สธ. - EACC รุกจัด "คลินิกคุณภาพ" โรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง ให้ได้ 90% ให้ปฐมภูมิลุยคัดกรองเชิงรุก เน้นกลุ่มเสี่ยงสูบบุหรี่ อาชีพเสี่ยงสัมผัสฝุ่นควัน หวังพบผู้ป่วยตั้งแต่ระยะแรก ส่งต่อคลินิกใน รพ.ชุมชน รักษาเร็ว ลดกำเริบซ้ำจนต้องนอน รพ. ควบคู่รักษาแม่นยำ ใช้ Value-Based Healthcare ช่วยหน่วยบริการทำดี ได้เงินเพิ่ม สปสช.ตั้งงบจ่ายออนท็อป 240 กว่าล้านบาท เล็งหารือขยายจัดบริการใน กทม.
เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 ที่โรงแรมเอเชีย กทม. นพ.เกษม ตั้งเกษมสำราญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เขตสุขภาพที่ 13 และ ผอ.สำนักวิชาการสาธารณสุข กล่าวเปิดประชุมวิชาการเครือข่ายคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย (Easy Asthma and COPD Clinic network annual meeting) ครั้งที่ 21 ประจำปีงบประมาณ 2569 ภายใต้แนวคิด “PROACTIVE CARE & VALUE-BASED PRECISION: รุกค้นหา รักษาแม่นยำ สู่ความคุ้มค่าที่ยั่งยืน” ว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ยังคงเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นของประเทศ เนื่องจากเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วย การเข้ารับบริการในห้องฉุกเฉิน การนอนโรงพยาบาล และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ประกอบกับแนวโน้มปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศ PM 2.5 การสูบบุหรี่ และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้แนวโน้มของผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นพ.เกษมกล่าวว่า สธ.ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการจัดการปัญหาโรคดังกล่าว ผ่านกลไกคณะกรรมการ Service Plan สาขาโรคไม่ติดต่อ มีการกำหนดนโยบายมุ่งเน้น การจัดบริการคลินิกคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2569 ตั้งเป้าไว้มากกว่า 90% ซึ่งจะเป็นการบริการสุขภาพโดยเน้นคุณค่า (Value-based Healthcare) ให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่ดี ปรับระบบบริการ “จากการตั้งรับ สู่การทำงานเชิงรุก” และ “จากการรักษาทั่วไป สู่การดูแลที่มีคุณค่า” รวมถึงแนวคิด “PROACTIVE CARE” ที่เน้นการค้นหาและคัดกรองเชิงรุก ติดตามผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับ “PRECISION” หรือการรักษาที่แม่นยำ โดยการขับเคลื่อนการดำเนินงาน “คลินิกคุณภาพ” อย่างเป็นรูปธรรมในทุกระดับบริการ ครอบคลุมมาตรฐานสำคัญ ผ่านระบบบริการที่เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงได้รับการติดตามดูแลต่อเนื่องอย่างทันท่วงที ลดโอกาสการกำเริบซ้ำ พร้อมทั้งขยายการดูแลสู่ระดับชุมชน โดยมีเครือข่ายบริการสุขภาพเป็นฐานสำคัญ ด้วยความร่วมมืออย่างบูรณาการของทุกภาคส่วน จะสามารถขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพไทยให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืนและบรรลุเป้าหมายสำคัญร่วมกัน
รศ.นพ.วัชรา บุญสวัสดิ์ ประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย กล่าวว่า คลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย (EACC) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 21 ปีนี้อยู่ภายใต้แนวคิด "PROACTIVE CARE & VALUE-BASED PRECISION: รุกค้นหา รักษาแม่นยำ สู่ความคุ้มค่าที่ยั่งยืน" สะท้อนถึงวิวัฒนาการและทิศทางสำคัญของเครือข่ายในระยะต่อไป จากจุดเริ่มต้นที่เราพบปัญหาว่า ผู้ป่วยโรคหืดในไทยส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจในการรักษา และใช้เพียงยาบรรเทาอาการเป็นหลัก จึงริเริ่มแนวคิดการสร้างรูปแบบคลินิกที่โรงพยาบาลทุกระดับ สามารถเข้าใจการรักษาโรคหอบหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังได้อย่างง่าย และนำไปดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม จากการดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถเปลี่ยนวิถีการรักษาโรคหืด (Asthma) และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) จากการตั้งรับสู่การดูแลเชิงรุกมากขึ้น เพื่อลดความสูญเสียได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเครือข่ายของเราสามารถลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้านอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลได้ถึง 29% ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐมากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการทำงานเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ ร่วมกับแพทย์อย่างบูรณาการ ส่งผลให้ผลลัพธ์การรักษาดีขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดภาระงานของแพทย์ในโรงพยาบาลระดับอำเภอ
รศ.นพ.วัชรากล่าวว่า แต่จากวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่รุนแรงในหลายพื้นที่ และภาวะ Long COVID ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ เครือข่าย EACC จึงต้องยกระดับยุทธศาสตร์ สู่ Proactive Care (การรุกค้นหา) ด้วยการผลักดันให้ผู้ป่วยเข้าถึงการตรวจสมรรถภาพปอด ด้วยเครื่อง Peak Flow Meter ในระดับปฐมภูมิ เชื่อมโยงผู้ป่วยเข้าสู่คลินิก EACC เพื่อให้สามารถวินิจฉัยผู้ป่วยได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น รักษาได้รวดเร็ว ป้องกันและลดการกำเริบรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับแนวทาง Value-Based Precision การรักษาแม่นยำเพื่อความคุ้มค่า และนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาบูรณาการ ผ่านนวัตกรรมระบบฐานข้อมูลออนไลน์ระดับบุคคลที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข (Health Data Center: HDC) เป้าหมายสูงสุดคือจัดตั้ง "คลินิกคุณภาพ" ภายใต้แนวคิด Value-Based Healthcare คือการทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะโรคสงบ นำไปสู่อัตราการนอนโรงพยาบาลที่เข้าใกล้ศูนย์ โดยต้องอาศัยกลไก Value-Based Payment ซึ่ง สปสช.จะเข้ามาสนับสนุนงบประมาณเชิงป้องกัน เป็นฟันเฟืองสำคัญให้โรงพยาบาลเครือข่าย สามารถจัดบริการคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องและไม่ขาดทุน
ด้าน พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช.มีกลไกการจ่ายเงินแบบมุ่งเน้นคุณค่า หรือ Value-Based Payment (VBP) โดยมีการตั้งงบขาขึ้นในปีงบประมาณ 2570 ประมาณ 240 กว่าล้านบาท เพิ่มจากปี 2569 ที่ตั้งไว้ประมาณ 70 กว่าล้านบาท แต่ต้องหารือว่าถ้าลดแอดมิทได้จริงๆ ในผู้ป่วยในจะมาเสริมอย่างไรให้เกิดการดูแลทั้งหมดให้เป็นระบบมากขึ้น และอาจจะต้องปรับในส่วนของงบประมาณปฐมภูมิมาสนับสนุนด้วยหรือไม่ เพื่อให้เกิดการดูแลที่เชื่อมโยงกันในการลดจำนวนผู้ป่วยใน ทำให้คลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุใดจึงต้องเน้นมาที่เรื่อง Proactive Care รศ.นพ.วัชรากล่าวว่า ปัญหาคือทุกวันนี้เราเจอคนไข้ระยะหลัง เช่น คนไข้สูบบุหรี่ตั้งแต่อายุ 20 ปี สมรรถภาพปอดก็เริ่มเสียไปเรื่อยๆ จนอายุ 40 ปีอาจยังไม่มีปัญหา แต่จะเริ่มมีอาการคือ 60 ปี ที่มีอาการกำเริบมาเข้า รพ. ส่วนใหญ๋ที่รักษาจะเป็นคนไข้เหล่านี้ที่สมรรถภาพปอดเหลลือน้อย การรักษาก็ต้องใส่ยาสารพัด เหมือนโรคเรื้อรังทุกโรคถ้าเรารักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะใช้เงินน้อย คนไข้ก็จะดี ปีนี้จึงอบยากให้มีการคัดกรองเพิ่มขึ้น แต่กว่าจะเห็นผลต้องรออีกหลายปี เพราะคนไข้เหล่านี้ที่เข้ามาในระบบ ถ้าเราไม่ทำอะไรในอีก 5-10 ปี ก็จะทำให้ยอดมันขึ้นไปอีก ซึ่งที่ผ่านมายังไม่ค่อยได้รับคัดกรองเชิงรุก
