การเรียนรู้ในยุคศตวรรษที่ 21 ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่กระดานดำหรือตำราเล่มหนาอีกต่อไป เมื่อโลกหมุนไปด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทักษะด้าน STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ
ด้วยเหตุนี้ ปตท. จึงจับมือกับโรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) เดินหน้าสานต่อโครงการ “ STEM Project Camp 2026” ค่ายวิทยาศาสตร์สุดเข้มข้นที่เปลี่ยนนิยามการเรียนรู้แบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นการลงมือทำจริงผ่านประสบการณ์ 5 วัน 4 คืน ณ จังหวัดระยอง โดยมุ่งเน้นการบ่มเพาะเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและครูผู้สอนจากโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ให้เข้าถึงองค์ความรู้ระดับสากล เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อการทำโครงงาน และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในเวทีโลก
มากกว่าทักษะวิชาการ: การสร้าง Soft Skills และแรงบันดาลใจผ่านกระบวนการสะเต็ม
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่การเป็นสถานศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมีภารกิจสำคัญในการเป็น “พี่เลี้ยง” เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษา โครงการ STEM Project Camp จึงถูกออกแบบมาให้เป็นพื้นที่แห่งการ “ค้นหาตัวเอง” โดยใช้โครงงานสะเต็มเป็นตัวนำทาง กิจกรรมภายในค่ายมีความหลากหลาย ตั้งแต่การปูพื้นฐานเรื่องความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ (Laboratory Safety) ไปจนถึงการทำเวิร์กชอปที่เข้มข้น
นักเรียนที่เข้าร่วมจะได้รับโจทย์ที่ท้าทายความสามารถ ซึ่งต้องอาศัยทักษะการคิดวิเคราะห์ การวางแผนอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญที่สุดคือ การทำงานเป็นทีม กระบวนการนี้ช่วยพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่จำเป็นต่อโลกการทำงานในอนาคต เช่น ภาวะผู้นำ การติดต่อประสานงาน และความรับผิดชอบต่อสังคม
นอกจากนี้ นักเรียนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์เองก็ได้ฝึกฝนทักษะการบริหารจัดการจากการร่วมจัดกิจกรรม ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเพื่อนต่างโรงเรียนในบรรยากาศที่เป็นมิตรและสร้างสรรค์
เสียงสะท้อนจากนักเรียน: โอกาสที่เปลี่ยนชีวิตและมุมมองต่อวิทยาศาสตร์
ความน่าสนใจของโครงการนี้คือการเปิดประตูรับ “โรงเรียนชายขอบ” หรือโรงเรียนในระดับอำเภอและตำบลที่อาจขาดแคลนทรัพยากรด้านเครื่องมือวิทยาศาตร์ที่ทันสมัย การได้เข้ามาสัมผัสห้องแล็บจริงและได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เด็ก ๆ หลายคนค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของตนเอง
ตัวแทนนักเรียนจากโรงเรียนขุนยวมวิทยา จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ถ่ายทอดความประทับใจไว้อย่างน่าสนใจว่า การมาเข้าร่วมโครงการนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโรงเรียนของพวกเขายังมีเรื่องที่เกี่ยวกับ STEM ไม่มากพอ โครงการนี้จึงเป็นการเติมเต็มความรู้ด้าน STEM ได้เป็นอย่างดี
“พวกหนูรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากค่ะที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ เพราะได้เข้ามาพบเจอกับเพื่อน ๆ ใหม่ ๆ และด้วยความที่ระยะเวลามีจำกัด ก็ดูเหมือนกับว่าจะเป็นการ Challenge ตัวเองด้วยค่ะ ในช่วงเช้าเราได้ทำความรู้จักกับเพื่อน ๆ คนอื่น และทำให้ตัวเองรู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น ได้แลกเปลี่ยนความคิดประสบการณ์ ส่วนในช่วงบ่ายเราก็ได้ลงห้องแล็บ เราต้องวางแผนกันอย่างดีมาก ๆ ค่ะว่าจะสามารถทำโครงงานให้สำเร็จภายใน 1 วันครึ่งได้ยังไง บางทีเราก็จะเจอปัญหาค่ะ ซึ่งเราก็จะต้องแก้ไขปัญหา หันหน้ามาคุยกันว่าจะแก้ยังไง หรือต้องตัดส่วนไหนไปบ้าง ซึ่งมันจะทำให้เราได้ทำงานเป็นทีม” น้อง ๆ นักเรียนจากจากโรงเรียนขุนยวมวิทยา บอกเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
นอกจากนี้ นักเรียนจากโรงเรียนเขมราฐพิทยาคม จังหวัดอุบลราชธานี ยังได้กล่าวถึงความท้าทายในการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ว่า...
