเทียม (Telecom & Satellite) ที่มีความร่วมมือกับองค์การนาซา (NASA) การพัฒนาเทคโนโลยี Formula 1 EV รวมถึงระบบประมวลผลภาพ (Image Processing) บนขบวนรถไฟ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยและช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ ภายในงานยังได้จัดกิจกรรมนิทรรศการเปิดบ้าน (Open House) เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนและเยาวชนที่สนใจศึกษาต่อได้เข้ามาเรียนรู้ผลงานวิจัย เทคโนโลยีแห่งอนาคต และความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนช่วยให้ผู้เข้าร่วมมองเห็นแนวทางในการเลือกศึกษาต่อในสาขาที่สอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง และตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนของประเทศในอนาคต


ด้าน ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภาสถาบัน สจล. สะท้อนวิสัยทัศน์ในการยกระดับมหาวิทยาลัยไทยสู่เวทีโลก “สจล. มุ่งพัฒนาไปสู่มหาวิทยาลัยนวัตกรรมระดับโลก โดยมีคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นกำลังสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และสังคม เราเชื่อว่าการพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการพัฒนาคน งาน K-Engineering World Tour and Competency Challenge 2026 จึงเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสงานวิจัยและนวัตกรรมจริง จุดประกายแรงบันดาลใจ และสร้างนักวิจัย นักนวัตกรรม และวิศวกรรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ”

ทั้งนี้นายกสภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยอีกว่า การตรวจเยี่ยมของศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในครั้งนี้ เป็นการติดตามและเยี่ยมชมโครงการต้นแบบที่มุ่งตอบสนองความต้องการของประเทศเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีด้านระบบราง ซึ่ง สจล. มีเป้าหมายผลักดันให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่เพียงบนกระดาษ แต่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ

สำหรับคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวง อว. และร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาโครงการ "รถไฟไทยทำ" โดยบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไว้ในระบบ พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนารถไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการของประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มสัดส่วนเทคโนโลยีและองค์ความรู้ (Content) ที่พัฒนาโดยคนไทยเป็นสำคัญ
ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กล่าวต่อว่า ปรัชญาสำคัญของ สจล. คือ "ความรู้จะพัฒนาได้ต้องลงมือทำจริง" จึงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้ามาเรียนรู้ในพื้นที่เวิร์กชอป (Workshop) และทดลองใช้งานเครื่องมือภายในห้องปฏิบัติการ (Lab) จริง ซึ่งการได้สัมผัสอุปกรณ์และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง จะช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ และส่งผลให้มีเยาวชนและนักเรียนสนใจเข้ามาเรียนรู้กับสถาบันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี


นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ในฐานะแม่งานหลัก เปิดเผยถึงความตั้งใจในการจัดงานครั้งนี้ “เราเชื่อว่าการสร้างวิศวกรที่มีคุณภาพ ต้องเริ่มจากการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเองผ่านประสบการณ์จริง งานครั้งนี้จึงนำห้องปฏิบัติการและนวัตกรรมมาให้ลงมือปฏิบัติ พร้อมเชื่อมโยงกับโครงการ High Caliber Pathways ซึ่งคัดเลือกนักศึกษาโดยมุ่งประเมินสมรรถนะและความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าการวัดผลจากคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว เพื่อสร้างบุคลากรที่พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคต”

ทั้งนี้ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ในฐานะแม่งานหลักเปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า การจัดกิจกรรมเปิดบ้าน (Open House) ควบคู่กับการจัดพื้นที่เวิร์กชอป (Workshop) แบบเต็มรูปแบบในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้ พร้อมทดลองใช้อุปกรณ์และเครื่องมือจริงของคณะทุกประเภท ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ช่วยให้เยาวชนได้ค้นหาศักยภาพของตนเอง และตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในสาขาวิชาที่สอดคล้องกับความสนใจและเป้าหมายในอนาคต ทั้งนี้ แนวทางการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งคณะดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีนักศึกษาสนใจเข้าศึกษาต่อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี พร้อมเป็นการเตรียมกำลังคนคุณภาพเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งาน K-Engineering World Tour and Competency Challenge 2026 ในครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตลอด 3 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 3 - 5 กรกฎาคม 2569 ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. โดยได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นทลายสถิติกว่า 20,000 คนจากทั่วประเทศ ภายในงานอัดแน่นไปด้วย 5 กิจกรรมหลัก อาทิ World Engineering Tour เปิดบ้านชมห้องปฏิบัติการชั้นนำ, World Engineering Talk เสวนาจากวิศวกรตัวจริง และเวทีไฮไลต์อย่าง World Engineering High Caliber Engineering Competency Test เวทีทดสอบความรู้พื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้น ม.4 - ม.6 ซึ่งผู้ที่ทำคะแนนผ่านเกณฑ์และเข้าร่วม Competency Lab จะได้รับสิทธิ์พิเศษและ e-Certificate เพื่อนำไปใช้ยื่นสมัครเข้าศึกษาต่อในรอบ TCAS1 (Portfolio) โครงการใหม่ High Caliber Engineering Competency Test และรอบ TCAS2 ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ได้ทันที

ทั้งนี้ สำหรับ “รถไฟไทยทำ” ที่ส่งมอบในครั้งนี้ คือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมภายใต้นโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ คนไทยต้องได้ก่อน” เป็นตู้โดยสารระดับ Luxury Class ขนาด 25 ที่นั่ง ที่ผ่านการวิ่งทดสอบบนรางจริงมาแล้วกว่า 10,000 กิโลเมตร โครงสร้างตัวรถผลิตจากเหล็กรูปพรรณแบบโมดูลาร์ที่ช่วยลดน้ำหนักลงถึงร้อยละ 22 รองรับความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถทดแทนเทคโนโลยีนำเข้าด้วยการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ สูงถึงร้อยละ 44.1 และช่วยลดต้นทุนต่อตู้ลงได้ราวร้อยละ 30 ซึ่งการรถไฟฯ มีแผนเตรียมนำไปต่อยอดใช้จริงในเส้นทางท่องเที่ยวระยะ 200–500 กิโลเมตร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวต่อไป