ถามถึงแนวทางคัดกรองเชิงรุกและกลุ่มที่จะคัดกรองคือกลุ่มใดบ้าง รศ.นพ.วัชรากล่าวว่า คือมีปัจจัยเสี่ยงพวกควันบุหรี่ หรืออาชีพที่ต้องสัมผัสพวกควันต่างๆ คำถามคัดกรองก็จะถามปัจจัยเสี่ยงคือบุหรี่ มีอาชีพที่เสี่ยงไหม มีอาการไอ หายใจเสียงวีด แล้ววัดสมรรถภาพปอดอย่างง่าย ที่มีอุปกรณ์อย่างง่ายคือ Peak Flow Meter ที่ราคาถูก เป่าเพียง 2-3 ทีก็จะทราบว่าใครเสี่ยง เมื่อปฐมภูมิ อสม.คัดกรอง ถ้ามีความเสี่ยงก็ส่งมา รพ.ชุมชน มาเป่าเครื่องที่ตรวจอย่างละเอียดจะทำให้คัดกรองได้เยอะ ไม่ต้องไปทำงานเยอะ คือทำง่ายแต่ได้ผลเยอะ
พญ.ลลิตากล่าวว่า บริการเชิงรุกเป็นบทบาทของ อสม.และ รพ.สต. ปฐมภูมิก็จะคัดกรองภาวะเสี่ยงในส่วนของโรคหืดและ COPD ซึ่งมีคำถามประมาณ 4 ข้อ ทำอย่างไรจะเติมให้ อสม. รพ.สต.สามารถคัดกรองได้ และอุปกรณ์ที่ต้องมาช่วยคัดกรองต้องมาจัดในระบบและออกแบบว่าจะจัดสรรงบประมาณอย่างไร และจากการเชื่อมคลินิก EACC ที่อยู่ใน รพ.ชุมชน รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป จะเชื่อมอย่างไร รวมถึงคนไข้เข้ามา รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป แล้วต้องส่งกลับ รพ.ชุมชนจะเชื่อมโยงอย่างไร สธ.จะเป็นหลักในการออกแบบระบบบริการ สปสช.จะมาดูว่าภายใต้งบประมาณที่เกี่ยวข้องจะมาออกแบบอย่างไรให้เสริมให้ระบบบริการมีความเข้มแข็ง ผลลัพธ์ให้พบคนไข้ในระยะแรก ไม่มีอาการกำเริบมาที่ห้องฉุกเฉิน
ถามถึงความสำคัญของการใช้การแพทย์แม่นยำ Precision ช่วยในการดูแลรักษาโรคหืดและ COPD อย่างไร รศ.นพ.วัชรากล่าวว่า โรคหืดและ COPD มีความต่างในเรื่องของการใช้ยา โดยโรคหืดจะใช้ยาสเตียรอยด์พ่นเป็นหลัก คนไข้ COPD จะใช้สเตียรอยด์เมื่ออาการกำเริบ การรักษาอย่างแม่นยำก็จะช่วยไม่ให้เปลืองยาโดยไม่จำเป็น หากวินิจฉัยยคลุมเครือก็อาจไม่ได้ผลเต็มที่
ถามว่า ผลลัพธ์ของการใช้ Value-Based Healthcare ช่วยลดค่าใช้จ่ายและมีความคุ้มค่าคุ้มทุนอย่างไร รศ.นพ.วัชรากล่าวว่า เนื่องจาก Value-Based Healthcare เพิ่งมาแค่ปีเดียวจึงยังไม่เห็นผล เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้หลายคนยังไม่ทราบ เชื่อว่าจะเห็นผลในปีหน้า
ถามต่อว่า หน่วยบริการสะท้อนถึงการจ่ายแบบ Value-Based Healthcare อย่างไร ช่วยลดขาดทุนได้จริงหรือไม่ รศ.นพ.วัชรากล่าวว่า เงินที่จ่ายค่อนข้างจะน้อย แต่อย่างน้อยให้มองเห็นว่า หลักการจ่ายแบบเดิมคือเหมาจ่าย รักษษที่ OPD เหมาจ่าย ถ้าแอดมิทไปเบิกจ่ายตาม DRGs เพราะฉะนั้น รพ.ไหนที่รักษาดี ต้องใช้แรงงานคน ใช้ยา ลงทุนเยอะ ถ้าเหมาหัวเท่า รพ.ที่รักษาธรรมดา เมื่อกระตุ้นให้รักษาดีๆ เขาก็มีเรื่องขาดทุนที่เป้นปัญหาอยู่ก็จะยาก แต่ Value-Based Healthcare คือ รพ.ไหนรักษาดีควรได้เงินตอบแทนกลับคืนมา จะไม่ได้ขาดทุนมาก เงินก็จะมาชดเชยทำให้มีกำลังใจขึ้นมาว่าทำดี ไม่ได้ขาดทุน เพราะหากทำดีแล้วขาดทุนก็จะไม่ไหว Value-Based Healthcare จะเป้นกุญแจหลักในการรักษาโรค การจ่ายเงินต้องสอดคล้องและซื้อผลลัพธ์ที่ดี ไม่ใช่แค่เหมาจ่าย
เมื่อถามถึงชุมชนเมืองอย่าง กทม.จะมีการจัดบริการเครือข่าย EACC เพิ่มเติมอย่างไร เพราะบริบทต่างจากในภูมิภาค นพ.เกษมกล่าวว่า กทม.มีการจัดบริการทางการแพทย์ในหลายสังกัด ทั้งมหาวิทยาลัย กทม. สธ. และ รพ.เอกชน ส่วนปฐมภูมิก็มีคลินิกชุมชนอบอุ่น ซึ่ง กทม.จะมีคณะกรรมการชุดหนึ่งดูแลโรค NCDs คงต้องมาคุยรายละเอียดว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร โดยจะนำระบบที่เราขับเคลื่อนในภูมิภาคทั้งหมดที่เห็นผลว่า จากการนำคลินิกคุณภาพมาใช้ คนไข้ได้รับดูแลดีขึ้น ลดการแอดมิทซ้ำจะช่วยให้ กทม.สามารถดูแลคนไข้ได้