“หนูชอบการเขียนโปรแกรมสุดค่ะ ซึ่งหนูรู้สึกว่าหนูไม่ค่อยถนัดแล้วก็ไม่ค่อยเข้ามือเท่าไหร่ แต่รู้สึกว่าเป็นการศึกษาที่สามารถนำไปใช้ได้ในหลาย ๆ ด้านเลยค่ะ... สำหรับโครงการที่หนูเข้าร่วมในครั้งนี้ ก็เป็นการพัฒนาทักษะในการทำโครงงาน ซึ่งหนูก็รู้สึกว่าการทำโครงงาน ไม่ว่าจะเป็นโครงงานในด้านไหน มันสามารถนำไปพัฒนาแล้วก็ต่อยอดได้ทุกด้านเลยค่ะ”
พลิกบทบาทครู สู่ “โค้ช” มือโปร: การยกระดับการสอนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ความสำเร็จที่ยั่งยืนของโครงการไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตัวนักเรียน แต่ยังรวมถึงการพัฒนาศักยภาพของครูผู้สอน โครงการได้จัดกิจกรรมเฉพาะทางเพื่อให้ครูได้ปรับทัศนคติและพัฒนาทักษะการเป็นที่ปรึกษาโครงงาน (Mentor) ที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นให้ครูสามารถส่งเสริมให้นักเรียนริเริ่มไอเดียได้ด้วยตนเอง และรู้จักใช้เครื่องมือสมัยใหม่ในการสืบค้นข้อมูล
ตัวแทนคุณครูทรงพร อ้วนล่ำ จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการเขลางค์นคร จังหวัดลำปาง ได้แบ่งปันประสบการณ์การเรียนรู้ที่แปลกใหม่ว่า คุณครูจะได้เข้าร่วมเรียนรู้วิธีการเป็นที่ปรึกษาโครงงาน STEM การค้นคว้าข้อมูลต่างๆ จากฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในปัจจุบัน ว่าเครื่องมือแต่ละประเภทมีความเหมาะสมในการค้นคว้างานวิจัยด้านใดบ้าง
“โปรแกรมที่ชอบเป็นพิเศษก็คือ วันนี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาค่ะ ที่เกี่ยวกับการจดสิทธิบัตรของประเทศไทย ปกติที่โรงเรียนเวลาทำโครงงาน STEM ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งประดิษฐ์หมดเลย บางทีเวลาทำจะมีข้อจำกัดคือ จะไปละเมิดลิขสิทธิ์คนอื่นหรือเปล่า วันนี้ครูก็ได้เรียนรู้วิธีการค้นข้อมูล ดูสิทธิบัตร ว่ามีวิธีการยังไงบ้าง ครูจะนำความรู้ที่ได้รับจากโครงการนี้ไปสอนนักเรียนต่อไปในวิชา IS”
แกะรอยความสำเร็จ 6 ปี พันธกิจปั้นเยาวชนไทยผ่านสะเต็มศึกษา
จากจุดเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2564 โครงการส่งเสริมสะเต็มศึกษา (STEM) ได้เติบโตและสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง หากพิจารณาจากข้อมูลสถิติย้อนหลังจะพบว่า โครงการนี้ได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างแท้จริง โดยสรุปยอดผู้เข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน มีรายละเอียดดังนี้
ในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3) มีครูเข้าร่วม 60 คน นักเรียน 114 คน จากทั้งหมด 30 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 174 คน ต่อมาในปี พ.ศ. 2565 มีครูเข้าร่วม 38 คน นักเรียน 57 คน จาก 15 โรงเรียน รวม 95 คน และในปี พ.ศ. 2566 มีครู 24 คน นักเรียน 36 คน จาก 10 โรงเรียน รวม 60 คน
เมื่อเข้าสู่ปี พ.ศ. 2567 และ 2568 โครงการได้ปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายมาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4) โดยในแต่ละปีมีครูเข้าร่วม 36 คน และนักเรียน 54 คน จากโรงเรียนจำนวน 18 แห่งต่อปี รวมปีละ 90 คน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการนี้ได้สร้างประโยชน์ให้แก่บุคลากรทางการศึกษาไปแล้วถึง 194 คน และพัฒนานักเรียนไปกว่า 315 คน จากโรงเรียนทั่วประเทศรวม 91 แห่ง รวมเป็นจำนวนผู้ที่ได้รับโอกาสสะสมสูงถึง 509 คน
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่สถิติ แต่คือหลักฐานความมุ่งมั่นของกลุ่ม ปตท. ในการ “ส่งต่อโอกาส” และสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเยาวชนไทย เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีและเติบโตเป็นนวัตกรที่จะเปลี่ยนโลกในอนาคตได้อย่างเต็มภาคภูมิ


