รพ.แม่วงก์ โมเดลต้นแบบ บริการทันตกรรม “รากฟันเทียม” บัญชีนวัตกรรมไทย เผยจากปี 2565 ถึงปัจจุบัน ให้บริการใส่รากฟันเทียมผู้ป่วยสิทธิบัตรทองแล้ว 200 ราย มั่นใจคุณภาพและมาตรฐานที่ถูกพัฒนาต่อเนื่อง ช่วยผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยสูญเสียฟันทั้งปาก กลับมารับประทานอาหารได้ เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมเพิ่มทักษะทันตแพทย์จบใหม่ใส่รากฟันเทียม ขณะเดียวกันเป็นการหนุนผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์โดยฝีมือคนไทย ลดค่าใช้จ่าย ลดนำเข้าจากต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 31 มี.ค. นพ.ธีร์สุทธิ ปีตวิบลเสถียร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า โรงพยาบาลแม่วงก์เป็นโรงพยาบาลชุมชนระดับ F2 ขนาด 30 เตียง ให้บริการทั้งผู้ป่วยนอก (OPD) ผู้ป่วยใน (IPD) และมีจุดเด่นด้านบริการทันตกรรม ที่ดำเนินงานภายใต้ “โครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ” อย่างต่อเนื่อง ช่วยผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใส่ฟันเทียมทั้งปาก รวมถึงการทำรากฟันเทียม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมาก
ทั้งนี้ บริการทันตกรรม โดยเฉพาะรากฟันเทียม นอกจากเป็นบริการเข้าถึงได้ยาก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงแล้ว ผู้ป่วยบางส่วนมีความกังวล แต่จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของโรงพยาบาลแม่วงก์ ประกอบกับการสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ได้บรรจุรากฟันเทียมจากบัญชีนวัตกรรมไทยไว้ในสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงบริการนี้ได้มากขึ้น และสร้างความมั่นใจในการรักษา
“ความสำเร็จนี้ เกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย ทั้งความมุ่งมั่นของทีมทันตกรรมโรงพยาบาล การสนับสนุนของ สปสช. และการใช้รากฟันเทียมนวัตกรรมไทยที่ช่วยลดต้นทุน ทำให้โรงพยาบาลแม่วงก์เป็นหนึ่งในหน่วยบริการอันดับต้นๆ ที่ให้บริการฝังรากฟันเทียมจำนวนมากระดับประเทศ ส่งผลให้ประชาชนรับประทานอาหารได้ดีขึ้น ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ผอ.รพ.แม่วงก์ กล่าว
นพ.ธีร์สุทธิ กล่าวต่อว่า การใช้รากฟันเทียมนวัตกรรมนี้ยังเป็นสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ฝีมือคนไทยไทยที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ง่าย ช่วยลดค่าใช้จ่ายของประเทศ อย่างไรก็ดี มองว่าควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะทันตแพทย์ให้มีความเชี่ยวชาญในการใช้อุปกรณ์แต่ละรุ่น เพื่อขยายบริการรากฟันเทียมให้ครอบคลุมประชาชนได้มากยิ่งขึ้น
ทพ.ปรีดา ประทุมมา หัวหน้ากลุ่มงานทันตกรรม โรงพยาบาลแม่วงก์ กล่าวว่า โรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ มานานกว่า 10 ปี ในช่วงแรกมีหน่วยบริการเข้าร่วมไม่มาก โดยแรงจูงใจสำคัญคือการพัฒนาศักยภาพทันตแพทย์รุ่นใหม่ ที่ก่อนหน้านี้ต้องลงทุนเรียนเพิ่มเติมด้วยตนเอง แต่เมื่อมีโครงการที่สนับสนุนอุปกรณ์และองค์ความรู้ ทำให้ทันตแพทย์สามารถฝึกทักษะได้จริงในระบบบริการ และจากประสบการณ์พบว่ารากฟันเทียมนวัตกรรมไทยให้ผลลัพธ์ที่ดีกับผู้ป่วยเกือบทุกราย
ทั้งนี้ รากฟันเทียมของไทยเริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี 2550 โดยรุ่นแรก “ฟันยิ้ม” รองรับผู้ป่วยที่ต้องใส่ฟันปลอมทั้งปาก ต่อมาในปี 2554 พัฒนาเป็นรุ่น “ข้าวอร่อย” และต่อยอดสู่รุ่นปัจจุบัน “PRK” ภายใต้การดูแลของมูลนิธิทันตนวัตกรรม โดยมีการปรับวัสดุส่วนหัวขั้วต่อให้มีความทนทานมากขึ้น
“รากฟันเทียมชุดนี้พัฒนาต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี มีความปลอดภัยสูง ราคาประมาณ 3,300 บาท ขณะที่ของต่างประเทศอยู่ที่ 10,000–15,000 บาท ทำให้คนไทยเข้าถึงได้มากขึ้น อีกทั้งมีอะไหล่รองรับทุกขนาด และจากการติดตามผู้ป่วยที่ใส่มานาน 8–9 ปี ยังสามารถใช้งานได้ดี ช่วยให้เคี้ยวอาหารได้สะดวกและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ทพ.ปรีดา กล่าว
ทั้งนี้ ภายหลังจาก สปสช. ได้บรรจุบริการรากฟันเทียมในชุดสิทธิประโยชน์บัตรทองในปี 2565 โรงพยาบาลแม่วงก์มีผลงานให้บริการผู้ป่วยสิทธิบัตรทองไปแล้วเกือบ 200 คน โดยแบ่งเป็น ปี 2565 จำนวน 28 คน, ปี 2566 จำนวน 84 คน, ปี 2567 จำนวน 55 คน, ปี 2568 จำนวน 21 คน และ ปี 2569 จำนวน 7 คน
ขณะที่ ทพญ.ภัสสราภรณ์ หนูหอม ทันตแพทย์ปฏิบัติการ โรงพยาบาลแม่วงก์ กล่าวว่า รากฟันเทียมที่เป็นนวัตกรรมไทย นอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสเข้าถึงมากขึ้นแล้ว ยังเป็นประโยชน์กับทันตแพทย์เองที่สามารถเรียนรู้ไปพร้อมกับผู้ป่วย ทั้งการฝังรากฟันเทียม การออกแบบฟันปลอม การติดตามผลการรักษา ฯลฯ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ได้ทำงานมาประมาณ 2 ปี ฝังรากฟันเทียมไปแล้วราว 20 ราย พบว่าผู้ป่วยให้ผลตอบรับที่ดีมาก ทุกคนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถทานอาหารบางอย่างที่เดิมเคยทานไม่ได้ เนื่องจากเมื่อมีรากฟันเทียมแล้วจะช่วยให้ยึดฟันปลอมได้แน่น กระชับ ไม่หลวมหลุดออกมา
นางพิมพา อินทศร ผู้รับบริการฝังรากฟันเทียม อายุ 66 ปี กล่าวว่า ตนได้เข้ามารับบริการฝังรากฟันเทียมที่โรงพยาบาลแม่วงก์ ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2567 หลังจากที่ต้องถอนฟันออกทั้งปากเนื่องจากฟันไม่ดี โดยหลังฝังรากฟันเทียมไปแล้ว 3 เดือน จึงสามารถใส่ฟันปลอมได้ ซึ่งการใช้ชีวิตในช่วงที่ไม่มีฟันนั้นยากลำบากมาก ทานได้เฉพาะอาหารอ่อน แต่ถ้าจะต้องไปทำรากฟันเทียมเองตนก็คงไม่สามารถทำได้แน่นอน เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก จึงนับเป็นความโชคดีที่มีโครงการทำรากฟันเทียมให้แบบนี้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำให้ตนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
“มั่นใจในรากฟันเทียมของคนไทยว่ามีมาตรฐาน ประสิทธิภาพดี เพราะตั้งแต่ใส่มาก็ยังแข็งแรง ไม่มีหลุด ใส่สบายไม่เจ็บ เคี้ยวอะไรได้ปกติดีมาก แต่เราก็ต้องหมั่นคอยดูแลทำความสะอาดให้ดี ซึ่งไม่ได้ยาก ส่วนหมอกับผู้ช่วยที่นี่เขาก็ดูแลดีมาก คอยติดตามอยู่เสมอ จากทีแรกก็กลัวมาก กลัวว่าจะเจ็บ แต่พอทำไปแล้ว ก็ได้กลับไปชวนเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันให้มาทำที่นี่หลายคนแล้ว แต่ถ้าจะต้องไปทำเองคงเป็นไปไม่ได้ ไม่มีเงิน เพราะรากฟันเทียมจะแพงมาก” นางพิมพา กล่าว
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันคนไทยจะมีอายุยืนขึ้น แต่หากคุณภาพชีวิตไม่ดี โดยเฉพาะการไม่สามารถรับประทานอาหารได้อย่างเหมาะสม ก็ย่อมส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม ดังนั้นสุขภาพช่องปากจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการใส่ฟันปลอมทั้งปากและการฝังรากฟันเทียมซึ่งเป็นงานที่มีความซับซ้อน ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งนี้ต้องขอบคุณสถาบันและหน่วยงานที่ร่วมพัฒนาทันตแพทย์จนสามารถให้บริการได้ครอบคลุมทั่วประเทศ และได้เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง รวมถึงโรงพยาบาลแม่วงก์ที่แม้เป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก แต่มีศักยภาพดูแลประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เดิมรากฟันเทียมมีราคาสูง แต่จากพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 และการพัฒนาของนักวิจัยไทย ทำให้สามารถผลิตได้เองในประเทศ มีคุณภาพเทียบเท่าต่างประเทศในราคาที่เข้าถึงได้ ปัจจุบันการทำรากฟันเทียมสำหรับฟันปลอมทั้งปากอยู่ในสิทธิประโยชน์บัตรทองแล้ว โดยผู้ป่วยสามารถเข้ารับบริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และ สปสช. อยู่ระหว่างพิจารณาขยายสิทธิไปยังรากฟันเทียมแบบซี่เดี่ยว เช่น ฟันกรามแท้ซี่แรก ซึ่งหากมีความคุ้มค่า ก็มีแนวโน้มบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในอนาคต” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว
หมายเหตุ : *บุคคลในข่าวและภาพได้ให้ความยินยอมในการให้สัมภาษณ์และบันทึกภาพเพื่อใช้ในการเผยแพร่แล้ว ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)


